โค้ด: เลือกทั้งหมด
ครั้งที่แล้วผมเขียนถึงกลุ่มการเมือง Tea Party ที่มุ่งกดดันรัฐบาลสหรัฐให้ลดภาษีและลดรายจ่ายของรัฐบาลซึ่งกลุ่มมองว่าเป็นการต่อสู้เพื่ออิสรภาพทางเศรษฐกิจของประชาชน ทั้งนี้ชื่อ Tea Party นั้นหยิบยืมมาจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สหรัฐที่มีความสำคัญยิ่งคือ Boston Tea Partyคือการบุกขึ้นไปบนเรือสินค้าของบริษัทอังกฤษเพื่อเทใบชาที่นำมาขายทิ้งลงทะเลที่ท่าเรือเมืองบอสตัน โดยเป็นการแสดงการขัดขืนรัฐสภาอังกฤษที่เก็บภาษีใบชาทั้งๆ ที่รัฐสภาอังกฤษนั้นไม่มีผู้แทนราษฎรที่มาจากอเมริกา (ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ) แต่อย่างใด กล่าวคือเป็นการยืนยันหลักการ notaxation without representation หรือจะเก็บภาษีจากประชาชนโดยประชาชนมิได้ให้ความเห็นไม่ได้และต่อมารัฐสภาอังกฤษตอบโต้ลงโทษเมืองบอสตัน ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันของมลรัฐต่างๆ ในการประกาศอิสรภาพจากรัฐบาลอังกฤษในปี 1776 และมีการสู้รบกันจนในที่สุดรัฐบาลอังกฤษพ่ายแพ้และต้องยอมรับกำเนิดชาติใหม่คือประเทศอเมริกาในปี 1783
การเก็บภาษีนั้นเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวสูงเพราะเป็นการที่รัฐบาลยึดทรัพย์ประชาชน แม้พระราชาในอดีตยังระมัดระวังในการเพิ่มภาษีและการเพิ่มภาษีหรือเก็บภาษีอย่างเข้มงวดก็เป็นเหตุให้เกิดตำนานเช่นเรื่องโรบินฮูด ซึ่งถูกทำเป็นหนังฮอลลีวูดซ้ำกันหลายครั้งหลายคราแล้ว ดังนั้นบางครั้งพระราชาใช้การเรียกคืนเงินตรา (ที่ทำด้วยเหล็กมีค่าเช่นทองคำเป็นเงิน) แล้วออกเงินรูปแบบใหม่ทดแทนโดยอ้างว่าทำเพื่อเฉลิมฉลองการครองราชย์หรือการชนะสงคราม แต่เท็จจริงแล้วเป็นการนำเอาเหล็กที่มีค่าต่ำมาผสมเจือปนแล้วผลิตเหรียญออกมาใหม่ ทำให้รัฐบาลมีทองคำและเงินเหลือมาเป็นรายได้ของรัฐ กล่าวคือเป็นการพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นหรือแอบเก็บภาษีจากประชาชนนั่นเอง ซึ่งต่อมาเราจึงต้องมีธนาคารกลางที่เป็นอิสระจากภาครัฐเพื่อมิให้ประชาชนถูกแอบเก็บภาษีในทางอ้อมโดยการพิมพ์เงินออกมามากจนเกิดเงินเฟ้ออย่างเรื้อรัง (ทั้งนี้ต้องเข้าใจร่วมกันว่าเงินเฟ้อนั้นเป็นเสมือนกับการเก็บภาษีคนทุกคนที่ถือเงินสด เพราะหากเงินเฟ้อเท่ากับ 3% ต่อปีก็แปลว่าผู้ที่ถือเงินสดถูกเก็บภาษี 3% ต่อปี) กล่าวคือความเป็นอิสระของธนาคารกลางนั้นไม่ใช่อะไรที่มองว่าเป็นเรื่องของจริยธรรมหรือความ “ดี” ทางการเมือง แต่เป็นการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและป้องกันมิให้ประชาชนถูก “แอบ” เก็บภาษีนั่นเอง
ดังนั้น การเก็บภาษีหรือการยึดทรัพย์ประชาชนจึงต้องตั้งอยู่บนหลักการและเหตุผลที่ประชาชนยอมรับอย่างพร้อมหน้ากัน ทำให้ระบอบประชาธิปไตยนั้นเก็บภาษีจากประชาชนได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ดังที่เห็นประเทศที่เจริญก้าวหน้าทุกประเทศเป็นประชาธิปไตยทั้งหมดและเก็บภาษีประชาชนในอัตราที่ค่อนข้างสูงมากและสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาที่หลายประเทศอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการ
การเก็บภาษีจากประชาชนนั้นก็เพื่อให้รัฐบาลมีรายได้มาใช้ในการบริหารประเทศโดย “บริการ” ที่รัฐบาลจัดหาให้ประชาชนนั้นเรียกว่า public goods หรือสินค้าสาธารณะ ทั้งนี้ตามหลักเศรษฐศาสตร์สินค้าสาธารณะมีลักษณะสำคัญ 2 ประการคือการบริโภคของประชาชนคนหนึ่งจะไม่ทำให้ประชาชนคนอื่นๆ บริโภคได้น้อยลง (non-rivalry) และรัฐบาลไม่สามารถจำกัดการบริโภคที่เฉพาะเจาะจงให้ประชาชนคนใดคนหนึ่งได้ (non-excludability) ตัวอย่างเช่นการป้องกันประเทศมิให้ถูกประเทศอื่นๆ รุกรานเป็นบริการซึ่งเมื่อทำให้มีขึ้นแล้ว ประชาชนทุกคนในประเทศได้ประโยชน์อย่างถ้วนหน้าและรัฐบาลจะแบ่งแยกมิให้ประชาชนคนหนึ่งคนใดไม่ได้รับประโยชน์จากการป้องกันประเทศก็ไม่สามารถทำได้เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาว่าประชาชนจะไม่สมัครใจจ่ายเงินค่าบริการดังกล่าวอย่างพอเพียงเท่ากับประโยชน์ที่ตนได้รับเพราะรู้ว่าจะได้ประโยชน์ (ส่วนตน) สูงสุดหากบอกว่าเห็นประโยชน์น้อยจึงขอจ่ายเงินน้อย และรู้ว่าหากคนอื่นจ่ายมากเพื่อระบบปกป้องประเทศที่ดีเยี่ยม ตนเองก็จะได้ประโยชน์ไปด้วยโดยไม่ต้องจ่ายเงินมากนัก กล่าวคือมีความเสี่ยงว่าคนส่วนใหญ่จะสมัครใจจ่ายเงินน้อยเพราะหวังจะให้คนอื่นจ่ายมากหรือปัญหา free-riderนั่นเอง
ดังนั้น หลักการสำคัญของการเก็บภาษี (หรือความจำเป็นต้องยึดทรัพย์ประชาชน) ก็คือการที่รัฐต้องให้บริการสินค้าสาธารณะที่เพียงพอ ทั้งนี้คำว่าสินค้าสาธารณะนั้นอาจตีความหมายให้กว้างขวางได้ว่าการลดส่วนต่างระหว่างคนรวยกับคนจนนั้นจะทำให้เกิดระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพมั่นคงและสังคมที่สมานฉันท์กลมเกลียวกันซึ่งมีลักษณะเป็น public goods แปลว่าประชาชนทุกคนในประเทศได้ประโยชน์จากการ “ผลิต” สินค้าดังกล่าว ทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการเก็บภาษีเพื่อลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน นอกจากนั้นก็อาจมองได้ว่าความเท่าเทียมกันหรือความเสมอภาคนั้นคือความเป็นธรรมขั้นพื้นฐาน หมายความว่าความเสมอภาคนั้นไม่ต้องอธิบายว่าทำไมจึงคิดว่าถูกต้องและเป็นธรรม ตรงกันข้ามหากมีความไม่เท่าเทียมกันในสังคมกลับต้องพยายามอธิบายว่าทำไมความไม่เท่าเทียมกันจึงเป็นเรื่องที่สังคมควรยอมรับได้
ประเด็นสุดท้ายคือ การเก็บภาษีเพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้ในการทำหน้าที่พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้แก่ ท่าเรือ สนามบิน หาแหล่งพลังงานสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้า ทำระบบชลประทานสร้างถนนและระบบรถไฟ ฯลฯ แต่ในส่วนนี้ก็เป็นที่เข้าใจร่วมกันว่าควรเก็บภาษีให้น้อยที่สุดเพื่อใช้ในการที่รัฐบาลจะนำไประดมทุนและทรัพยากรจากภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุนลงแรงในการดำเนินการให้มากที่สุด
กล่าวโดยสรุปคือในหลักการนั้นประชาชนต้องยินยอมให้รัฐบาลเก็บภาษี (ยึดทรัพย์) อย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุดเพื่อผลิตสินค้าสาธารณะที่กลไกตลาดเสรีไม่สามารถผลิตได้เองอย่างครบถ้วนนอกจากนั้นรัฐบาลก็ยังมีบทบาทสำคัญในการระดมและจัดสรรทรัพยากรเพื่อการพัฒนาประเทศซึ่งต้องอาศัยภาษีเพื่อใช้ในการดำเนินการอีกด้วย สำหรับตอนต่อไปนั้นผมจะเขียนเรื่องการเก็บภาษีประเภทต่างๆ ครับ