โค้ด: เลือกทั้งหมด
ครั้งที่แล้วผมเขียนถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งบางครั้งตีความไปในเชิงของการพัฒนาแบบพึ่งพาตนเอง (self sufficiency) แต่ผมตีความไปในมิติของการพัฒนาแบบยั่งยืน (sustainable development) หรือการพัฒนาที่มีความสมดุลและไม่เบียดเบียน จึงเป็นพื้นฐานที่มั่นคงต่อเนื่องยั่งยืน ซึ่งประเทศสมาชิกสหประชาชาติได้มีมติร่วมกันในการกำหนดให้เป็นพื้นฐานและมาตรฐานสากลในการพัฒนาเศรษฐกิจโลก
มิติหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืนคือการรักษาและฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดมลพิษในอากาศในเมืองใหญ่ ทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว บางคนอาจเข้าใจว่าความกังวลเกี่ยวกับมลพิษที่เกิดจากรถยนต์เบนซินและดีเซลนั้นเป็นเรื่องที่ประเทศพัฒนาแล้วให้ความสำคัญมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา แต่สหประชาชาติประเมินว่าประชาชนตายก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศข้างนอก (outdoor air pollution) ถึง 3 ล้านคนต่อปี ทั้งนี้คุณภาพอากาศในประเทศกำลังพัฒนานั้นด้อยกว่าอากาศในประเทศพัฒนาแล้วอย่างมาก กล่าวคือเมืองใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนานั้นมีคุณภาพอากาศที่ต่ำกว่าเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) มากถึง 98% แต่ในประเทศพัฒนาแล้ว คุณภาพอากาศต่ำกว่าเกณฑ์ 56% สำหรับประเทศที่ประชากรเสียชีวิตเพราะมลภาวะจากอากาศมากที่สุดคือจีน (ปีละ 1 ล้านคน) และอินเดีย (0.6 ล้านคนต่อปี)
ข้อสรุปคือเรื่องของมลภาวะโดยเฉพาะในเรื่องของคุณภาพอากาศนั้นน่าจะถูกมองว่าเป็นปัญหาของทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ เพราะแม้จะเป็นเมืองใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนา ประชาชนในเมืองมีรายได้สูง จึงให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ซึ่งคุณภาพอากาศย่อมมีความสำคัญในลำดับต้น และมาตรการที่จะปรับปรุงคุณภาพอากาศในเมืองใหญ่ที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือการห้ามขายรถที่ทำให้เกิดมลพิษอย่างถาวรในอนาคต
การห้ามขายรถยนต์เบนซินและดีเซลนั้นฟังดูน่าจะเป็นเรื่องที่ห่างไกลหลายสิบปี แต่ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นทำให้ผมสรุปว่าการห้ามขายรถยนต์เบนซินและดีเซลนั้นน่าจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างปี 2025 ถึง 2035 เป็นต้นไป
1. ประเทศนอร์เวย์ ประกาศว่าจะห้ามขายรถยนต์เบนซินและดีเซลตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป
2. ประเทศเบลเยี่ยม สวิสเซอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์มีดำริจะห้ามขายรถยนต์เบนซินและดีเซลตั้งแต่ปี 2030 ในกรณีของสวิสเซอร์แลนด์นั้นจะทำประชามติในปี 2017 ซึ่งประชาชนน่าจะให้ความเห็นชอบ
3. ผู้ว่าการกรุงปารีสต้องการให้ห้ามการขายรถยนต์เบนซินและดีเซลในทันที
4. เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2016 สภาสูงของเยอรมัน (Bundesrat)เห็นชอบให้เสนอให้ห้ามการขายรถเบนซิน และดีเซลตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป ตรงนี้มีความสำคัญเพราะเยอรมันเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำและเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรป กล่าวคือหากเยอรมันทำตามที่เสนอจริงประเทศอื่นๆ ในยุโรปก็คงจะต้องดำเนินนโยบายแนวเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
5. หากจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในข้อตกลงปารีสเพื่อจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 พ.ย. 2016) มีผู้เชี่ยวชาญคำนวณว่าจะต้องยุติการผลิตรถยนต์เบนซินและดีเซลตั้งแต่ปี 2035 เป็นต้นไป โดยหลังจากนั้นรถที่ผลิตออกมาใหม่จะต้องเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด
6. ในสหรัฐปัจจุบันมี 8 มลรัฐที่มีดำริจะห้ามขายรถเบนซินและดีเซลตั้งแต่ปี 2050 เป็นต้นไป ได้แก่California, Rhode Island, Connecticut, Maryland, Massachusetts, New York, Oregon และ Vermont นอกจากนั้น Quebec ที่แคนาดาก็มีดำริในทำนองเดียวกัน
การที่หลายประเทศมีความเห็นร่วมกันที่จะห้ามการขายรถเบนซินและดีเซล (คือให้ขายเฉพาะรถที่ไม่สร้างมลพิษทางอากาศเลย) ภายใน 20-30 ปีข้างหน้านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการคาดการณ์ว่ารถไฟฟ้านั้นน่าจะพัฒนาไปถึงจุดที่จะสามารถนำมาทดแทนรถเบนซินและดีเซลได้อย่างสมเหตุสมผล กล่าวคือราคารถทั้งสองประเภทใกล้เคียงกัน (ประมาณ 1 ล้านบาทต่อคัน) และสามารถวิ่งได้ประมาณ 400-500 ก.ม.ต่อการชาร์จไฟฟ้าหนึ่งครั้ง เหมือนรถเบนซินและดีเซลวิ่งได้ 400-500 ก.ม.ต่อน้ำมัน 1 ถัง และมีโครงสร้างพื้นฐานในการให้บริการรถไฟฟ้าเพียงพอ ตลอดจนการชาร์จไฟที่ไม่ต้องใช้เวลามากเกินไป แต่ปัจจุบันนี้รถ Cherry Bott กำลังออกขายแล้วในราคา 37,495 เหรียญ (1.3 ล้านบาท) และวิ่งได้ 380 ก.ม.ต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง รถ Tesla model D นั้นมีสมรรถนะใกล้เคียงกันและจะถูกออกมาขายในปีหน้าเป็นต้นไป โดยมีคิวรอซื้อเกือบ 3 ปี และจะยังมีรถไฟฟ้าที่ผลิตจากเยอรมันอีกกว่า 10 รุ่นภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
ในส่วนของประเทศไทยนั้นนโยบายคือจะให้มีรถไฟฟ้า (ใช้บนถนน) 1.2 ล้านคัน (จากที่น่าจะมีรถยนต์ทั้งหมดอย่างน้อย 10 ล้านคัน) และสถานีชาร์จไฟ 1,000 แห่งภายในปี 2036 แต่สิ่งที่น่าจะท้าทายประเทศไทยคือ ปัจจุบันเรามีกำลังการผลิตรถยนต์เบนซินและดีเซลใกล้ 3 ล้านคัน ผลิตจริงประมาณ 2 ล้านคัน โดยขายในประเทศ 8 แสนคันและส่งออก 1.2 ล้านคัน คำถามคือประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไรหากเกิดการใช้รถไฟฟ้าอย่างแพร่หลายทั่วโลกภายใน 20-30 ปีจริง ทำให้ผลิตรถยนต์ประเภทอื่นขายในตลาดโลกได้ลำบากและอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์เบนซินและดีเซลก็จะประสบปัญหาตามไปด้วย ตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องหลักเรื่องหนึ่งที่ควรบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีของประเทศไทยครับ