โค้ด: เลือกทั้งหมด
ใกล้จะสิ้นปีแล้ว ปีนี้นอกจากจะเป็นปีหนึ่งที่ผู้ลงทุนรู้สึกได้มากถึงผลกระทบของความผันผวนของตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว ยังเป็นปีที่ธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าขนาดใหญ่หรือเล็ก ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มไหน ต่างรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่มาจากหลายๆด้าน
ในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ความผันผวนเกิดขึ้นจนเป็นเรื่องปกติสำหรับเศรษฐกิจและการลงทุน เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจและการเงินในหลายภูมิภาค และเกิดความไม่สมดุลย์ของเศรษฐกิจต่างๆในโลกตลอดเวลา บางกลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ในขณะที่บางกลุ่มประเทศยังต้องอัดฉีดเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และหลายประเทศมีปัญหาจากการที่โภคภัณฑ์ที่เป็นสินค้าส่งออกทำรายได้หลักของประเทศมีราคาตกต่ำ ฯลฯ
ในช่วงปลายปีนี้จึงอยากจะให้ท่านทบทวนพอร์ตการลงทุนของท่าน ว่าการจัดสรรการลงทุนเหมาะสมสำหรับรับกับสถานการณ์ลงทุนในปีหน้าหรือไม่ และลงไปถึงรายละเอียดในหลักทรัพย์หรือตราสารแต่ละหลักทรัพย์ว่า เหมาะสมที่จะมีอยู่ในพอร์ตการลงทุนหรือไม่ และควรมีในสัดส่วนมากน้อยเพียงใด ความสำเร็จในอดีต ไม่จำเป็นว่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าจะสามารถประสบความสำเร็จในอนาคตด้วย
การทบทวนพอร์ตการลงทุน เปรียบเสมือนการทำการวิเคราะห์ว่ากลยุทธ์ที่ใช้ในการลงทุนในปีที่ผ่านมาเหมาะสมหรือไม่ มีอะไรผิดพลาดที่จะต้องเก็บไว้เป็นบทเรียน พร้อมกันนั้นก็ทำการวางกลยุทธ์ใหม่ หรือปรับปรุงกลยุทธ์เดิม โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่ ที่จะมีผลต่อการลงทุนในปีต่อไป ทั้งปัจจัยบวกและลบ
เราไม่สามารถจะวางกลยุทธ์ได้ถูกต้องไปทั้งหมด แต่ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้ลงทุนอยู่รอดและเติบโต ทำกำไรได้ คือ “ความสามารถในการปรับตัวให้รับกับการเปลี่ยนแปลง” (Ability to adapt to changes) เรื่องนี้ ดิฉันเคยบอกกล่าวกับเพื่อร่วมงานตั้งแต่ 20 ปีก่อน และใช้เป็นปัจจัยหนึ่งในการวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันขององค์กรทั้งองค์กรของตัวเอง และองค์กรคู่แข่ง
ในการลงทุนหรือการทำอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา หากรู้ตัวว่า เดินผิด ต้องแก้ไขให้ทันการณ์
จริงๆแล้ว การบริหารองค์กรก็ไม่แตกต่างจากการบริหารการลงทุนค่ะ ควรต้องมีการทบทวน “พอร์ต” เช่นกัน ตั้งแต่พอร์ตของสินค้าหรือบริการของเรา ว่ายังเหมาะสมกับยุคสมัยหรือไม่ มีอะไรต้องปรับเปลี่ยนหรือยกเลิก มีอะไรต้องนำเข้ามาเพิ่มเพื่อตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปบ้าง
หลายองค์กรไม่ปรับพอร์ตของสินค้าและบริการ และจบลงด้วยความเศร้า เช่น บริษัทผลิตฟิล์มถ่ายรูปและกระดาษอัดรูปชื่อดังของโลก ละเลยการคืบคลานเข้ามาในตลาดของกล้องดิจิตอล จึงเสียโอกาสในการแข่งขันและไม่สามารถกลับตัวได้ทัน เพราะกว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว
โดยทั่วไป การเปลี่ยนแปลงจะเข้ามาทีละน้อยๆ ถ้าเราละเลย ไม่ช่างสังเกต ไม่ช่างสงสัย ไม่เปิดหูเปิดตาให้กว้าง เราจะพลาดโอกาสที่จะปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงนั้น
แต่การจัดการองค์กรมีความซับซ้อนกว่าการจัดการลงทุน เพราะนอกจากพอร์ตของสินค้าและบริการแล้ว ยังมีพอร์ตของเงินทุนที่ใช้ในการดำเนินงาน พอร์ตของบุคลากร พอร์ตของลูกค้า พอร์ตของช่องทางการกระจายสินค้าและบริการ และพอร์ตของคู่ค้า ว่ามีความพอเพียง และมีสัดส่วนที่เหมาะสมเพียงใด
เมื่อทบทวนพอร์ตแล้ว ก็ต้อง “จัดการ”คือดำเนินการเพื่อปรับให้เหมาะสม ซึ่งหมายถึง “ตัด” “ลด” “ยุบ” “เลิก” “เพิ่ม” “แยก” “รวม” “ขยาย” “ปรับปรุง” “เปลี่ยน” “แปลงรูป/แปลงโฉม/แปลงสภาพ” “หาใหม่” “ส่งเสริม” “ซื้อ” “ขายทิ้ง” ฯลฯ
วิธีที่ดีที่สุดในการคิดถึงทางเลือกต่างๆที่สามารถดำเนินการได้ คือ ให้ถามคำถามว่า “อะไรจะเกิดขึ้น ถ้า…..” หรือภาษาอังกฤษจะใช้ว่า “What if….?” การใช้คำถามนี้จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อผู้ถามและผู้ตอบใช้จินตนาการมากๆ
ปกติดิฉันเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่เมื่อถึงคราวต้องคิดถึงทางเลือกต่างๆ นอกจากจะมองด้านดีแล้ว ดิฉันจะมองด้านร้ายให้มากๆ เสียเวลาคิดตั้งแต่ตอนวางแผน ดีกว่าเสียหาย และเสียเวลาคิดหาวิธีแก้ไขหากเหตุการณ์หรือสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงค่ะ
หลักการสำคัญของการจัดพอร์ตคือ “การกระจายพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยง” แต่การกระจายมากเกินไปก็ทำให้เสียโอกาสที่จะได้ประโยชน์จาก “ตัวหลัก” หรือ core ของกลยุทธ์
เพราะฉะนั้น จะต้องให้น้ำหนักสำคัญไปที่ “ตัวหลัก” หรือ core ของกลยุทธ์ และให้น้ำหนักปานกลางสำหรับตัวรองๆลงมา ตัวที่คิดว่าไม่น่าจะดีนัก ก็ลดน้ำหนักลงไป หรือไม่ให้น้ำหนักเลยก็ได้
สำหรับการลงทุน ดิฉันมองว่า “ทองคำ” ยังคงจะไม่เหมาะที่จะลงทุน เพราะจบรอบเล่นไปแล้วและคงจะไม่ปรับตัวขึ้นตลอดปี 2559 ซึ่งเป็นปีที่ดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาอยู่ในช่วงขาขึ้น เว้นแต่จะเกิดสงครามขึ้น ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ แต่อาจจะไม่ลุกลามใหญ่โต
ปี 2559 จะเป็นอีกปีหนึ่งที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะไม่สูง แม้ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน แต่ก็จะไม่เพิ่มสูงขึ้นเหมือนเดิม คงจะทรงอยู่ในระดับต่ำไปอีกทั้งปี หรือเกือบทั้งปี
หากไม่มีภัยธรรมชาติที่รุนแรง โภคภัณฑ์อาหารก็ไม่น่าจะมีราคาสูง แม้จะมีปัญหาภัยแล้งในหลายๆจุดในโลก เนื่องจากเอลนิโญ่ เนื่องจากการแย่งนำเอาโภคภัณฑ์อาหารไปทำเป็นเชื้อเพลิง ลดน้อยลงไปมากตั้งแต่ราคาน้ำมันลดลงอย่างต่อเนื่อง และอย่างหนัก
สำหรับอัตราดอกเบี้ยนั้น แม้สหรัฐอเมริกาจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและแจ้งว่าจะค่อยๆปรับขึ้นอีกตลอดปี 2559 แต่อัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อของประเทศต่างๆในโลกโดยทั่วไป (มียกเว้นบางประเทศ) ยังจะคงอยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกตลอดทั้งปี
หุ้นทุนก็ยังเป็นกลุ่มหลักทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุนอยู่ เพียงแต่ว่าผลประกอบการของบริษัทต่างๆต่างได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เติบโตน้อย ดังนั้น โอกาสที่ตลาดหุ้นของโลกจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 20-30% เหมือนในช่วงต้นที่มองเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จะเป็นไปได้น้อย ผลตอบแทนที่คาดหวังจึงอยู่ในระดับประมาณ 8-10% สิ่งที่จะทำให้ราคาหุ้นกระโดดไปมากๆมีเพียงการปรับลดผลตอบแทนที่ต้องการ (required rate of return) เพราะเมื่อผู้ลงทุนปรับผลตอบแทนที่ต้องการลง ก็จะยอมสู้ราคาค่ะ