มองต่างมุมเกี่ยวกับราคาน้ำมัน (2)/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

มองต่างมุมเกี่ยวกับราคาน้ำมัน (2)/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ ก.พ. 16, 2015 2:37 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

ในครั้งที่แล้วผมสรุปว่าหากมองจากมิติของเศรษฐศาสตร์จุลภาค ประเทศซาอุดีอาระเบียและโอเปกในฐานะที่มีอำนาจผูกขาดน้ำมันในระดับหนึ่งควรอย่างยิ่งที่จะยอมลดการผลิต (และยอมเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับ shale oil) เพราะจะเป็นประโยชน์กับตัวเองและกลุ่มโอเปกมากกว่า เห็นได้จากการที่ซาอุดีอาระเบียไม่ยอมลดการผลิต ทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลง 50% ในช่วง 6 เดือน ที่ผ่านมาเพราะหากดูตัวเลขการผลิตก็จะเห็นว่าโดยปกติแล้วเพิ่มปีละ 1.0-2.0% แต่ปี 2014 อาจเพิ่มมากขึ้นอีก 2-3% แต่หากโอเปกยอมลดการผลิตลงเพียง 3-4% (ตามที่ตลาดคาดการณ์คือลดลง 1 ล้านบาร์เรลต่อวันจาก 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน) และหลีกเลี่ยงการปรับลดลงของราคาน้ำมัน 50% ก็เป็นการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของโอเปกอย่างยิ่ง กล่าวคือการไม่ยอมลดการผลิตลง 3-4% ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลง 50% ดังที่เห็นมาแล้วในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ดังนั้นหลายคนจึงมองว่าในที่สุดซาอุดีอาระเบียและกลุ่มโอเปกจะต้องหันมาส่งสัญญาณให้ตลาดรับรู้ว่าจะมีการบริหารจัดการส่วนเกินของอุปทานในที่สุดและ/หรือ shale oil ของสหรัฐจะต้องประสบปัญหาจนผลิตเพิ่มไม่ได้ ดังนั้น จึงคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นกลับไปที่ระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในครึ่งหลังของปีนี้แต่ในวันที่ 12 มกราคม รัฐมนตรีน้ำมันของซาอุดีอาระเบียให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ USA Today ว่า “หากอุปทานอยู่ที่ระดับปัจจุบันและอุปสงค์ยังอ่อนแอ ก็เชื่อได้ว่าราคาน้ำมันจะลดลงไปอีกได้ (จากระดับ 45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นราคาตลาดในวันนั้น) แต่หากมีการลดการผลิตบ้างและความต้องการใช้น้ำมันขยายตัวขึ้น ราคาก็จะปรับขึ้นได้ แต่ผมแน่ใจว่าราคาน้ำมันจะไม่มีวันกลับไปที่ 100 ดอลลาร์อีกแล้ว ดังที่ผมเคยพูดเมื่อปีที่แล้วว่าราคาเกิน 100 ดอลลาร์นั้นเป็นราคาลวง (artificial)” ในขณะเดียวกันเขาตอบข้อกล่าวหาว่าซาอุดีอาระเบียทุบราคาน้ำมันร่วมกับสหรัฐเพื่อลงโทษประธานาธิบดีปูตินว่าเป็นเรื่อง “มั่ว” (baloney and rubbish)

เมื่อเกือบ 15 ปีที่แล้วในปี 2000 รัฐมนตรีน้ำมันของซาอุดีอาระเบียสมัยนั้นกล่าวว่า “อีก 30 ปีข้างหน้าจะเกิดภาวะซึ่งมีน้ำมันผลิตออกมาเต็มตลาด แต่จะไม่มีผู้ซื้อ ทำให้ต้องทิ้งน้ำมันเอาไว้ใต้ดิน ทั้งนี้ขอให้นึกกลับไปว่ายุคหิน (stone age) จบลงไม่ใช่เพราะว่าหินหมดโลก ดังนั้นยุคน้ำมันก็จบลงได้โดยน้ำมันไม่ได้หมดไปจากโลกเช่นกัน” แปลว่าซาอุดีอาระเบียอาจมิได้กลัวว่าจะเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับ shale oil หรือต้องการทำโทษรัสเซียและอิหร่าน แต่ประเทศที่เป็นเจ้าของน้ำมัน (อย่างน้อย) 260,000 ล้านบาร์เรล (ซึ่งสามารถผลิตวันละ 10 ล้านบาร์เรลเช่นปัจจุบันไปได้อีกกว่า 71 ปี) อาจมองว่าน้ำมันกำลังจะ “หมดยุค” ลงแล้ว ดังนั้น ซาอุดีอาระเบียอาจจะต้องการขุดเจาะเอาน้ำมันออกมาขายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนที่น้ำมันจะไร้ค่าลงไปในที่สุด

มาถึงตรงนี้หลายคนคงรู้สึกไม่เห็นด้วยเพราะเรามีความเชื่อเสมอมาว่าน้ำมันเป็นสิ่งที่มีค่า (จึงเรียกกันว่า blackgold) และยิ่งมีมากก็ยิ่งดี แต่หากมองว่ามีปัจจัยต่างๆ เช่น ปัญหาโลกร้อน การพัฒนาของเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกต่างๆ การผลิตสินค้าที่นับวันจะมีขนาดเล็กลงและใช้พลังงานน้อยลง ก็อาจมองได้ว่ายุคทองของน้ำมันนั้นกำลังจะปิดฉากลง อาจจะไม่ใช่ภายใน 30-40 ปีข้างหน้า แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ใน 70-100 ปีข้างหน้า เป็นต้น ทั้งนี้ ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่จะสามารถฟันธงได้ แต่มีข้อมูลรอบข้างที่ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าซาอุดีอาระเบียอาจมีความเชื่อเช่นนั้น เพราะหากเชื่อว่าอุปสงค์น้ำมันจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องปีละ 2-3% อีกหลายร้อยปีแล้ว จะไปปฏิเสธการลดกำลังการผลิตเพียง 1 ล้านบาร์เรลต่อวันเพื่อมิให้ราคาน้ำมันปรับลง 50% ไปทำไม กล่าวคือแม้จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับ shale oil ไปบ้าง ก็ไม่ได้เป็นการสูญเสียอะไรมากนัก หากอุปสงค์น้ำมันจะขยายตัวอย่างยั่งยืนตลอดไป

จึงต้องกลับมามองแนวโน้มของราคาน้ำมันในอดีต ผมเก็บตัวเลขตั้งแต่การก่อตั้งโอเปกในปี 1960 (รูปประกอบ) ทั้งนี้ ผมได้แสดงให้เห็นทั้ง ราคาปัจจุบันในปีนั้นๆ และราคา “จริง” คือราคาที่ใช้ปี 2012 เป็นราคาฐานคือราคาที่ตัดเงินเฟ้อออกไป ทำให้สามารถเปรียบเทียบราคา “จริง” ในปี 1960 และปีอื่นๆ กับปี 2012 ได้ ทั้งนี้ หากเราทำตัวเป็นประเทศซาอุดีอาระเบียก็น่าจะมีข้อสรุปจากแนวโน้มราคาน้ำมันในรอบกว่า 60 ปีที่ผ่านมา ดังนี้

1. ราคาน้ำมันในช่วง 1960-1970 ที่เพิ่งก่อตั้งโอเปกนั้นราคาจริงมีแนวโน้มอ่อนตัวอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นยุคแรกที่โลกเพิ่งเริ่มขยายการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม (โดยเฉพาะรถยนต์) อย่างจริงจังเป็นช่วงที่ซาอุดีอาระเบียและสมาชิกโอเปกคงไม่พึงพอใจมากนัก

2. ยุค 1970 นั้นมองได้ว่าเป็นการ “ค้นพบ” อำนาจการผูกขาดของกลุ่มโอเปกที่คว่ำบาตรประเทศอิสราเอลในการทำสงครามในปี 1973 แต่มีผลผลักดันให้ราคาน้ำมันจริงปรับขึ้นจาก 10.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 1970 มาเป็น 53.94 ดอลลาร์ในปี 1974 ต่อจากนั้นก็มีการปรับขึ้นราคาอีกเพราะรัฐบาลของประเทศส่วนใหญ่พยายามลดผลกระทบโดยการเพิ่มเงินอุดหนุนให้กับประชาชนของตนเอง (ทำให้การใช้น้ำมันไม่ลดลง) ประกอบกับปัญหาการเมืองและความมั่นคงในตะวันออกกลางมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำสงครามกันเองอย่างดุเดือดระหว่างอิหร่านกับอิรักในปี 1978-1980 เป็นผลให้ราคาน้ำมันจริงปรับสูงถึง 102.62 ดอลลาร์ในปี 1980 (ราคาในขณะนั้นเท่ากับ 36.83 ดอลลาร์)

ยังมีข้ออื่นๆ อีกในตอนต่อไปครับ
[/size]



ตอบกลับโพส