หุ้น First Mover/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

หุ้น First Mover/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ มิ.ย. 20, 2016 7:12 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    หุ้นประเภทหนึ่งที่น่าสนใจและอาจจะสามารถทำกำไรให้กับคนเล่นซึ่งรวมถึง Value Investor ได้มหาศาล—เช่นเดียวกับที่ทำให้คน  “เจ๊ง” ได้พอ ๆ  กันก็คือหุ้นที่ผมจะเรียกว่า “First Mover” (FM)  หรือในภาษาไทยก็คือ  หุ้นของบริษัทที่มีการปรับกลยุทธ์หรือทำธุรกิจใหม่หรือมีโมเดลในการทำธุรกิจใหม่และ “ประสบผลสำเร็จ” อย่างงดงาม  สิ่งที่บริษัททำนั้นอาจจะไม่ใช่ของใหม่  อาจจะมีคนอื่นเคยทำอยู่แล้วแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ  อาจจะเพราะทำได้ไม่ดี   ทำ “ก่อนเวลา” ที่ลูกค้าส่วนใหญ่หรือจำนวนมากจะยอมรับ  หรือทำโดยที่ยังมีปัจจัยในการแข่งขันไม่ครบหรือไม่เพียงพอ  เป็นต้น

    โดยปกติบริษัทที่เป็น First Mover นั้นก็มักจะได้เปรียบคนอื่นในแง่ที่มักจะสามารถแย่งธุรกิจหรือมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าคู่แข่งอย่างน้อยก็ในช่วงแรกของการเสนอสินค้าหรือบริการที่เป็นที่ถูกใจของลูกค้าและทำกำไรให้กับบริษัท  ผลของมันก็คือ  คนเล่นหุ้นก็มักจะรู้สึกตื่นเต้นและเข้าไปเก็งกำไรในหุ้น  บางครั้งอย่างรุนแรง  ส่งผลให้หุ้นปรับตัวขึ้นไปสูง  โดยเฉพาะถ้ายอดขายและกำไรเพิ่มขึ้นมากในระยะเวลาอันสั้น  อย่างไรก็ตาม  การที่จะดูว่า FM นั้นจะสามารถดำเนินไปต่อเนื่องและทำกำไรได้เพิ่มขึ้นต่อ ๆ  ไปจะเป็นเรื่องสำคัญที่จะบอกได้ว่าราคาหุ้นควรจะอยู่ที่ระดับไหน    โดยปกติ  ถ้าสิ่งที่บริษัททำที่เป็น FM นั้นสามารถถูกลอกเลียนแบบได้ง่ายและเร็ว  ประโยชน์ที่บริษัทที่เป็น FM จะได้รับก็จะสั้นและน้อย  ถ้าเป็นแบบนี้  ราคาหุ้นก็ไม่ควรจะสูงหรือแพงมาก  ตรงกันข้าม  ถ้า FM สามารถ “สร้างฐาน”  จากการเป็นผู้เริ่มคนแรกและขยายตัวไปจนก่อให้เกิด  “ความได้เปรียบที่ยั่งยืน”  ที่ผู้ตามหรือผู้ที่เลียนแบบไม่สามารถทำได้  FM นั้นก็อาจจะกลายเป็น  “ซุปเปอร์สต็อก”  ที่มีมูลค่าหุ้นที่สูงมากได้  ลองมาดูกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยสำหรับ FM ในหลาย ๆ  ระดับ

    FM ระดับแรกที่บริษัทมักจะไม่ได้ประโยชน์อะไรนักหรือบางที  “ขาดทุน” นั้น  มักจะเกิดขึ้นกับสิ่งที่ถูกเลียนแบบหรือทำตามจากคู่แข่งได้ง่ายมาก  ดังนั้น  หุ้นก็ไม่ควรจะขึ้นแม้ว่าบริษัทจะเริ่มเคลื่อนไหวทำอะไรใหม่ ๆ  ที่  “น่าตื่นเต้น”  และคนตอบรับเป็นอย่างดี   ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือเรื่องของการนำเครื่อง ATM เข้ามาใช้เป็นครั้งแรกในเมืองไทยของแบงก์พาณิชย์บางราย  เหตุผลก็คือ  ภายในเวลาอันสั้น  ทุกแบงก์ก็นำ ATM ของตนออกมาติดตั้งแข่ง  ผลก็คือ  ทุกแบงก์ก็มีความสามารถในการแข่งขันเท่าเดิมแต่กลับต้องจ่ายเงินลงทุนซื้อเครื่องและระบบมาให้บริการลูกค้า  คนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ  ก็คือลูกค้าธนาคาร  แบงก์เองไม่ได้อะไร  กรณีแบบนี้ในโลกยุคปัจจุบันก็มักจะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ  เพราะเทคโนโลยีก้าวหน้า  บริษัทต่างก็พยายามเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตนเองเพื่อให้ได้เปรียบ   แต่คู่แข่งเองก็ไม่ยอมและต้องทำตามเพื่อไม่ให้แพ้  ตัวอย่างในช่วงนี้น่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสารที่มีการพัฒนาเป็น 4G ที่สุดท้ายก็ไม่มีใครได้เปรียบใครแต่คนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ  ก็คือผู้ใช้บริการ

    FM ระดับสองผมอยากจะยกกรณีของเรื่องพลังงานทดแทนเช่น การขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และลมให้กับการไฟฟ้า  นี่เป็นกรณีที่บริษัทที่เป็น FM สามารถทำรายได้และกำไรงดงามมากจากการเสนอขายไฟฟ้าได้ในราคาที่สูง  เหตุผลเพราะเขาเป็นบริษัทแรกหรือกลุ่มแรก ๆ  ที่เสนอตัวเข้ารับสัญญาจากทางการในขณะที่คนอื่นยังไม่รู้หรือไม่ตระหนักว่านี่คือธุรกิจที่ทำกำไรได้ดี  เงื่อนไขของสัญญาในช่วงแรกนั้นจึงเอื้ออำนวยให้คนรับสัญญาได้เปรียบและให้ผลตอบแทนการลงทุนที่สูง  นั่นส่งผลให้บริษัทแสดงกำไรได้งดงามโดยเฉพาะในช่วงปีแรก ๆ  ของการดำเนินงาน  และแน่นอน  ส่งผลให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นผลักดันให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงลิ่ว  อย่างไรก็ตาม  หลังจากนั้น  ทุกฝ่ายโดยเฉพาะทางการก็ตระหนักว่าราคารับซื้อไฟฟ้าเดิมนั้นสูงเกินไป  จึงมีการปรับอัตราลงและคนที่เข้ามาขายไฟฟ้าคงได้รับผลตอบแทนไม่สูงนักหรือเป็นราคาที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนปกติ  ดังนั้น  “ผู้ตาม”  รวมถึงพวกที่เป็น FM ก็จะไม่สามารถทำกำไรได้มากสำหรับโครงการในอนาคต  ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปมากของหุ้นในกลุ่มนี้จึงอาจจะไม่สมเหตุผล

    FM กลุ่มที่สามที่ผมจะพูดถึงนั้น  เป็นบริษัทที่เริ่มใช้กลยุทธ์หรือใช้ Business Model ใหม่ที่ประสบความสำเร็จและคู่แข่งยังไม่สามารถเข้ามาท้าทายได้ในขณะนี้แต่ในอนาคตก็มีความเสี่ยงว่าจะมีคู่แข่งที่มีศักยภาพพอที่จะเข้ามาท้าทายและลดทอนความสามารถในการขายและกำไรที่บริษัทได้รับ  ตัวอย่างก็คือ  ธุรกิจค้าปลีกเครื่องสำอางและเครื่องใช้อิเลคโทรนิกและการสื่อสารแบบเคลื่อนที่ในรูปแบบวันสต็อปหรือมีสินค้าครบในจุดเดียว   ที่จริง  นี่ไม่ใช่โมเดลธุรกิจใหม่  ในอดีตก็เคยมีร้านแนวนี้อยู่เพียงแต่มันไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรและมันไม่โต   บริษัทในตลาดที่เป็น FM ในกลุ่มนี้เข้าตลาดในจังหวะที่สังคมและเศรษฐกิจไทยพร้อมจะรับและบริษัทก็ทำได้ดี  ดังนั้น  ยอดขายและกำไรจึงเติบโตขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ส่งผลให้คนเข้ามาซื้อหุ้นทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงมาก  ประเด็นก็คือ  หลังจากที่คู่แข่งเริ่มเห็นว่านี่เป็นวิธีหรือช่องทางการขายที่มีประสิทธิภาพ  ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาก็เริ่มเข้ามาทำแข่งด้วยวิธีเดียวกัน  พวกเขาทำได้เนื่องจากปัจจัยทุกอย่างหาได้ไม่ยาก  ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่เป็นร้านค้าซึ่งใช้พื้นที่ไม่มากและสามารถเช่าได้ในทำเลเดียวกับ FM  สินค้าที่ขายก็มียี่ห้อดีไม่แพ้กันเช่นเดียวกับต้นทุนที่ก็ไม่ต่างกัน  เป็นต้น  เราคงต้องดูกันต่อไปว่าคู่แข่งจะเข้ามาแย่งชิงและลดการเติบโตและกำไรของ FM เหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน  ประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุน ก็คือ  ราคาหุ้นแพงเกินไปหรือไม่

    สุดท้ายก็คือ FM ที่ประสบความสำเร็จและสามารถสร้างรายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่องในขณะที่คู่แข่ง “ตามไม่ทัน”  จนในที่สุด FM มีรายได้และส่วนแบ่งตลาดสูงจนก่อให้เกิดความได้เปรียบที่ยั่งยืนทำให้คู่แข่งรายใหม่เข้ามาแข่งขันได้ยาก  ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูงต่อเนื่องมายาวนานกลายเป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อก  ตัวอย่างหุ้นเหล่านี้ก็คือกลุ่ม  Modern Trade หรือผู้ค้าปลีกสินค้าหลากหลายชนิด เช่น สินค้าที่ใช้ประจำวัน  สินค้าปรับปรุงและตกแต่งบ้าน  รวมถึงสินค้าสะดวกซื้อ  เหตุที่ FM เหล่านี้สามารถยึดกุมส่วนแบ่งตลาดไว้ได้สูงและผู้เล่นรายใหม่ไม่สามารถเข้ามาแข่งขันได้อีกต่อไปก็เพราะว่าบริษัทเหล่านี้เติบโตขึ้นมามากเมื่อเทียบกับคู่แข่งส่งผลให้เกิด Economies of Scale  หรือบริษัทมีต้นทุนที่ต่ำเนื่องจากบริษัทมียอดขายที่สูงมากซึ่งคู่แข่งรายใหม่ไม่สามารถทำได้

    FM ในตลาดหุ้นนั้นเกิดขึ้นเรื่อย ๆ   คนที่ค้นพบก่อนคนอื่นและในช่วงที่ราคาหุ้นยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นไปมากก็อาจจะสามารถทำกำไรได้มากมหาศาล  บางทีหลายเท่าตัวในเวลาอันสั้น  อย่างไรก็ตาม  ประเด็นที่ต้องระวังก็คือ  Move หรือการเคลื่อนไหวที่บริษัททำนั้นมันจะสามารถต่อเนื่องไปได้มากและนานแค่ไหนและเพราะอะไร  บางครั้งหรือบางการเคลื่อนไหวนั้นมันอาจจะเป็นเรื่องของแฟชั่นหรือเป็นเรื่องที่เกิด “ครั้งเดียว”  ตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่งเราก็ได้เห็นธุรกิจขนม  “โรตีบอย”  ขายดีมากมีคนรอคิวเป็นร้อยแต่ในไม่ช้าคนก็เลิกกิน  ในกรณีแบบนี้เราก็ต้องเข้าใจว่าราคาหุ้นก็อาจจะขึ้นไปเร็วแต่ในไม่ช้าก็จะตกลงมาแรงพอกัน   จำไว้ว่าการแข่งขันจากคู่แข่งจะต้องมาเสมอ  บริษัทมีข้อได้เปรียบที่คู่แข่งสู้ไม่ได้ไหม  อย่าลำเอียงว่าบริษัท  “เก่งกว่า”  หรือมีผลิตภัณฑ์หรือยี่ห้อที่ดีกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจที่บริษัทต่างชาติพร้อมจะเข้ามาได้ทุกเมื่อ  และสุดท้ายสำหรับคำเตือนก็คือ  การเข้าซื้อหุ้นที่เป็น FM ในยามที่ราคาหุ้นขึ้นไป “สูงสุดยอด” เป็นอันตรายไม่ต่างกับ “การพนัน” ที่ถ้าเราถูกเราได้น้อย  แต่ถ้าเราผิด  เราเสียมาก
[/size]



ตอบกลับโพส