โค้ด: เลือกทั้งหมด
เนื่องจากประเทศไทยมีระบบการปกครองใหม่และมีผู้นำใหม่ที่มีแนวคิดชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของไทย
ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวซึ่งเตรียมจะนำมาประกาศใช้ในวันที่ 5 มิ.ย.แล้ว ผมจึงขอพักการเขียนบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาคเอาไว้ก่อนเพื่อรอดูแผนพัฒนาใหม่ดังกล่าวและจะพยายามประเมิน/วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจอีกครั้งเท่าที่กฎหมายปัจจุบันจะเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าภายใต้สภาวการณ์ปัจจุบันนั้นมีการกำหนดกรอบของการแสดงความคิดเห็นทั้งที่มีอยู่ในประกาศฉบับต่างๆ ที่ออกมาใช้บังคับเป็นกฎหมายและจากการที่ผู้เสนอความเห็นแต่ละคนต้องกำหนดกรอบที่เหมาะสมด้วยตัวเอง (self-censorship)
วันนี้เลยขอเขียนเรื่องเศรษฐกิจจุลภาคบ้าง เช่น เรื่องน้ำกับทองคำ ซึ่งสมัยก่อนเคยมีข้อถกเถียงว่ากลไกตลาดที่กำหนดราคาสินค้านั้นไม่ค่อยจะถูกหลักการมากนัก โดยยกตัวอย่างว่าทองคำซึ่งในความเป็นจริงทางพื้นฐานนั้นทำประโยชน์ได้ไม่มากนัก เช่น เป็นเครื่องประดับ เป็นวัตถุดิบที่จำเป็นในบางกรณี (ใช้ทำฟันปลอม) และทำหน้าที่ทดแทนเงินตราที่ไม่ค่อยสมบูรณ์นักเพราะเก็บรักษาและพกพาได้ยาก แต่ทำไมทองคำจึงมีราคาสูงมาก ในขณะที่น้ำนั้นสำคัญยิ่งต่อชีวิตมนุษย์ กล่าวคือหากขาดน้ำไป 5 วันก็มั่นใจได้ว่าจะต้องเสียชีวิตอย่างแน่นอน แต่หากไม่ได้เป็นเจ้าของทองคำ 50 ปีก็จะยังสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้
คำตอบคือต้องแบ่งแยกกันระหว่างประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับทั้งหมดจากการบริโภคสินค้า (total utility) กับประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับจากการบริโภคหน่วยสุดท้ายจากการบริโภคทั้งหมด (marginal utility) ตัวอย่างเช่นหลังเล่นกีฬาเสร็จและกระหายน้ำมาก ก็จะรู้สึกว่าน้ำแก้วแรกที่ดื่มนั้นมีประโยชน์มาก (เพราะแก้กระหาย) แต่หากดื่มต่อไปอีกเป็นแก้วที่ 2-3-4 และ 5 ก็จะรู้สึกว่าได้ประโยชน์จากน้ำในแก้วต่อๆ ไปน้อยลงไปเรื่อยๆ กล่าวคือ เนื่องจากน้ำนั้นมีอยู่อย่างแพร่หลายจึงยังสามารถผลิตออกมาได้เป็นจำนวนมาก ทำให้มีการบริโภคน้ำจนกระทั่งประโยชน์ที่ได้จากการบริโภคหน่วยสุดท้ายต่ำมาก ตรงกันข้ามในส่วนของทองคำนั้น ปริมาณที่มีอยู่ในโลกมีจำกัดมาก ดังนั้น แม้ว่าทองคำจะมีประโยชน์ไม่มากนักโดยรวม แต่หน่วยสุดท้ายที่บริโภคยังมีประโยชน์สูงกว่าน้ำมาก ทำให้ราคาทองคำจึงสูงกว่าราคาน้ำ
ประเด็นนี้ต้องเข้าใจร่วมกันว่ากลไกตลาดนั้นกำหนดราคาสินค้าจากประโยชน์ที่ได้จากการบริโภคหน่วยสุดท้าย (marginal utility) แต่ประโยชน์ส่วนเกินที่ได้จากบริโภคในหน่วยก่อนหน้านั้นเป็นประโยชน์ส่วนเกินของผู้บริโภค (consumer surplus) หากนึกภาพเส้นอุปสงค์ (แสดงความต้องการ) ซึ่งลากจากสูงทางซ้ายมาต่ำทางขวาโดยแกนตั้งเป็นราคาที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อซื้อสินค้า ก็จะนึกภาพออกว่าหน่วยแรกๆ นั้นผู้บริโภคยอมซื้อในราคาแพง แต่หากจะต้องซื้อหน่วยต่อๆ ไป ราคาสินค้าดังกล่าวก็จะต้องถูกปรับลง
ด้วยเหตุนี้นักเศรษฐศาสตร์จึงอยากส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้ามากขึ้น เพราะยิ่งผลิตมากส่วนเกินผู้บริโภค (consumer surplus) ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะผู้ผลิตจะต้องตั้งราคาเดียวเป็นส่วนใหญ่ (จะมาตั้งราคาสูงกว่าสำหรับหน่วยที่ 1 เมื่อเทียบกับหน่วยที่ 2 ไม่ได้) แต่ก็มีความพยายามตั้งราคาที่แตกต่างกันระหว่างคนรวยกับคนรายได้น้อย (price discrimination) ซึ่งอาจมองว่าไม่เป็นธรรม แต่ในความเป็นจริงนั้นก็จะเข้าใจได้ เช่น นายแพทย์ในบางกรณีจะเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลที่ราคาถูกกว่าสำหรับคนรายได้น้อย แต่ตั้งราคาสูงกว่าสำหรับคนรวย เพื่อเอาส่วนเกินของผู้บริโภคส่วนหนึ่งมาอุดหนุนให้ผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้
นอกจากนั้นก็ยังมีการแจกคูปองส่วนลดสำหรับนักศึกษาเพื่อซื้ออุปกรณ์การเรียนบางประเภท เป็นต้น การพิมพ์คูปองแจกดังกล่าวนั้นในความเป็นจริงก็คือการตั้งราคาที่แตกต่างกันสำหรับผู้บริโภคคือ price discrimination นั่นเอง เพราะในกรณีของนักศึกษานั้นผู้ผลิตรู้ว่ามีกำลังซื้อต่ำจึงลดราคาให้ผ่านการแจกคูปองหรือการแสดงหลักฐานการเป็นนักศึกษา สำหรับคูปองซื้อสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตนั้นเป็นการตั้งราคาขายคนละราคาระหว่างครอบครัวที่มีกำลังซื้อต่ำและคนร่ำรวย เพราะคนมีกำลังซื้อต่ำหรือมีรายได้น้อยนั้น เวลาจะมีค่าน้อยกว่าคนร่ำรวย จึงยอมสละเวลามาตัดคูปองเพื่อนำไปซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลงซึ่งวิธีการใช้คูปองส่วนลดนี้เป็นวิธีทางการตลาดในการแย่งลูกค้าที่มีกำลังซื้อจำกัดจากซูเปอร์มาร์เก็ตที่เป็นคู่แข่งครับ