โค้ด: เลือกทั้งหมด
การศึกษาเรื่องของยีนส์มนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตวิทยานั้นพบว่า คนเรานั้นมีพฤติกรรมที่ “ชอบลุ้น” ซึ่งนี่ก็คงเกี่ยวข้องกับการ “พนัน” หรือการชอบ “เสี่ยง” เราจะรู้สึกตื่นเต้นที่จะเห็น “ผลลัพธ์” ที่จะออกมาว่ามันดีหรือไม่ดีนั่นคือเราจะชนะหรือแพ้ เราจะได้หรือจะเสีย หรือเราจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีมีโอกาสที่จะชนะหรือได้หรือไม่ ถ้าเราชนะหรือได้ เราก็จะดีใจ แต่ถ้าออกมาแย่หรือเสีย เราก็จะเสียใจ หลังจากนั้น เราก็จะเริ่มไปลุ้นเรื่องใหม่หรือรอลุ้นเรื่องเดิมในรอบต่อไป (ถ้ามี) ยิ่งรางวัลที่จะได้รับนั้นสูงเมื่อเทียบกับฐานะของเราถ้าเราชนะ เราก็ยิ่งอยากลุ้นเพิ่มเป็นทวีคูณแม้ว่าโอกาสที่จะแพ้นั้นสูงลิ่วจนไม่คุ้มที่จะเสี่ยง แต่เราก็อยากที่จะเสี่ยง และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมคนที่มีเงินน้อยจึงชอบ “แทงหวย” และคนที่มีเงินมากจึงชอบ “เล่นหุ้น” โดยเฉพาะหุ้นเก็งกำไรหรือ “หุ้นปั่น” ที่มีโอกาส “ได้เสีย” สูงโดยเฉพาะที่เป็นการ “ได้เสีย” แบบว่า ถ้าได้แล้ว “ได้มาก” แต่ถ้าเสียก็ “เสียน้อย” แต่โอกาสได้นั้นอาจจะ 1 ใน 100 หรือ 1 ในล้าน แต่โอกาสเสียนั้นอาจจะ 99 ใน 100 หรือ 999,999 ในล้านครั้ง ตัวอย่างเช่น การแทงหวยที่ใช้เงินเพียงไม่ถึง 100 บาทก็อาจจะได้รางวัลเป็นล้านบาทได้ เช่นเดียวกับการซื้อชาเขียวราคาไม่ถึง 20 บาทต่อขวดแต่อาจจะได้ทองหรือรถเบ้นซ์ หรือการเล่น “หุ้นปั่น” ที่อาจจะกำไรได้หลายเท่าจากหุ้นราคาอาจจะ “ไม่ถึงบาท”
ช่วงเวลาของการ “ลุ้น” นั้น เป็นเวลาที่น่าตื่นเต้น บางครั้งเราแทบจะหยุดทำกิจการอื่น ๆ เพื่อคอยดู “ผลที่ออก” ผมยังจำได้ถึงประสบการณ์ช่วงแรกที่ผมไปทำงานในโรงงานน้ำตาลในต่างจังหวัดสมัยเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ในช่วงที่โรงปิดหีบเพื่อซ่อมเครื่องจักรเป็นเวลาประมาณ 8 เดือนต่อปีนั้น โรงงานจะมีเสียงดังมากเพราะทุกแผนกจะต้องซ่อมเครื่องจักรในส่วนของตน แต่พอถึงวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือนในช่วงเช้า โรงงานทั้งโรงนั้นแทบจะ “เงียบสนิท” เหมือน “โรงงานร้าง” ไม่มีคนมาทำงาน เหตุผลก็เพราะคนงานแทบทุกคนต่างก็ใจจดใจจ่อเงี่ยหูฟังวิทยุประกาศผลรางวัลที่หนึ่งและรางวัลใหญ่ทั้งหลายและรางวัลเลขท้าย 2 และ 3 ตัว คนที่ถูกรางวัลก็จะดีใจตามรางวัลที่ถูก ส่วนคนที่ “ถูกกิน” ก็จะเสียใจ และทั้งสองฝ่ายต่างก็แทบไม่เป็นอันทำงานในวันนั้นทั้งวัน หลังจากวันนั้น ทุกคนก็กลับมาทำงานตามปกติ ในระหว่างที่รอ “วันหวยออก” งวดต่อไป พวกเขาต่างก็จะคอยเสาะแสวงหา “เลขเด็ด” ที่จะมา “แทง” ต่อ ไม่มีใครเลิกเล่น
ปัจจุบันนี้ผมไม่รู้ว่าสภาพของโรงงานยังเป็นแบบเดิมหรือไม่ในวันหวยออก แต่ความเชื่อผมก็คิดว่าน่าจะยังเป็นอยู่บ้าง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นคงเป็นเรื่องของคนมีเงินที่พยายามหาเงินจากเงินของตัวเองในตลาดหุ้นที่ผมรู้สึกว่าในบางมุมมีลักษณะของการเสี่ยงที่คล้าย ๆ กับหวยเหมือนกันนั่นก็คือ ตลาดของหุ้นเก็งกำไรตัวเล็ก ๆ ที่ราคาขึ้นลงหวือหวาที่เปิดโอกาสให้คน “แทงหุ้น” และ “ลุ้นหุ้น” เพียงแต่ว่าสำหรับหุ้นแล้ว มัน “ออกทุกวัน” หลายคนแทบจะไม่เป็นอันทำอะไรเลยในช่วงตลาดเปิด บางวันที่ “แทงถูก” มีกำไรจากหุ้น เขาก็ดีใจ บางวันขาดทุน เขาก็เสียใจ พอตลาดปิดเขาก็จะกลับไป “เสาะแสวงหา” “หุ้นเด็ด” ตัวใหม่ที่จะเล่นในวันต่อไป และก็คงคล้าย ๆ กับคนแทงหวยที่โรงงานนั่นก็คือ ผมเองไม่เคยเห็นว่ามีใคร “รวย” จากหวยเลย นาน ๆ ครั้งก็จะเกิด “เสี่ย” ขึ้นมาเพราะถูกรางวัลใหญ่ได้เงินเป็นแสนบาทในสมัยนั้น แต่พอเวลาผ่านไป “เสี่ย” ก็หมดตัวเพราะ “เสียหวย” และ “ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย” อื่น ๆ คนเล่นหุ้นเก็งกำไรหรือหุ้นปั่นก็คงจะคล้ายกันที่บางช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นร้อนเป็นกระทิงก็จะมีคนได้กำไรมาก แต่เมื่อเล่นต่อเนื่องกันไปนาน ๆ เงินก็ถูก “คืนไปหมด” โดยเฉพาะเวลาหุ้นตกหรือเกิดวิกฤติตลาดหุ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ทุกคนก็ยังอยู่กับหวยและหุ้น คงเป็นเรื่องยากที่จะ “รวยแล้วหยุด” หรือ “จนแล้วหยุด” เพราะมันอยู่ในยีนส์
ในฐานะของ VI ผู้มุ่งมั่นนั้น เราเองก็ไม่อาจจะหลีกหนีจากความ “ชอบลุ้น” ไปได้ สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือ เราควรพยายามลดการลุ้นหุ้นในแต่ละวันแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละเดือน การลุ้นเป็นไตรมาศนั้นน่าจะพอยอมรับได้ แต่วันที่ “หวยออก” จริง ๆ ของหุ้นนั้น สำหรับผมแล้ว มันไม่ใช่ราคาหุ้นที่จะขึ้นหรือลงในวันสิ้นไตรมาศ ผมคิดว่าราคาหุ้นนั้นมันไม่ได้สำคัญเท่ากับตัวเลขผลประกอบการประจำไตรมาศของบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่ซึ่งก็จะประกาศในเวลาไม่เกิน 45 วันนับจากวันสิ้นสุดแต่ละไตรมาศ วันที่ประกาศงบของหุ้นแต่ละตัวก็มักจะใกล้เคียงกันทุกปี บางบริษัทก็อาจจะประกาศประมาณ 5 วันก่อนวันสิ้นสุด บางบริษัทก็ประกาศเร็วหรือช้ากว่านั้น และนั่นก็คือวันที่ผมจะใจจดใจจ่อ “ลุ้น” ว่างวดนี้กำไรจะเป็นอย่างไร ถ้าดีขึ้นมากก็มีความสุข ถ้าแย่ลงหนักก็จะเป็นทุกข์ เมื่อตัวเลขออกมาแล้วผมก็จะดูสาเหตุว่าทำไมตัวเลขจึงเป็นแบบนั้นและก็จะคาดการณ์ต่อไปว่า “งวดหน้า” มันจะเป็นอย่างไรจะดีขึ้นหรือแย่ลงระดับไหน แต่ผมก็มักจะไม่คิดคำนวณเป็นตัวเลขแน่นอนแบบนักวิเคราะห์ ผมชอบแบบว่า Approximately Right หรือประมาณว่าถูกก็พอ
การดูและติดตาม “หวยที่ออก” นั้น ผมไม่ดูเฉพาะหุ้นที่ตนเองถืออยู่ ผมจะดูแทบทุกตัวโดยเฉพาะที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ผมสนใจและหุ้นตัวใหญ่ ๆ ส่วนหุ้นที่ผมไม่สนใจนั้น ผมก็จะมองผ่าน ๆ ให้พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบริษัท การดูตัวเลขผลประกอบการรายไตรมาศและรายปีของบริษัทจดทะเบียนนั้น ผมคิดว่ามันมีประโยชน์ในแง่ที่มันสอนให้เราเข้าใจ Pattern หรือรูปแบบของผลประกอบการของบริษัท ซึ่งสิ่งนี้มักจะสะท้อนไปถึงลักษณะของตัวหุ้นว่ามันเป็นหุ้นประเภทไหนใน 5-6 แบบตามการจัดของปีเตอร์ ลินช์ การที่เราติดตามผลประกอบการไปเรื่อย ๆ ต่อเนื่องยาวนานหลาย ๆ ปี เราก็จะ “ซึ้ง” เข้าไปในใจว่าผลประกอบการของบริษัทนั้น ในระยะยาวแล้วมันก็สะท้อนมาจากธรรมชาติของธุรกิจเองว่ามันแบบไหน
หุ้นจำนวนมากนั้น พอประกาศงบมา ถ้าเราไม่คุ้นเคยหรือไม่มีประสบการณ์กับมันมาก่อนเราก็จะรู้สึก Surprise หรือประหลาดใจมาก เช่น จากที่ไม่เคยกำไรดีหรือขาดทุนก็อาจจะกำไร “โตกระโดด” ดูน่าตื่นเต้นมาก บางทีบริษัทกำไรดีติดต่อกันมา 2-3 ปี อยู่ ๆ ก็ขาดทุนเสียอย่างนั้นโดยไม่มีเหตุผลพิเศษ ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นลงมากตามกันไป หุ้นที่มีตัวเลขแนวนี้ ถ้าเราวิเคราะห์ดี ๆ ก็อาจจะพบว่าเราไม่สามารถใช้ตัวเลขมาประเมินราคาได้จริง ๆ อาจจะเนื่องจากการที่มันขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคาสินค้าไม่แน่นอนและคาดการณ์ไม่ได้แม้ว่าหลายปีที่ผ่านมามันจะดี ดังนั้น การลงทุนในหุ้นก็จะเป็นเรื่องของการ “เก็งกำไร” ทั้งสิ้น คือเราเก็งว่ากำไรน่าจะดีต่อไปทั้ง ๆ ที่ “งวดหน้า” ตัวเลขอาจจะออกมาตรงกันข้าม
ปกติผมเองนั้นเน้นการลงทุนในหุ้นที่มั่นคง แข็งแกร่งและเติบโต ดังนั้น ผมก็จะตามตัวเลขของบริษัทที่ผมคิดว่ามันหุ้นแบบนั้นทั้งที่ถืออยู่และยังไม่ได้ถือ สิ่งที่ผมลุ้นก็คือ ยอดขายและกำไรของบริษัทก็ควรจะต้องเป็นแบบนั้นและก็ไม่ควรมี “ข้อแก้ตัว” ถ้าตัวเลขออกมาผิดกับที่มันควรจะเป็นเช่น แทนที่ยอดขายและกำไรจะเพิ่ม มันกลับลดลงทั้งยอดขายและกำไร แบบนี้ถ้าจะอ้างว่าเศรษฐกิจไม่ดีหรือคู่แข่งเข้ามาแย่งชิงตลาดโดยการลดราคาสินค้า ผมก็จะต้องดูว่ามันสมเหตุผลไหม เพราะหุ้นที่เติบโตเร็วนั้น มันควรที่จะโตได้โดยตัวของมันเองไม่ใช่อิงกับเศรษฐกิจเป็นหลัก เป็นต้น
บ่อยครั้ง นอกจากการดูหวยของผลประกอบการแล้ว ผมก็มักจะเหลือบดูราคาหุ้นในช่วงนั้นด้วย ที่มักจะสะท้อนตามผลประกอบการ อย่างไรก็ตาม หุ้นหลาย ๆ ตัวราคาก็ไม่สะท้อนเท่าที่ควร บางตัวก็ไปในทางตรงกันข้ามซึ่งมักจะเกิดน้อย ผมเองก็พยายามอธิบายว่ามันเกิดอะไรขึ้น บ่อยครั้งผมก็รู้สึกว่าหุ้นจำนวนไม่น้อยในตลาดนั้น ถูก “ควบคุมราคา” โดยคนบางคนหรือบางกลุ่มทำให้ราคาไม่เป็นธรรมชาติซึ่งผมก็ไม่สนใจอยู่แล้ว แต่ในหุ้นบางตัวที่ราคาไม่สะท้อนกับผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง บางทีผมก็ถือโอกาสซื้อ และนี่ก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่งของการ “ลุ้นหุ้น” ในแบบฉบับ VI