กรุงเทพฯ : จุดหมายอันดับหนึ่งของนักเดินทาง/วิวรรณ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

กรุงเทพฯ : จุดหมายอันดับหนึ่งของนักเดินทาง/วิวรรณ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ ก.ย. 26, 2016 9:47 pm

วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    มาสเตอร์คาร์ดได้ทำวิจัยและพบว่าในปีนี้ นักท่องเที่ยวในโลกเลือกมาเยือนกรุงเทพฯเป็นอันดับหนึ่ง แซงหน้าลอนดอนที่ครองแชมป์อยู่ 2 ปี

    โดยคาดว่าในปี 2559 นี้ กรุงเทพฯจะต้อนรับผู้มาเยือนและมีการพัก ถึง 21.47 ล้านคน ส่วนลอนดอนตกไปอยู่อันดับสองคือ 19.88 ล้านคน และปารีส ตามมาในอันดับที่สาม ด้วยจำนวนผู้ไปเยือน 18.03 ล้านคน

    กรุงเทพมหานครเคยเป็นแชมป์มาก่อน แต่ตกไปสองปีเนื่องจากปัญหาทางการเมือง

    เอาล่ะค่ะ ถือเป็นข่าวดี แต่ประเด็นคือ ทำอย่างไรจะรักษาแชมป์ไว้ให้นานๆ 

    ดิฉันเคยเขียนไปเรื่องเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวชาวจีนว่าเป็นกลุ่มหลักที่มาเที่ยวเมืองไทย โดยมาเที่ยวเป็นหลัก เนื่องจากกลุ่มประชุม สัมมนา ยังไม่ค่อยกลับมามากนัก เพื่อรักษาแชมป์ให้ยืนยาว เราควรต้องหันมามองการมาเยือนในลักษณะอื่นด้วยค่ะ

    ดิฉันได้ไปพบแผนภาพแสดงการท่องเที่ยวในอนาคตตามที่นักอนาคตวิทยามองเอาไว้ จาก เว็ปไซต์ nowandnext.com หากท่านสนใจสามารถไปติดตามศึกษาได้ค่ะ เขาทำเป็นรูปแผนผัง และบอกว่า แนวโน้มใหญ่ๆที่จะเกิดขึ้นกับการเดินทาง และจุดหมายปลายทางของนักเดินทางในปี 2020 หรือในอีกไม่ถึงสี่ปีข้างหน้า แบ่งออกเป็นกลุ่มได้ 5 กลุ่ม คือ “จุดหมายปลายทางที่ต้องการไป” หรือ Destination Hub  กลุ่ม “เทคโนโลยี” หรือ

    Technology Hub  กลุ่ม”เศรษฐกิจ” หรือ Economic Hub  แนวโน้ม “ตามอุปนิสัย” หรือ Behavioural Hub และ สุดท้ายคือแนวโน้มกลุ่ม”สิ่งแวดล้อม” หรือ Environment Hub

    มาดูแต่ละกลุ่มกันค่ะ กลุ่มแรกและเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับ “จุดหมายปลายทาง” ว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต  จากแผนผังพอจะอ่านได้ว่า ผู้จัดทำแผนผังอันนี้ คือคุณ Richard Watson มองว่าการท่องเที่ยวในอนาคต จะดึงดูดผู้คน ได้หลายรูปแบบ ทั้งแบบย้อนยุค แบบอิงวัฒนธรรม เที่ยวแบบเจาะลึกชนเผ่า แบบขุดค้นรากเหง้า  เที่ยวแบบเน้นอาหารการกิน การเที่ยวแบบตามรอยภาพยนตร์และหนังสือ แบบตามศรัทธาในศาสนา

    แบบไปร่วมในงาน เช่น ไปเทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองคานส์ ไปดูแข่งเทนนิสในรายการต่างๆ ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (ตรวจร่างกาย และรักษาหรือเข้าคอร์สสุขภาพ) การผจญภัย เที่ยวพร้อมสปา การท่องเที่ยวเพื่อหนีสภาพอากาศ(ที่ร้อนจัดหรือหนาวจัดในประเทศของตน)

    เที่ยวแบบไปเป็นอาสาสมัคร  เที่ยวไปเรียนไป เที่ยวและฝึกงาน เที่ยวฟื้นฟูสภาพจิตใจที่กดดันและเครียด เที่ยวด้านมืดของเมือง หรือเที่ยวตามรีสอร์ทที่ปราศจากเทคโนโลยี เรียกว่า อยากอยู่เงียบๆคนเดียว เป็นต้น

    โดยแนวโน้มของแหล่งท่องเที่ยวในกลุ่มนี้จะขาดแคลน และอาจมีการสร้างจุดหมายปลายทางปลอมขึ้นมาบ้าง ( เขาใช้คำว่าปลอม คิดว่าน่าจะเป็นการเลียนแบบ)  แนวโน้มอื่นที่จะเกิดขึ้นก็จะมี การล่องเรือสำราญแบบต้นทุนต่ำ (ลักษณะเดียวกับ สายการบินต้นทุนต่ำ) การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน การเที่ยวแบบสร้างความประทับใจ การท่องเที่ยวแบบผสมผสาน การท่องเที่ยวบนน้ำแข็ง

    และมองว่า การศิลปะต่างๆจะมีความสำคัญต่อการท่องเที่ยวมากขึ้น  แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆที่เป็นระดับรองลงไปจะมีเพิ่มมากขึ้น  และอาจจะมีโรงแรมรูปแบบใหม่ เปิดบริเวณที่เคยหวงห้าม และต้องมีการปรับปรุงให้ผู้พิการและผู้สูงวัยเข้าถึงแหล่งต่างๆได้โดยง่าย หรือใช้อารยสถาปัตย์มากขึ้น

    แนวโน้มที่จะมีการเปลี่ยนแปลงมากเป็นอันดับที่สองคือ กลุ่มเทคโนโลยีค่ะ  ซึ่งบางอย่างก็คาบเกี่ยวกับจุดหมายปลายทาง เช่น มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการให้เช่าบ้านพัก(ส่วนตัว)มากขึ้น โทรศัพท์จะกลายเป็นกระเป๋าเงิน  กระเป๋าเดินทางจะมี GPS ทำให้ติดตามได้ง่ายขึ้น

    การถ่ายภาพแบบเซลฟี่ การทำอัลบัมภาพแบบ “คราวด์” (Crowd-sourced photo albums) คือนำภาพจากของหลายๆคนมารวมและแบ่งปันกันดูจะเป็นที่นิยมมากขึ้น  ห้องพักอัจฉริยะในโรงแรม  ระบบอัตโนมัติในสนามบิน และการต้องดำเนินการต่างๆที่สนามบินด้วยตนเอง (ซึ่งปัจจุบันต้องทำอยู่แล้วในหลายๆประเทศ) การไม่ต้องพิมพ์บัตรขึ้นเครื่องบิน หรือ บอร์ดดิ้งพาส

    การนำเทคโนโลยีการพิมพ์แบบสามมิติมาใช้ในการเดินทางท่องเที่ยว ป้ายบอกทางสามมิติเสมือนจริง  คอมพิวเตอร์ที่สวมใส่ติดตัวได้  การจัดสาระและโปรแกรมการท่องเที่ยวเอง การนำข้อมูลบิ้กดาต้ามาใช้ประโยชน์  การเที่ยวแบบเพื่อต่อเพื่อน การรักษาความปลอดภัยแบบใช้อัตลักษณ์ส่วนบุคคล  การสามารถอัพเกรดทุกๆอย่างได้  การอัพเกรดอะไรๆก็ได้ การทำอะไรนาทีสุดท้ายก็ได้ การทำทุกอย่างให้เฉพาะตัว  เครื่องมือแปลภาษาแบบทันทีทันควัน

    แต่ข้อเสียก็มีค่ะ มีแนวโน้มว่า จะมีทางเลือกให้นักเดินทางเยอะไปหมด จะมีข้อมูลให้นักเดินทางเยอะเกินไป

    แนวโน้มกลุ่มที่สาม เกี่ยวกับเศรษฐกิจ  มีปัจจัยที่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบทั้งด้านบวกและลบต่อการเดินทางหลายอย่าง เช่น การบินระยะไกลขึ้นของสายการบินต้นทุนต่ำ การเติบโตของชนชั้นกลางของโลก เศรษฐกิจการ “กดไลค์”  ความไม่มั่นคงของอาชีพการงาน การเพิ่มขึ้นของกลุ่มคนที่ทำงานบางเวลา และทำงานอิสระ  ความผันผวนที่เพิ่มขึ้น การควบรวมกันของธุรกิจสายการบิน  กำลังแรงงานในยุโรปเข้าสู่ “สูงวัย”  ความไม่มีเสถียรภาพของยุโรป (เนื่องจากผู้คิดอยู่ในอังกฤษ จึงมองภาพยุโรปเป็นหลัก) การมีสินเชื่อสำหรับการท่องเที่ยวในวันหยุด การดูแลตลาดบน(ตลาดพรีเมียม)อย่างพิเศษ การแบ่งราคาเป็นสองขั้ว (ไม่ถูกพิเศษก็แพงพิเศษ)

    และที่สำคัญคือ การให้นิยามใหม่สำหรับเรื่อง”คุณค่า” แต่ละคนก็อาจจะให้คุณค่าของสิ่งต่างๆแตกต่างกันไปตามแต่พื้นฐานและความคิดของแต่ละคน แตกต่างจากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาซึ่งสื่อ การเรียน การสอน ฯลฯ ได้พยายามยึดมาตรฐานของตะวันตกในการตี “คุณค่า” ของสิ่งต่างๆ และถือเอา “มูลค่า” เป็นสิ่งสำคัญ แต่โลกมีแนวโน้มจะให้คุณค่ากับจิตใจ และความรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ

    แนวโน้มกลุ่มที่สี่ เกี่ยวกับแนวโน้มตามอุปนิสัย ซึ่งเริ่มเห็นกันมานานพอสมควร คือ การท่องเที่ยวเพื่อค้นหาตัวตนของตัวเอง การมีวันหยุดเพื่อดูแลสุขภาพ การท่องเที่ยวแบบปิดสวิทช์ (ไม่รับรู้เรื่องความวุ่นวายภายนอก) การค้นหาสิ่งที่แท้จริง การเที่ยวเพื่อหวนระลึกถึงวัยเด็ก การท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและก่อให้เกิดมลภาวะ (โดยการวัดคาร์บอนฟุตพรินท์) การเที่ยวแบบ “ช้าๆ” และการเที่ยวแบบ “เหนื่อยสุดสุด” จะเป็นที่นิยมมากขึ้น   รวมถึงการเที่ยวเพื่อหลีกหนีจากชีวิตที่เป็นอยู่

    และกลุ่มสุดท้าย เป็นแนวโน้มเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม มองว่าจะมีการท่องเที่ยวเพื่อช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ทำให้โลกเขียวมากขึ้น  และคาดว่าในอนาคตจะมีการนำเอาเรื่องสภาพอากาศเข้ามาเกี่ยวข้องในการวางแผนการท่องเที่ยวมากขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศและภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น รวมถึงจะมีการรับประกันภัยสภาพอากาศสำหรับนักเดินทางแต่ละคน

    เขายังมองว่า จะมีการใช้วัสดุใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตเครื่องบินที่เบากว่าเดิม บินได้เงียบขึ้น ประหยัดน้ำมันมากขึ้น รวมถึงการเดินทางระยะไกลโดยรถไฟจะเติบโตเพิ่มมากขึ้นในอนาคตค่ะ

    ปัจจัยเสี่ยงก็คือเรื่องความผันผวนของราคาน้ำมัน และการขาดแคลนน้ำ

    หวังว่าท่านผู้อ่านคงจะพอมองภาพออกว่า ต้องปรับตัวอย่างไรจึงจะสามารถรองรับแนวโน้มต่างๆเหล่านี้ได้ และผู้เกี่ยวข้องอาจจะนำไปใช้ในการวางแผนเพื่อให้เราคงเป็นแชมป์ต่อๆไปอย่างยั่งยืน ให้ทดแทนจำนวนนักท่องเที่ยวทัวร์ศูนย์เหรียญที่เคยเข้ามาช่วยทำสถิติให้เราในช่วงที่ผ่านมา

    อย่าลืมดูแลและดึงดูดตลาดการประชุม สัมมนา และการให้รางวัลเป็นการท่องเที่ยวด้วยนะคะ
[/size]



ตอบกลับโพส