ญี่ปุ่นจะทำเงินท่วมโลกครั้งใหม่/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

ญี่ปุ่นจะทำเงินท่วมโลกครั้งใหม่/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ พ.ย. 10, 2014 3:41 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    การประกาศเพิ่มการอัดฉีดเงินเข้าระบบของธนาคารกลางประเทศญี่ปุ่นเมื่อสิ้นเดือนตุลาคม เป็นเรื่องที่อาจจะเหนือความคาดหมายของคนส่วนใหญ่ แต่อาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปตามความคาดหมายของคนอีกหลายกลุ่ม เนื่องจากมองว่านโยบายของนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ จะต้องเดินมาถึงจุดที่จะต้องอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติม

    อย่างไรก็ดี กลุ่มนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่รู้สึกแปลกใจในการเพิ่มการอัดฉีดสภาพคล่องในครั้งนี้

    ภายหลังจากที่ญี่ปุ่นประกาศอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบเพิ่มจากเดิม 60-70 ล้านล้านเยนต่อปี เป็น 80 ล้านล้านเยนต่อปี เมื่อวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ตลาดเกิดอาการช็อค และค่าเงินเยนของญี่ปุ่นก็อ่อนไปมากกว่า 2%ในวันเดียว โดยแตะระดับ 112 เยนต่อเหรียญสหรัฐทันที และมีการอ่อนตัวเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ถัดมา อยู่ในระดับที่อ่อนที่สุดในรอบ 7 ปี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 รวมอ่อนค่าลงไปประมาณ 6%

    ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นก็ทะยานเพิ่มขึ้น โดยดัชนีนิเคอิ 225 ปรับเพิ่มขึ้นถึง 4.8% เพราะนักลงทุนที่ขายช็อตตลาดญี่ปุ่นต้องเข้ามาปิดสถานะ 

    การอัดฉีดเงินเข้าระบบด้วยการซื้อพันธบัตรและสินทรัพย์ของธนาคารกลางของญี่ปุ่นได้ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ต้นปี 2556 โดยเป็นส่วนหนึ่งของลูกดอกแรก ในจำนวนลูกดอกสามลูกที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเสนอในตอนเข้ารับตำแหน่งในเดือนธันวาคม 2555

    ลูกดอกแรกคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้ธนาคารกลางประเทศญี่ปุ่นอักฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบ ซึ่งเมื่อประกาศว่าจะทำในปลายปี 2555 นั้น ค่าเงินเยนก็อ่อนจากระดับ 82 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ไปสู่ระดับ 95 เยนต่อดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 และเชื่อว่าจะทำให้สินค้าญี่ปุ่นมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เงินเยนอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง และอ่อนไปแตะ 105 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐในต้นปี 2557

    ลูกดอกที่สองที่นายกอาเบะใช้คือ การใช้จ่ายเงินภาครัฐเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น

    และลูกดอกที่สาม คือ การปฏิรูปโครงสร้างการเงินของประเทศ

    ในตอนต้น นโยบายต่างๆดูเหมือนจะใช้ได้ผล ตลาดหุ้นญี่ปุ่นทะยานขึ้นกลายเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดในปีที่แล้ว ค่าเงินเยนที่อ่อนลงทำให้สินค้าของญี่ปุ่นส่งออกได้มากขึ้น และเริ่มมีอัตราเงินเฟ้อเกิดขึ้น รวมถึงอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้น รัฐบาลถึงกับตั้งเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ 2%และตั้งเป้าอยากเห็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตที่ 5% ต่อปี ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างมองว่าเป็นเป้าหมายที่ไม่น่าจะเอื้อมถึง

    แต่มนต์ขลังของนโยบายนี้ค่อยๆ หมดไป ส่วนหนึ่งเนื่องจากการขึ้นอัตราภาษีการขาย (Sales Tax) จาก 5% เป็น 8% เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และอีกส่วนหนึ่งคือการที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้   โดยล่าสุด รัฐบาลญี่ปุ่นต้องลดเป้าหมายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2557 ลงเหลือเพียง 0.5%

    การอัดฉีดสภาพคล่องนี้ ดูจะเป็นการทุ่มอย่างสุดตัวของญี่ปุ่นในการทำให้เศรษฐกิจฟื้น โดยในรอบนี้ธนาคารกลางของญี่ปุ่นจะไม่เพียงเข้าไปซื้อพันธบัตรเท่านั้น แต่จะเข้าไปซื้อสินทรัพย์เสี่ยงอื่น คือ กองทุนตลาดรอง หรือ Exchange Traded Funds –ETF และ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่นด้วย

    ทั้งนี้ ใน 12 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินเยนอ่อนลงไปแล้วเกือบ 15% เมื่อเทียบกับเงินหยวนของจีน 

    เงินเยนที่อ่อนลง อาจทำให้สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้นสำหรับคนญี่ปุ่น แต่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อคงไม่สามารถขึ้นไปถึง 2% ตามที่นายกรัฐมนตรีอาเบะตั้งเป้าหมายไว้ เพราะแนวโน้มราคาน้ำมันก็อ่อนและทรงตัว แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปก็ไม่ดี 

    สำหรับตลาดหุ้นญี่ปุ่น นอกจากความหวังว่าสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เงินลงทุนบางส่วนไหลเข้าตลาดหุ้นแล้ว การที่กองทุนบำเหน็จบำนาญของญี่ปุ่นซึ่งเป็นกองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนโดยลดสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรลงจาก 60% เป็น 35% และจัดสรรเงินไปลงทุนในหุ้นมากขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นของญี่ปุ่นคึกคักขึ้นมาหลายเดือนแล้ว 

    นักวิเคราะห์มองว่า การอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติมนี้ หากได้ผล จะช่วยปูทางให้การขึ้นภาษีการขายในรอบต่อไป ที่กำหนดไว้จาก 8% เป็น 10% ในปีหน้าคือปี 2015 เป็นไปได้ง่ายขึ้น 

    อย่างไรก็ดี ผู้กำหนดนโยบายของประเทศต่างๆในโลกปัจจุบัน มักจะกำหนดนโยบายโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว หรือวางแนวทางแก้ไขเอาไว้ เสมือนการทดลองทำไปเรื่อยๆ เพราะผู้ที่จะเข้ามาแก้ไขในอนาคตก็ไม่ใช่ตนเองอยู่แล้ว นี่เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง

    เมื่อพิจารณาดูแล้วผลสัมฤทธิ์ที่จะได้จากการอัดฉีดสภาพคล่องน่าจะน้อยลงเรื่อยๆ เพราะสิ่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นต้องตระหนักคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากร เมื่อสังคมมีสัดส่วนของผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมย่อมเป็นไปได้ยากกว่าสังคมที่มีสัดส่วนของคนหนุ่มสาวมาก คนหนุ่มสาวพร้อมที่จะรับสิ่งใหม่ๆ พร้อมที่จะใช้จ่าย แต่ผู้สูงอายุไม่พร้อมที่จะทำเช่นนั้น

    ประการที่สอง โลกสมัยนี้ปรับเปลี่ยนเร็วมาก วงจรชีวิตของสินค้าหรือ Product Life Cycle สั้นลงกว่าเดิมมาก สินค้าและบริการที่เป็นที่นิยมในช่วงหนึ่ง อาจเสื่อมความนิยมได้อย่างรวดเร็วใน 2-3 ปี และถูกทดแทนด้วยสินค้าหรือบริการใหม่ ถ้าจะปรับให้ทัน ต้องมีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆตลอดเวลา และหลังจากคิดค้นได้ จะต้องส่งออกไปในตลาดให้เร็วที่สุด เพื่อใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบในช่วงเวลาสั้นๆให้เต็มที่ ประเด็นนี้ควรต้องเรียนรู้จากตัวอย่างของเกาหลีใต้

    คาดว่าสภาพคล่องไม่น่าจะออกมาท่วมโลกค่ะ จะอยู่ในญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่เป็นประเด็นต่อเนื่องคือสงครามค่าเงินต่างหาก

    สิ่งที่ญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆต้องตระหนักก็คือ การอ่อนลงของค่าเงินอาจทำให้ได้เปรียบในทางการค้าในระยะหนึ่ง แต่ในช่วงที่ประเทศต่างๆต่างเสาะแสวงหาการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการส่งออก เชื่อว่าไม่มีประเทศไหนยอมให้ค่าเงินของตัวเองแข็งค่ามากจนเกินไปและเสียเปรียบทางการค้า ดังนั้น ต้องจับตาดูนโยบายการเงินของจีนในช่วงต่อไป

    แม้ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าตามเงินเยนไปด้วย แต่ไม่อ่อนมากเท่า ดังนั้นเมื่อเทียบเงินบาทกับเงินเยนแล้ว เงินเยนถูกลง คงเป็นที่ยินดีสำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่น หรือผู้นิยมใช้ของญี่ปุ่น ที่อาจซื้อหาได้ในราคาที่ถูกลง 

    ก็ขอให้ใช้แต่พอดีๆนะคะ ประเทศเรายังไม่ร่ำรวยมาก และอย่าลืมอุดหนุนสินค้าไทยด้วยนะคะ
[/size]



ตอบกลับโพส