โค้ด: เลือกทั้งหมด
หลายท่านอาจจะได้ยินได้ฟังเรื่องเทคโนโลยีการเงิน หรือ FINTECH มาค่อนข้างเยอะในช่วงปีนี้ จริงๆแล้วมีการคิดค้นวิธีการใหม่ๆมาใช้ในแวดวงการเงินมาหลายปีแล้วค่ะ ส่วนใหญ่เพื่อเติมเต็มช่องว่างในการให้บริการทางการเงินที่ยังมีอยู่
ในวันนี้ดิฉันจะขอเขียนถึง นวัตกรรมการการเงินอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีผู้คิดค้นขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาการที่ผู้ประกอบการรายย่อย หรือบุคคลธรรมดา เข้าไม่ถึงสถาบันการเงิน และการขอสินเชื่อมีขั้นตอนล่าช้า กว่าจะได้เงินมาก็ไม่ทันการณ์ และคนที่ไม่มีสินทรัพย์ไปเป็นหลักประกัน มักจะขอสินเชื่อไม่ค่อยได้ (ซึ่งที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้ก็ไปใช้บริการเงินกู้นอกระบบ ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง)
การให้บริการนี้เรียกกันว่า “การให้กู้ยืมแบบคนต่อคน” (Peer to Peer Lending หรือ เรียกย่อๆว่า P2P Lending)
การให้กู้ยืมแบบ P2P เริ่มในอังกฤษค่ะ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2005 โดยบริษัทแรกที่ทำธุรกิจนี้ชื่อ Zopa ซึ่งเป็นเจ้าแรกของวงการและได้รับรางวัลมาหลายรางวัลแล้ว Zopa ให้ข้อมูลว่า จนถึงปัจจุบัน มีลูกค้ามากกว่า 500,000 ราย ช่วยผู้ที่ต้องการสินเชื่อไปแล้วกว่า 63,000 ราย ด้วยจำนวนเงินกว่า 1,430 ล้านปอนด์ (ประมาณ 71,500 ล้านบาท)
สินค้าทางการเงินถูกลอกเลียนแบบได้ง่ายค่ะ หลังจาก Zopa ก่อตั้งได้เพียงปีเดียว ในเดือนกุมภาพันธ์ 2006 สหรัฐอเมริกาก็มี ผู้ทำธุรกิจให้กู้ยืมแบบ P2P เกิดขึ้นอีก 2 ราย คือ Prosper และ Lending Club
ณ ปัจจุบัน Lending Club เป็น P2P Lending รายใหญ่ที่สุดในโลก ณ สิ้นปี 2015 บริษัทให้ข้อมูลว่าให้กู้ไปแล้ว 15,982 ล้านเหรียญสหรัฐ (รวมที่ใช้คืนมาแล้วด้วย) และในไตรมาสแรกของปีนี้ ให้กู้ไปอีก 2,579 ล้านเหรียญสหรัฐ
หลังจากนั้น ประเทศอื่นๆก็มีผู้ประกอบธุรกิจประเภทนี้ตามมาค่ะ เช่น สวีเดน ในปี 2007 ออสเตรเลียและอินเดีย ในปี 2012 นิวซีแลนด์ในปี 2014 และแคนาดา ในปี 2015
หลักการดำเนินการของธุรกิจนี้คือ ดำเนินธุรกิจด้วยต้นทุนที่ต่ำ และนำส่วนที่ประหยัดได้นี้ คืนให้กับผู้กู้ โดยผู้กู้ ได้กู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง และคืนให้กับผู้ลงทุน โดยผู้ลงทุนจะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับการนำเงินไปฝากสถาบันการเงินเพื่อให้สถาบันการเงินนำไปปล่อยกู้อีกทอดหนึ่ง
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องเตือนเอาไว้ตัวโตๆก็คือ เงินที่นำไปให้กู้ยืมนี้ มีความเสี่ยง และไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆจากหน่วยงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน นะคะ จึงมีความเสี่ยงสูงกว่า การฝากเงิน กับสถาบันการเงิน และสูงกว่า การลงทุนซื้อตราสารหนี้ หรือซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ เพราะตราสารที่จะเสนอขายต่อประชาชนทั่วไป และตราสารที่กองทุนต่างๆลงทุนได้นั้น ส่วนใหญ่จะมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
มาดูในมุมของผู้กู้ก่อน ผู้กู้จะชอบใจที่จะกู้ผ่านโครงการนี้ เพราะหากวงเงินไม่สูง ไม่ต้องมีหลักประกันค่ะ และบางบริษัทก็ไม่ต้องให้ทำแผนธุรกิจ แต่ก็จะมีข้อจำกัดนะคะ เช่น Lending Club กำหนดวงเงินสูงสุดของสินเชื่อสำหรับบุคคลธรรมดาไว้ที่ 40,000 เหรียญ หรือประมาณ 1.42 ล้านบาท และสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ต้องดำเนินการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 24 เดือน มียอดขายไม่ต่ำกว่า 75,000 เหรียญต่อปี (2.65 ล้านบาท) ไม่เคยมีการล้มละลายในระยะเวลาใกล้ๆ ผู้กู้ต้องมีสัดส่วนเป็น เจ้าของไม่น้อยกว่า 20% และต้องมีประวัติเครดิตส่วนตัวที่ดี
Lending Club ยังกำหนดว่า หากธุรกิจกู้ไม่เกิน 100,000 เหรียญ ไม่ต้องมีหลักประกัน ไม่ต้องยื่นแผนธุรกิจ ไม่ต้องไปเยี่ยมชมกิจการ และไม่ต้องประเมินราคาทรัพย์สิน แต่ค่าธรรมเนียม และอัตราดอกเบี้ยก็สูงทีเดียว คือค่าธรรมเนียมการตั้งวงเงินสินเชื่อ อยู่ที่ 0.99-6.99% และอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 8-32% ต่อปี
และมีค่าธรรมเนียมบริการสินเชื่อ เพื่อนำไปทำประกันหากผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ โดยเงินค่าธรรมเนียมนี้ จะนำไปทำเป็น ทรัสต์ หากผู้กู้ไม่จ่ายหนี้คืนติดต่อกัน 4 เดือน กองทรัสต์นี้ก็จะชดเชยให้บางส่วน และไปติดตามทวงถาม หากทวงเงินคืนได้ก็จะหักค่าใช้จ่ายก่อนเฉลี่ยคืนให้ผู้ให้กู้
กรณีผู้ให้กู้ (เจ้าหนี้)ต้องการใช้เงินก่อนครบกำหนดเงินกู้ ก็สามารถโอนเงินกู้ไปให้ผู้ให้กู้รายอื่นได้ โดยบริษัทจะเป็นตัวกลางติดต่อให้ แต่หากอัตราดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้รายใหม่ต้องการสูงกว่าอัตราที่เจ้าหนี้รายเดิมได้อยู่ รายเดิมก็ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายชดเชยค่ะ
ในมุมของผู้ให้กู้ นอกจากจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เพราะตัวกลางหักค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเนื่องจากส่วนใหญ่ใช้ on-line platform คือติดต่อกับทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้ผ่านอินเตอร์เน็ต ผู้ให้กู้บางกลุ่มยังรู้สึกว่าได้สัมผัสกับผู้กู้ใกล้ชิดขึ้น คือทราบว่าใครหรือกลุ่มใด เป็นผู้กู้เงินของเราไป ซึ่งบางครั้งจะตรงกับความต้องการของผู้ให้กู้ หรือบางบริษัทจัดให้มีการพบกันด้วยค่ะ เช่น การให้กู้แก่กลุ่มที่ทำธุรกิจเพื่อสังคม กลุ่มเกษตรกรยากจน เป็นต้น
แต่ข้อเสียก็อย่างที่เกริ่นไปแล้ว คือ ไม่ได้รับความคุ้มครองใดๆ ในกรณีที่ผู้กู้ไม่จ่ายคืน เว้นแต่เงินที่ได้ชดเชยจากการประกัน และการติดตามหนี้คืน
นอกจากนั้น หากไม่มีการควบคุม ผู้ประกอบการอาจโกง หรือล้มหายตายจากไป ในสหราชอาณาจักรจึงมีการกำกับดูแลโดย Financial Conduct Authority ตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งเกิดขึ้น 3 ปีหลังจาก Quakle ล้มไปในปี 2011 โดย กลต.ของอังกฤษ ให้จดทะเบียนตราสารที่ตัวกลางผู้ดำเนินการออกให้กับผู้ให้กู้ เป็นหลักทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดคืนจากการผ่อนคืนเงินกู้ของผู้กู้
แต่แม้จะมีการกำกับดูแลแล้ว แต่ก็ยังมีการล้มละลายเกิดขึ้น โดย TrustBuddy เป็น P2P Lending ของสวีเดนที่ขยายเข้าไปทำธุรกิจในสหราชอาณาจักร จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สวีเดนในปี 2014 ล้มไปในเดือนตุลาคม 2015 มีมูลค่าความเสียหาย 24 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,200 ล้านบาท
P2P Lending เป็นที่นิยมมากในจีน ในช่วง 8-9 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ธนาคารกลางของจีน เริ่มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ทำให้บริษัทเอกชนขนาดเล็กและผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดไม่ใหญ่ขาดสภาพคล่อง จึงหันมาใช้วิธีการกู้ยืมแบบ P2P ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยต่ำ ตลาดหุ้นไม่ดี ผู้ลงทุนก็หันมาให้กู้ผ่าน P2P
ณ เดือนมีนาคม 2016 มีธุรกิจให้กู้ยืมแก่รายย่อย ถึง 2,527 แห่งในประเทศจีน และตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2015 มีผู้ประกอบการล้มไปแล้วหลายราย รวมถึงสี่รายใหญ่ คือ อีซูเป่า (eZubao) ซึ่งพบว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ขนาดใหญ่ ธุรกิจ P2P ของไคว่หลู (Kuailu Investment)ในเซี่ยงไฮ้ที่ระดมเงินไปทำภาพยนตร์ รวมถึงการจับกุมผู้บริหารของฉงจิ่น (Zhongjin Capital Management) และ ฟานย่า (Fanya Metal Exchange)
P2P เหมาะสำหรับตลาดที่ผู้ลงทุน (ผู้ให้กู้) มีความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงดีแล้ว หรือสำหรับการระดมเงินไม่มาก หากเป็นจำนวนเงินมากๆ แนะนำว่าเข้าไปใช้บริการในระบบสถาบันการเงินจะดีกว่าค่ะ