ความขัดแย้งในอิรัก : มองเป็นปัญหาใหญ่/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

ความขัดแย้งในอิรัก : มองเป็นปัญหาใหญ่/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ มิ.ย. 30, 2014 1:19 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

ในครั้งที่แล้วผมเสนอแนวคิดที่สรุปว่าความขัดแย้งในอิรักเป็น “ปัญหาเล็ก” เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่ากลุ่ม ISIS ที่เป็นแนวหน้าของกลุ่มซุนนีในการต่อต้านรัฐบาลอิรักของนายกรัฐมนตรีมาลิกี น่าจะยึดครองภาคเหนือของอิรักได้ แต่ไม่สามารถรุกคืบเข้าไปที่กรุงแบกแดดหรือภาคใต้ของอิรัก ทำให้การผลิตน้ำมันของอิรัก (3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน) และการส่งออก (2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน) ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ดังนั้น ราคาน้ำมัน Brent น่าจะอยู่ที่ระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไม่น่าจะส่งผลกระทบมากนักกับเศรษฐกิจโลกซึ่งกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

ฝ่ายที่มองว่าความขัดแย้งในอิรักเป็น “ปัญหาใหญ่” นั้นจะมองปัญหาลึกซึ้งกว่า โดยมองกลับไปในอดีตและมองในมิติอื่นๆ โดยเฉพาะความมั่นคงและได้มีการกล่าวโจมตีความผิดพลาดของประธานาธิบดีโอบามาและความใจแคบของนายกรัฐมนตรีมาลิกีที่ส่งผลให้เกิดวิกฤติในวันนี้

หากมองกลับไปในประวัติศาสตร์ก็จะทราบกันดีว่าชาวซุนนีนั้นเป็นชนชั้นที่ปกครองอิรักมานานเป็นพันปี โดยในสมัยของซัดดัม ฮุสเซน นั้น เป็นการปกครองอย่างเบ็ดเสร็จของกลุ่มซุนนีเหนือคนส่วนใหญ่คือกลุ่มชีอะห์และกลุ่มเคิร์ด ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในภาคเหนือของอิรัก ทั้งนี้ อิรักจึงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับอิหร่านซึ่งปกครองโดยกลุ่มชีอะห์มาโดยตลอดหลังจากการโค่นล้มพระเจ้าซาห์ที่สหรัฐให้การสนับสนุน ดังนั้น ในช่วงแรกๆ สหรัฐจึงให้การสนับสนุนซัดดัม ฮุสเซน ในการทำสงครามอย่างยืดเยื้อกับอิหร่านเมื่อกว่า 30 ปีก่อนหน้า แต่ซัดดามพลาดที่ไปยึดครองคูเวตเมื่อปี 1991 ทำให้สหรัฐโดยการนำของประธานาธิบดีบุชทั้งคนพ่อและคนลูกต้องแตกหักกับอิรักและโค่นล้มซัดดัม ฮุสเซน เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

ต่อมาสมัยประธานาธิบดีโอบามาได้ตัดสินใจถอนทหารสหรัฐออกจากอิรักทั้งหมด เพราะสหรัฐเสียทั้งงบประมาณและทหารหลายพันนาย โดยงบประมาณช่วยเหลือและอบรมกองทัพอิรัก (กว่า 9 แสนคน) สูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์ (8 แสนล้านบาท) แต่ปรากฏว่าทหารอิรักไม่ยอมรบกับฝ่ายกบฏนำโดย ISIS มีแต่ถอยร่นโดยตลอด ทำให้ฝ่ายกบฏยึดครองภาคเหนือได้เกือบทั้งหมดรวมทั้งเมืองที่ติดกับชายแดนซีเรียและตรึงกำลังอยู่ห่างจากกรุงแบกแดดเพียง 70 กม.เท่านั้น โดยฝ่ายรีพับลิกันกล่าวโจมตีประธานาธิบดีโอบามาว่ารีบร้อนถอนทหารออกจากอิรักและปล่อยปละละเลยจนกระทั่งปัญหาปะทุขึ้นมาเช่นทุกวันนี้

แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็ตำหนินายกรัฐมนตรีมาลิกีซึ่งได้รับเลือกตั้งมาจากเสียงส่วนใหญ่ในอิรักคือคนกลุ่มชีอะห์ (ที่รู้สึกคับแค้นใจที่ถูกคนกลุ่มน้อยคือกลุ่มซุนนีปกครองอย่างกดขี่มานาน) ดังนั้น เมื่อนายกมาลิกีมีอำนาจก็ลืมคำมั่นสัญญาเดิมที่ให้ไว้คือจะปกครองแบบรัฐบาลผสมร่วมกับกลุ่มซุนนีและกลุ่มเคิร์ด ตรงกันข้ามนายกรัฐมนตรีมาลิกีรวบอำนาจไว้คนเดียวและใส่ร้าย/แจ้งจับนักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายที่ร่วมรัฐบาลของตน (ได้มีการกล่าวหารองนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนซุนนีว่าเป็นกบฏและให้ศาลสั่งประหารชีวิตระหว่างที่รองนายกฯคนดังกล่าวหนีไปลี้ภัยทางการเมืองนอกประเทศ)

มาวันนี้สถานการณ์จึงมีความสลับซับซ้อนและหาทางออกได้ยาก จึงมีความไม่แน่นอนสูงเพราะไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้ แต่เท่าที่ติดตามข่าวล่าสุดก็พอจะสรุปแนวโน้มได้ว่า

1. สถานการณ์สู้รบดูเสมือนว่ายังไม่มีฝ่ายใดแพ้ฝ่ายใดชนะ โดยฝ่าย ISIS (หรือ ISIL) สามารถยึดครองเมืองสำคัญที่ติดกับชายแดนซีเรียได้ จึงไม่มีปัญหาในการแสวงหาเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์แม้จะมีข่าวว่ามีการแตกคอกับเผ่าซุนนีบางเผ่าบ้าง ส่วนรัฐบาลนายมาลิกีนั้นก็ยังไม่สามารถจัดทัพและตีกลับกองกำลังของ ISIS ได้ แม้จะได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยรบพิเศษของอิหร่านและร้องขอให้สหรัฐโจมตี ISIS ทางอากาศ

2. ท่าทีของประธานาธิบดีโอบามานั้นดูเสมือนว่ากำลัง “เลี่ยง” ปัญหา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลอิรักปรองดองกับทุกกลุ่ม และกล่าวในทำนองไม่ต้องการสนับสนุนให้นายมาลิกีแต่ก็ส่งที่ปรึกษาทางทหารไปช่วยรัฐบาลอิรัก 300 คนโดยอาจสั่งการให้สหรัฐโจมตี ISIS ทางอากาศ ในกรณีที่มีความจำเป็น ท่าทีที่ไม่ชัดเจนของโอบามานั้นน่าจะทำให้การต่อสู้ยืดเยื้อต่อไปอีก

3. อิหร่านแสดงความพร้อมที่จะช่วยเหลือนายกมาลิกีอย่างเต็มที่ (หลังจากได้ส่งทหารไปช่วยรบแล้วอย่างน้อย 3 กองพล) และกล่าวเตือนสหรัฐไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับปัญหาของอิรัก

ประเด็นคือสหรัฐเป็นประเทศเดียวที่มีศักยภาพทางการทหารที่จะช่วยรัฐบาลนายมาลิกีให้ได้ชัยชนะจากกลุ่ม ISIS แต่หากช่วยนายมาลิกีก็มีความเสี่ยงสูงว่านายมาลิกีก็จะยังกดขี่ชาวซุนนีและเคิร์ดเช่นเดิม ที่สำคัญคือนายมาลิกีสนิทสนมกับอิหร่านซึ่งสหรัฐและยุโรปกำลังกดดันมิให้สร้างอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งจะยิ่งทำให้ดุลยภาพทางอำนาจของภูมิภาคปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่เป็นปรปักษ์กับสหรัฐมากยิ่งขึ้น

แต่สิ่งที่สหรัฐเป็นห่วงมากที่สุดหาก ISIS ประสบชัยชนะคือภาคเหนือของอิรักและซีเรียจะเป็นประเทศใหม่ที่เป็นศูนย์รวมของกลุ่มอัลกออีดะห์ที่มีศักยภาพสูงกว่าอัฟกานิสถานมากและกลายเป็นศูนย์รวมการก่อการร้ายที่มุ่งทำลายสหรัฐ กล่าวคือสหรัฐเกรงว่าจะมี 911 รอบ 2 นั่นเอง นอกจากนั้น ISIS ยังเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศที่ปกครองโดยซุนนีอื่นๆ เช่น ประเทศซาอุดีอาระเบียอีกด้วย

สหรัฐจึงตีโจทย์ไม่แตกว่าจะช่วยนายกมาลิกีต่อต้าน ISIS เพื่อมิให้อัลกออิดะห์เกิดใหม่ (และยิ่งใหญ่กว่าเดิม) ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยอิหร่านแพร่ขยายอิทธิพลของกลุ่มชีอะห์ในตะวันออกกลางซึ่งเป็นศัตรูของสหรัฐเช่นกัน ดังนั้น จึงดูเสมือนว่าประธานาธิบดีโอบามาแสดงท่าทีไม่ชัดเจนว่าจะทำอะไร เมื่อไหร่และมีความมุ่งมั่นเพียงใด ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีอิสราเอลให้สัมภาษณ์ว่าสหรัฐน่าจะอยู่เฉยๆ เพราะศัตรูของสหรัฐทั้ง ISIS และอิหร่านกำลังสู้รบกันเอง
[/size]



ตอบกลับโพส