โค้ด: เลือกทั้งหมด
สัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่มีอะไรช็อคโลกมากไปกว่าการที่นายโดนัลด์ ทรัมพ์ พลิกความคาดหมาย ได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้ง 290 คะแนน ชนะนางฮิลลารี คลินตันที่ได้ไป 232 คะแนน กลายเป็นว่าที่ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ดี คะแนนป๊อปปูลาร์โหวต หรือคะแนนดิบนั้น นายโดนัลด์ ทรัมพ์ (ต่อไปนี้จะขอใช้สรรพนามแทนว่า “เขา”) ได้ 60,071,650 คะแนน (47.4% ของผู้ลงคะแนน) ในขณะที่ นางฮิลลารี คลินตัน (ต่อไปนี้จะขอใช้สรรพนามแทนว่า “เธอ”) ได้ 60,467,245 คะแนน (47.7% ของผู้ลงคะแนน) หมายความว่าหากใช้กติกาให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียง เลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง “เธอ” ควรจะได้รับเลือก
แต่กติกาย่อมเป็นกติกา เพราะผู้ชนะในระบบนี้ ไม่ว่าจะชนะมากหรือน้อย จะได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งไปทั้งหมด และในรัฐที่เป็น Swing States คือรัฐที่ไม่ได้มีผู้สมัครจากพรรคไหนผูกขาดนั้น “เขา” ได้รับชัยชนะ แม้จะเป็นชัยชนะที่คะแนนเหนือกว่าไม่มาก ในขณะที่รัฐที่ “เธอ” ได้รับชัยชนะ จะเป็นชัยชนะที่ได้คะแนนห่างจาก “เขา” พอสมควร
ใครเลือกเขา?
ข้อมูลจาก exit poll แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่เลือกเขาคือผู้มีแนวคิดแบบอนุรักษนิยม ซึ่งเลือกเขาถึง 81% กลุ่มคนผิวขาว เลือกเขา 58% ผู้ชาย เลือกเขา 53% และผู้มีอายุ 45 ปีขึ้นไป (ซึ่งมีสัดส่วน 55%ของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง) เลือกเขา 53%
คนมีการศึกษาสูง เลือกเธอมากกว่าเขา คือ คนเรียนจบปริญญาตรี เลือกเธอ 49% เลือกเขา 45% จบสูงกว่าปริญญาตรี เลือกเธอ 58%เลือกเขา 37% ในขณะที่คนเรียนจบต่ำกว่าปริญญาตรีรวมถึงจบมัธยมหรือต่ำกว่า เลือกเขา 52% เลือกเธอ 44%
เธอได้คะแนนจากคนในเมือง ในขณะที่เขาได้คะแนนจากคนชนบท และปริมณฑลของเมืองใหญ่
สำหรับรายได้นั้น คนมีรายได้สูงเลือกเขามากกว่า แต่ก็มากกว่าไม่มาก ในขณะที่ผู้มีรายได้ต่ำกว่า เลือกเธอมากกว่าเขาอย่างชัดเจน
และที่โดดเด่นที่สุด ซึ่งเขาได้คะแนนไปเยอะคือ คนมองว่าเขาคือผู้ที่จะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะไม่มีประสบการณ์ที่เหมาะสม
ข้อสรุปที่อนุมาณได้จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้คือ คนต้องการการเปลี่ยนแปลง และยอมเสี่ยงที่จะรับผล (ไม่ว่าจะเป็นทางลบหรือทางบวก) จากการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
ที่ค่อนข้างแน่นอนก็คือ สหรัฐอเมริกาจะหันกลับไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของตนเองมากขึ้น ตามนโยบาย “ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง” และต้องยุ่งเกี่ยวกับภายในมากขึ้น เพราะต่อไปนี้ฝ่ายที่เลือกเธอซึ่งมีการศึกษาดีกว่า ก็จะจับตาดูการบริหารงานของเขาอย่างใกล้ชิด
ผลกระทบต่อตลาดทุนก็เป็นไปตามที่ดิฉันเขียนไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง ตลาดหุ้นปรับตัวลง และราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น แต่ผลตามคาดหมายนั้นเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นมาก คือสัญญาซื้อขายฟิวเจอร์สลดลงไป 5% ระหว่างการนับคะแนนในคืนวันอังคารและผลเริ่มเห็นว่าเขาจะชนะ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น 60 เหรียญต่อออนซ์ แต่พอวันถัดมาทุกอย่างก็กลับเข้าสู่สภาพเดิม และดัชนีหุ้นกลับไปในทิศทางตรงกันข้าม
ปรากฏการณ์นี้ คล้ายๆกับที่เกิดขึ้นเมื่อญี่ปุ่นลดอัตราดอกเบี้ยลงไปจนติดลบเมื่อปลายเดือนมกราคมปีนี้ ซึ่งทำให้ค่าเงินเยนอ่อนลงไปตามที่ธนาคารกลางของญี่ปุ่นต้องการ แต่ก็เกิดขึ้นเพียงสามสี่วัน แล้วก็กลับไปแข็งค่าใหม่
แล้วเราจะพอทำนายได้ไหมว่าตลาดหุ้นในอนาคตหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร อาจารย์เรย์ สตูร์ม (Ray R. Sturm) ซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาการเงิน จาก University of Central Florida ได้เคยทำการศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดหุ้นสหรัฐกับผลของการเลือกตั้ง 29 ครั้งย้อนหลัง และลงตีพิมพ์เมื่อปี 2557 สรุปได้ว่า
ถ้าคนชอบใจผลการเลือกตั้ง และหุ้นขึ้นในสามวันแรก ช่วงปีถัดไป หุ้นจะขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 3%
ถ้าคนไม่ชอบใจผลการเลือกตั้ง และหุ้นตกในสามวันแรก ช่วงปีถัดไป หุ้นจะตกไปประมาณ 2% ค่ะ
พอถึงปีที่สองหลังเลือกตั้ง ตลาดมักจะเปลี่ยนใจ เพราะถือว่าที่หุ้นขึ้น หรือลงไปในปีที่มีการเลือกตั้งนั้น เป็นการเกินเลยกว่าที่ควรจะเป็น(overreact) ดังนั้นหากสามวันแรกหุ้นขึ้น ปีที่สอง หุ้นจะตกประมาณ 2.5% แต่หากหุ้นตกในสามวันแรก ซึ่งถือเป็นการลงโทษไปแล้ว ในปีที่สอง หุ้นจะขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 12.5%
จากการศึกษายังพบว่า ครึ่งหลังของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ดัชนีตลาดหุ้นจะดีกว่าในครึ่งแรก โดยเฉพาะในปีที่สามจะดีมาก โดยพบว่า ใน 14 ครั้ง ตลาดจะให้ผลตอบแทนประมาณ 16% ในปีที่สาม จึงคาดว่า ปี 2018 หุ้นจะมีทิศทางตรงกันข้ามกับสามวันแรก และในปี 2019 ตลาดหุ้นน่าจะดี
อย่างไรก็ดี จากการศึกษายังพบว่า ประธานาธิบดีจากพรรคดีโมแครต จะดีกับตลาดหุ้นมากกว่าจากพรรครีพลับลิกันค่ะ
ดัชนี S&P500 ในสามวันหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้ ขึ้นมา 36.98 (จุด) หรือ ขึ้นมา 1.74% ซึ่งหากเป็นตามที่อาจารย์สตูร์มคาดการณ์ ในปี 2018 หุ้นน่าจะตก และปี 2019 หุ้นสหรัฐน่าจะขึ้น
นำมาเล่าสู่กันอ่านนะคะ เป็นการศึกษาข้อมูลในอดีตที่มีความสอดคล้องกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำมาทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดัชนีที่ขึ้นมากในครั้งนี้ เป็นดัชนีอุตสาหกรรมดาวน์โจนส์ ซึ่งขึ้นไปถึง 3%ในช่วงสามวันหลังทราบผลการเลือกตั้ง ไม่ใช่ ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่อาจารย์สตูร์มใช้วิจัย เนื่องจากผู้ลงทุนมองว่า ประธานาธิบดีคนใหม่จะมุ่งสร้างอุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐให้กลับคืนมา
สิบปีก่อน ออสเตรเลียก็รณรงค์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว ซื้อของที่ผลิตในออสเตรเลีย ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร หรืออย่างน้อยก็ทำให้ผู้คนยอมรับว่า หากพบสินค้าที่เขียนว่า “ผลิตในออสเตรเลีย” แล้ว ก็กรุณายอมจ่ายเงินแพงหน่อย เพราะของมีคุณภาพดีกว่าที่ผลิตจากประเทศอื่นๆที่มีค่าแรงต่ำค่ะ