ประธานาธิบดีทรัม (2)/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

ประธานาธิบดีทรัม (2)/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ พ.ย. 21, 2016 9:55 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

คนที่มองโลกในแง่ดีจะคาดการณ์ว่าประธานาธิบดีทรัมจะไม่ดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงเอาไว้ในส่วนของนโยบายกัดกันการค้าและโดดเดี่ยวตัวเอง (protectionism, isolationism) แต่จะทำตามสัญญาในส่วนของการลดภาษีรายได้นิติบุคคลและภาษีรายได้บุคคล ตลอดจนการลดทอนกฎเกณฑ์ที่จำกัดการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินและบริษัทน้ำมัน รวมทั้งการปฏิรูปให้ระบบสาธารณะสุขมีการแข่งขันตามกลไกตลาดมากขึ้น แนวคิดดังกล่าวจึงทำให้ตลาดหุ้นดาวโจนส์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นสถาบันการเงิน บริษัทยา และบริษัทพลังงาน แต่ราคาหุ้นบริษัทเทคโนโลยีปรับลดลง ราคาพันธบัตรลดลงอย่างมาก ตัวอย่างเช่นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (ซึ่งเป็นบรรทัดฐานดอกเบี้ยระยะยาว) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 1.8% เป็น 2.2%

ในขณะเดียวกันราคาหุ้นในประเทศตลาดเกิดใหม่ปรับลดลงเพราะเมื่อดอกเบี้ยระยะยาวเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ความน่าลงทุนของหุ้นลดลงพร้อมกันไปด้วย และประเทศตลาดเกิดใหม่นั้นมีความเสี่ยงอีก 2 ประการคือ

1. อาจได้รับผลกระทบจากนโยบายกีดกันการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเฉพาะที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับเม็กซิโกและจีน ซึ่งนายทรัมกล่าวโจมตีมากที่สุดในระหว่างการหาเสียง

2. ค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศขนาดใหญ่และประเทศตลาดเกิดใหม่ และหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นไปได้อีก แนวโน้มดังกล่าวจะทำให้กระแสกีดกันการค้ารุนแรงมากขึ้นและซ้ำเติมตลาดเกิดใหม่ได้

ต่อจากนี้ไปก็คงต้องประเมินโดยถ่องแท้ว่าในที่สุดแล้ว นโยบายใดจะนำไปปฏิบัติจริงและนโยบายใดจะไม่นำไปปฏิบัติ แม้จะได้หาเสียงเอาไว้ ทั้งนี้ในความเห็นของผมนั้นมีความเสี่ยงสูงว่านโยบายที่ “ไม่ดี” (กีดกันการค้านั้น) อาจทำจริงและนโยบายที่ “ดี” นั้นอาจทำไม่ได้จริง

ในขั้นแรกนั้นผมมองจากผลการเลือกตั้งว่านายทรัมชนะการเลือกตั้ง เพราะชนะคะแนน electoral college อย่างเฉียดฉิวใน 5 มลรัฐสำคัญ (swing states) ที่ควรจะเทคะแนนให้กับฮิลลารี คลินตัน กล่าวคือฟลอริดา เพนซิลเวเนีย โอไฮโอ มิชิแกนและวิสคอนซิน (รวม 93 electoral vote จากที่ต้องได้อย่างน้อย 270 electoral vote จึงจะได้ชัยชนะ) เช่นชนะในมิชิแกนเพียง 11,837 คะแนน วิสคอนซินเพียง 27,857 คะแนน และเพนซิลเวเนียเพียง 28,236 คะแนน ซึ่งล้วนแต่เป็น rust belt หรือมลรัฐที่เศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมเหล็กและรถยนต์ล่มสลาย เพราะสูญเสียตลาดให้กับการค้าเสรี ซึ่งสรุปได้จากคะแนนเสียงที่นายทรัมได้รับนั้นมาจากผู้ชายผิวขาวอายุมากที่มีการศึกษาระดับมัธยมที่เห็นดีเห็นงามกับนโยบายกีดกันการค้าเพื่อนำงานที่ดีกลับคืนมาให้กับสหรัฐอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นผมจึงเห็นว่าทรัมคงจะต้องทำตามสัญญาในด้านนโยบายการค้าตามที่หาเสียงเอาไว้ หากต้องการรักษาฐานเสียงที่สำคัญดังกล่าวเอาไว้

แนวคิดดังกล่าวจะสามารถยืนยันว่าจริงหรือไม่จริงได้โดยการดูบุคคลที่นายทรัมป์แต่งตั้งให้เป็นคณะถ่ายโอนอำนาจ (transition team) เพื่อเข้าไปแสวงหาบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงต่างๆ (ระบบของสหรัฐนั้นเมื่อเปลี่ยนประธานาธิบดี จะเปลี่ยนข้าราชการระดับปลัด อธิบดีและแม้แต่รองอธิบดี โดยแต่งตั้งใหม่รวมทั้งสิ้นประมาณ 4,000 ตำแหน่ง ตรงนี้ผมจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกระทรวงการต่างประเทศ) กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์และสำนักงานผู้แทนการค้า (ยูเอสทีอาร์) ซึ่งในส่วนของยูเอสมีอาร์ที่เป็นหน่วยงานด้านการค่าระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดนั้น นายทรัมได้ตั้งนาย Dan Dimicco ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทผลิตเหล็กที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการแข็งขันในระบบการค้าเสรี โดยนาย Dimicco นั้นมีแนวคิดกีดกันการค้าอย่างหนักแน่น โดยมองว่าสหรัฐถูกจีนทำสงครามการค้าและถูกเอาเปรียบ ทำให้เสียหายมานานกว่า 20 ปีแล้ว ดังนั้นสหรัฐจึงมิได้เป็นผู้ริเริ่มสงครามการค้า แต่ถูกกระทำมานานหลายปีแล้ว

คณะที่ปรึกษาของนายทรัมนั้นมีนักวิชาการคนเดียวคือ Peter Navarro อาจารย์จากมหาวิทยาลัย University of California Irvine ซึ่งมองว่าการที่คนอเมริกันซื้อสินค้าจีนและสหรัฐสนับสนุนการค้าเสรี ซึ่งสนับสนุนความเจริญเติบโตของจีน ก็เท่ากับว่าสหรัฐทำให้จีนพัฒนาศักยภาพทางการทหาร โดยสรุปว่า “we will have only ourselves to blame when bullets and missiles begin to fly” แนวคิดซึ่งมองว่าจีนทั้งเอาเปรียบสหรัฐทางเศรษฐกิจและเป็นภัยกับสหรัฐในด้านความมั่นคงนั้น เป็นข้อกังวลอย่างยิ่งในความเห็นของผม เพราะประเทศในเอเชียนั้น พึ่งพาจีนทางเศรษฐกิจอย่างมาก เห็นได้จากตารางข้างล่าง ซึ่งเป็นข้อมูลปี 2014

ดังนั้นหากเกิดสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนแล้วประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้และกลุ่มอาเซียนก็จะต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในทางอ้อมและในทางตรงก็เสี่ยงที่จะถูกเล่นงานด้วยมาตรการกีดกันการค้าโดยตรงเช่นกัน
[/size]



ตอบกลับโพส