นักเลือก/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

นักเลือก/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ โดย Thai VI Article » อาทิตย์ ส.ค. 28, 2016 9:33 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    คนเลี้ยงม้าจูงม้ามาหาสัตวแพทย์แล้วบอกว่า  “หมอครับ  ม้าผมไม่รู้เป็นอะไร  บางช่วงก็วิ่งได้ดีแต่บางช่วงก็กระเผลก”  “อ๋อ  ไม่มีปัญหา”  สัตวแพทย์ตอบทันทีโดยที่ยังไม่ได้ตรวจม้า  “เวลาที่มันวิ่งได้ดีคุณก็ขายมันซะ”

    นั่นก็เป็นเรื่องเล่าที่คงไม่จริง  สัตวแพทย์นั้นมีหน้าที่และ “จิตวิญญาณ” ที่จะต้องรักษาสัตว์ที่เจ็บป่วย  เขาคงต้องตรวจม้าอย่างละเอียดดูว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ม้าเป็นอย่างที่เจ้าของถาม  หลังจากตรวจจนคิดว่าม้าเป็นอะไรแล้ว  เขาก็คงต้องแนะนำว่าจะต้องรักษาอย่างไรและมีค่าใช้จ่ายแค่ไหน  ทั้งหมดนี้ใช้เวลาและเงินทองของหมอและเจ้าของม้าซึ่งบางทีหรือบ่อยครั้งอาจจะ  “ไม่คุ้ม”   สู้ทำอย่างสัตวแพทย์ในเรื่องแนะนำดีกว่า  คือขายม้าทิ้งในช่วงที่มันดูดีที่ทำให้ได้ราคาสูงแล้วถ้ายังอยากได้ม้าก็ไปหาซื้อม้าตัวใหม่ที่ดีเป็นปกติ   อย่างไรก็ตาม  การขายนั้นก็คงต้องขายให้กับคนที่ไม่รู้จักและไม่มีคนอื่นรู้ว่าเขาเป็นคนขาย  มิฉะนั้นเขาก็จะถูกติฉินนินทาหาว่าเอาม้ามา “ย้อมแมว” ขาย  ซึ่งจะทำให้เสียชื่อเสียงและในอนาคตจะไม่มีคนอยากคบค้าด้วย

    ในชีวิตจริงนั้น  คนส่วนใหญ่เมื่อเผชิญกับเรื่องอะไรก็แล้วแต่พวกเขาก็มักจะมองหาทางออกที่  “เขา”  จะต้องทำเพื่อแก้ปัญหานั้น  ยิ่งถ้าเขาสามารถทำได้เองเนื่องจากเขา “มีความรู้” หรือเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ”  แล้วละก็  เขาก็จะเข้าแก้ปัญหานั้นด้วยตัวเอง  ยีนของมนุษย์นั้นออกแบบมาเพื่อให้เราเป็น  “นักสู้” ที่จะเอาตัวรอดหรือเป็นผู้ชนะ  การไม่สู้หรือ “หนี” นั้นจะเป็นเรื่องที่เสีย  “ศักดิ์ศรี” และมักจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราคิดว่าอยู่ในอันตรายร้ายแรงและ  “ไม่มีทางสู้ได้”  เป็นส่วนใหญ่  ดังนั้น  เราจึงเห็นว่าเมื่อมีสถานการณ์ของการ “ต่อสู้” ซึ่งในโลกสมัยใหม่นั้นส่วนมากก็คือการ “แข่งขัน”  คนที่เข้า “ร่วมแข่งขัน”  เช่น  นักธุรกิจหรือผู้บริหารกิจการต่าง ๆ  ก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ชัยชนะ  เขาต้องเรียนรู้กลยุทธ์ต่าง ๆ  ทางธุรกิจเพื่อที่จะให้ได้เปรียบคู่แข่งอื่น  อย่างไรก็ตาม  น้อยคนจะประสบความสำเร็จสูงได้เนื่องจากผู้ชนะนั้นมีจำนวนน้อย  ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเป็น  “ผู้แพ้”  หรือไม่ก็ “ไม่ชนะ”   ดังนั้น  “ผลตอบแทน”  ของคนส่วนใหญ่ที่จะได้รับก็จะต่ำหรือไม่สูงมากเทียบกับคนส่วนน้อยที่เป็น  “ผู้ชนะ”

    ประเด็นก็คือ  บ่อยครั้งนั้น  คนเข้าแข่งขันหรือต่อสู้ด้วยตัวเองเพราะคิดว่าตนเองมีความสามารถสูงกว่าคนอื่น  นี่ก็อยู่ในยีนมนุษย์ที่มักจะ  “Overconfident” หรือมีความมั่นใจในตนเองเกินไปทั้ง ๆ  ที่เขาไม่ควรทำอย่างนั้น  บ่อยครั้งเราควรจะ  “ไม่สู้” หรือ “หนี”  หรือ “หลีกเลี่ยง” ที่จะทำซึ่งอาจจะให้ผลลัพธ์หรือผลตอบแทนที่ดีกว่า

    ผมเองนั้นในช่วงครึ่งชีวิตแรกคือตั้งแต่เกิดจนอายุประมาณ 40 ปี ก็ต้องบอกว่าตนเองนั้นน่าจะเป็น  “นักสู้” คือเป็นคนที่พยายามศึกษา  คิด  และทำทุกอย่างด้วยความสามารถและศักยภาพของตนเองโดยไม่ได้มองคนอื่นมากนัก  ส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่ผมทำก็ต้องถือว่าประสบความสำเร็จ   “ปานกลาง”  ทั้ง ๆ ที่ผมคิดว่าผมฉลาดหรือทุ่มเทกว่า  ผมเคยคิดว่านั่นอาจจะเป็นเพราะผมเสียเปรียบเนื่องจาก  “ความลำเอียง” ของสังคมที่มักจะให้คุณค่าแก่รูปแบบมากกว่าเนื้อหา  เช่น  เพราะเราภาษาอังกฤษไม่ดีเราจึงถูก “มองข้าม”  หรือเพราะเราไม่มี “นามสกุล”  ที่บ่งบอกถึงฐานะที่สูงกว่า  เราจึงไม่ได้รับการยอมรับเท่าคนบางคน  เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม  หลังจากผ่านชีวิตมานานและสถานการณ์บังคับให้เป็น  “นักลงทุน” ในตลาดหลักทรัพย์  ความคิดของผมก็เปลี่ยนแปลงไป  ผมเริ่มเห็นว่าการที่จะประสบความสำเร็จนั้นยังมีทางอื่นที่อาจจะดีกว่านั่นก็คือ   แทนที่จะ “ต่อสู้”  โดยเฉพาะกับคนที่เขาได้เปรียบเราไม่ว่าความได้เปรียบจะมาจากความสามารถหรือสถานะทางสังคมหรืออะไรก็แล้วแต่  เราก็ควรจะหนีหรือหลีกเลี่ยงหรือถ้าเป็นไปได้เราก็ควรจะ “ร่วมกับเขา” เสียเลยจะดีกว่า  ด้วยกลยุทธ์แบบนี้  เราก็จะ  “ไม่แพ้”  และอาจจะกลายเป็น “ผู้ชนะ”  โดยไม่ต้องเหนื่อย

    ปรัชญาและความคิดของผมเริ่มค่อย ๆ  เปลี่ยนไปจากการเป็น  “นักสู้”  กลายเป็น  “นักเลือก”  โดยที่หลักการสำคัญก็คือ  เลือก “คน”  หรือ “กิจการ” หรือ “แนวทางในการดำเนินการ” ที่ผมเห็นว่าจะเป็น  “ผู้ชนะ” ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นตัวเรา  ว่าที่จริงมีโอกาสน้อยที่จะเป็นเรา  ความคิดเรื่องของ  “ศักดิ์ศรี”  และความ “อิจฉา”  ในความสำเร็จของคนอื่นเริ่มจางลง   ผมคิดว่าผมจะอิจฉาเขาทำไม  ถ้าเขาเก่งเขาดีและถ้ามีโอกาสเราก็ขอร่วมไปกับเขาด้วย  และนี่ไม่ใช่แค่ในเรื่องของการลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แต่ผมพบว่าในแทบทุกเรื่องของชีวิต  สิ่งที่เราควรคิดก่อนที่จะทำก็คือ  เราควร “เลือก”  ก่อนว่าเราจะทำอย่างไรที่จะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด

    ตัวอย่างเช่นในเรื่องของสุขภาพที่เป็นแหล่งสำคัญมากที่สุดของความสุขในชีวิตโดยเฉพาะในยามที่เราแก่ตัวลงนั้น  เราจะเลือกทำอะไร?  ผมคงไม่พูดอะไรมากในประเด็นนี้  แต่สิ่งที่ผมเคยกล่าวถึงบ่อย ๆ  ก็คือ  การออกกำลังพอสมควรอย่างสม่ำเสมอ  การกินอาหารที่ดีและครบหมู่  การได้อากาศที่ดี  และมีความเครียดน้อย  เป็นต้น

    ผมโชคดีที่ไม่ต้องตัดสินใจในเรื่องของที่อยู่อาศัยมาตลอด  แต่สำหรับคนที่ต้องคิดถึงเรื่องนี้นั้น  ผมคิดว่าเขาควรที่จะต้อง  “เลือก”  อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากเนื่องจากบ้านเป็นทรัพย์สินที่มักจะมีขนาดใหญ่มากเทียบกับทรัพย์สินอื่น ๆ  และถ้าคิดผิดแล้วก็มักจะส่งผลไปมากและยาวนาน  ดังนั้น  ก่อนที่จะหาที่อยู่อาศัยเราก็ควรที่จะเลือกแบบ “นักลงทุน”  ที่จะต้องคำนึงถึงที่อยู่ที่จะได้  “ชัยชนะ”  ซึ่งในความเห็นของผมนั้นไม่ใช่แค่ในด้านของเงินทองเพียงอย่างเดียวแต่อาจจะเป็นเรื่องของชีวิตด้านอื่น ๆ  อีกมาก

    ประเด็นที่ต้องพิจารณาในการเลือก “บ้าน” นั้น  คนจำนวนมากมักคิดแต่เรื่องของราคาว่าตนจะซื้อได้ในระดับไหน  แต่สำหรับผมแล้ว  การเลือกบ้านนั้น  ทำเลน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด  เพราะทำเลจะเป็นตัวที่กำหนดค่าใช้จ่ายที่จะตามมาตลอดช่วงที่เราอยู่เนื่องจากเรื่องของค่าใช้จ่ายในการเดินทางและต้นทุนในเรื่องของเวลาเดินทางที่มากมหาศาลแต่คิดเป็นเม็ดเงินไม่ได้  นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องของขนาดพื้นที่ที่เราต้องการใช้ที่อาจจะไม่จำเป็นต้องมากเท่ากับที่เราคิดถ้าเราสามารถไปใช้สาธารณูปโภคเช่นสวนที่อยู่ใกล้บ้านหรือคอนโดที่เราจะเลือกอยู่  และสุดท้ายที่เป็นเรื่องสำคัญแต่หลายคนอาจจะไม่ตระหนักก็คือ  บางทีเราอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อก็ได้   เพราะการเช่าอาจจะเป็นทางเลือกที่ถูกกว่า  หลายคนอาจจะคิดว่าบ้านเป็นทรัพย์สินที่เป็นของเรา  ยิ่งอยู่นาน  วันหนึ่งเมื่อเราผ่อนหมด  เราก็จะได้เป็นเจ้าของ  ในขณะที่การเช่านั้นสุดท้ายเราก็ไม่เหลืออะไร  แต่นี่อาจจะไม่จริง   เช่น  ถ้าเราเอาส่วนต่างระหว่างค่าผ่อนกับค่าเช่าไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้น  ถึงวันหนึ่งหุ้นก็อาจจะโตขึ้นจนเราสามารถเอาเงินนั้นมาซื้อบ้านที่ดีกว่าก็ได้

    ยังมีเรื่องหรือประเด็นต่าง ๆ  ในชีวิตเช่นการศึกษาของลูก  ที่เราต้องตัดสินใจและมันจะส่งผลต่อเรามากน้อยแตกต่างกันออกไป  การคิดแบบนักลงทุนนั่นก็คือคิดแบบ  “นักเลือก”  ซึ่งพยายามตัดประเด็นที่เป็นเรื่องของ  “อารมณ์”  ที่ติดอยู่ในยีนของมนุษย์ออกไปมากที่สุดนั้น  จะทำให้เราได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด  ในช่วง “ครึ่งหลัง” ของชีวิตผมเองนั้น  ผมคิดว่าผมทำกิจการอะไรต่าง ๆ  น้อยลงมาก  เหตุผลก็คือ  ผมเน้นการ “เลือก” และผมมักจะ  “ไม่เลือก”  ถ้าผมคิดว่ามันไม่ได้ทำให้เราดีขึ้นไม่ว่าในเรื่องใด  ดังนั้น  ผมจึงไม่ใคร่จะเครียดและไม่ต้อง “ต่อสู้”  กับอะไรมากมาย  และนั่นทำให้ความทุกข์ต่าง ๆ  น้อยลงมาก  และนี่ก็อาจจะเป็นความสุขที่เราไม่รู้ตัว
[/size]



ตอบกลับโพส