อวสานของหุ้น Growth?/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

อวสานของหุ้น Growth?/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ โดย Thai VI Article » อาทิตย์ พ.ค. 14, 2017 8:29 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าตลาดหุ้นไทยจะลดความร้อนแรงลง  แม้ว่าดัชนีตลาดหุ้นจะไม่ได้ปรับตัวลงเท่าไรนักแต่ปริมาณการซื้อขายต่อวันก็ชะลอตัวลงพอสมควร  สิ่งที่เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจกว่าก็คือ  ปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนส่วนบุคคลนั้นลดลงมาก  สัดส่วนที่เคยซื้อขายเกินกว่า 50% ลดลงเหลือเพียงประมาณ 40% เศษ ๆ  ในขณะที่นักลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนการซื้อขายเพิ่มขึ้นมากเป็นกว่า 30% เช่นเดียวกับนักลงทุนสถาบันที่เพิ่มขึ้นเกินกว่า 10% ของการซื้อขายทั้งหมด  มองลึกลงไปอีกก็จะพบว่าหุ้นบางกลุ่มโดยเฉพาะที่เป็นหุ้นตัวเล็กและกลางที่เคยมีราคาปรับตัวขึ้นไปเร็วและสูงมากพร้อม ๆ  กับราคาหุ้นที่ “แพง” มากวัดจากค่า PE ที่สูงบางทีถึง 50 หรือ 100 เท่า ค่า PB สูง 5-10 เท่าขึ้นไป  และผลตอบแทนเงินปันผลบางทีไม่เกิน 1-2% ต่อปี  เริ่มมีการปรับตัวลดลงแรงมาก  ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนส่วนบุคคลจำนวนมากขาดทุนอย่างหนักและชะลอการลงทุนลงในช่วงนี้

    หุ้นที่มีราคาปรับตัวขึ้นไปสูงมากจนราคา “แพงเวอร์” ดังกล่าวนั้น  ในทางวิชาการลงทุนถูกเรียกว่าเป็นหุ้นเติบโตเร็วหรือ Growth Stock ซึ่งมีคุณสมบัติต่าง ๆ  ตรงกันข้ามกับ Value Stock หรือหุ้นเน้นคุณค่า  ประเด็นที่แตกต่างสำคัญก็คือ  หุ้นเติบโตเร็วนั้นจะเป็นหุ้นของบริษัทที่มียอดขายและ/หรือกำไรโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวม  ยิ่งโตเร็วกว่าเท่าไรก็ยิ่งเป็นหุ้นที่นักลงทุนที่เน้นหุ้นGrowth ชอบมากเท่านั้น  พวกเขาจะเข้าไปลงทุนไล่ซื้อหุ้นจนราคาขึ้นไปสูงลิ่วและทำให้หุ้นเหล่านั้นมีราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากและก็ซื้อโดยไม่ค่อยสนใจว่ามันอาจจะแพงเกินไป  เพราะพวกเขาคิดว่าเดี๋ยวกำไรก็จะโตตามมาอย่างรวดเร็วและทำให้หุ้นถูกลง  มีค่า PE ที่ต่ำลงมาเอง  หุ้น Growth นั้นมักจะอยู่ในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ  ที่กำลังโตเร็วเช่นพวกที่อิงกับเทคโนโลยี่สมัยใหม่หรือเป็นสินค้าที่เป็นเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ นอกจากนั้นก็อาจจะเป็นบริษัทที่มีโมเดลธุรกิจที่สามารถเอาชนะคู่แข่งและกินส่วนแบ่งการตลาดได้เพิ่มขึ้นก็ได้

    ตรงกันข้ามกับหุ้นเติบโตเร็วก็คือหุ้น Value ที่มักจะเป็นหุ้นที่ดูเหมือนว่าจะโตช้าและไม่มีอะไรน่าสนใจและมักจะอยู่ในอุตสาหกรรมเก่า ๆ ที่อิ่มตัวหรือใกล้อิ่มตัว  นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะมีความคาดหวังอะไรมากนักว่าบริษัทจะมีผลประกอบการที่หวือหวาเติบโตเร็ว  ผลงานล่าสุดที่ผ่านมาก็อาจจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมและระดับเศรษฐกิจโดยรวม  ดังนั้น  ราคาหุ้นก็มักจะถูกมาก  ค่า PE บางทีก็ต่ำกว่า 10 เท่า  PB มักจะไม่เกิน 2 เท่าและบางทีก็ต่ำกว่า 1 เท่า ส่วนอัตราผลตอบแทนเงินปันผลนั้นมักจะสูงกว่า 3% ต่อปี บางทีก็ถึง 5%  เหตุผลที่จ่ายปันผลมากส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะไม่ได้มีโครงการลงทุนใหม่อะไรที่จะต้องใช้เงินมากมายเนื่องจากธุรกิจอาจจะไม่ค่อยโต

    ในตลาดหุ้นไทยเองนั้น  แนวความคิดเรื่องหุ้นยังไม่ได้พัฒนามากนัก  ในอดีตก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ตลาดหุ้นไทยหรือนักลงทุนไทยไม่เคยมี “ทฤษฎีการลงทุน” หุ้นก็คือการเก็งกำไรหรือเกือบจะเป็นการพนันที่คนเล่นส่วนใหญ่ก็คือคนที่ “กล้าได้กล้าเสีย” และเล่นด้วยข่าว เล่นด้วยกระแสหุ้น  เล่นด้วยการ  “ปั่นหุ้น” และเล่นโดยอาศัยสัญชาติญาณของนักเก็งกำไร  คนที่ทำมาหากินโดยเฉพาะที่เป็นคนกินเงินเดือนไม่มีใคร “เล่นหุ้น”   หลังจากปีวิกฤติ  การลงทุนแบบ Value Investing เริ่มเข้ามา  ความรู้และทฤษฎีเกี่ยวกับการลงทุนเริ่มถูกนำเข้ามาสู่ตลาดหุ้นไทย  คนทำมาหากินที่มีความรู้เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น  จำนวนมากเริ่มรับรู้เรื่องของ Value Investment หรือ VI ว่าเป็นแนวทางการลงทุนที่เน้นการศึกษาหาข้อมูลและวิเคราะห์ความเหมาะสมทางด้านราคาของหลักทรัพย์แล้วซื้อเมื่อราคาหุ้นนั้นต่ำกว่า “มูลค่าที่แท้จริง”ของกิจการ  แนวทางแบบใหม่นี้สร้างผลตอบแทนให้กับคนที่ใช้มหาศาลเพราะราคาหุ้นเหล่านั้นปรับตัวขึ้นเร็วและมากอย่างไม่น่าเชื่อในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

    ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น  หุ้นของบริษัทขนาดกลางและเล็กที่ดีและมีการเติบโตสูงที่เป็นคุณสมบัติที่พึงปราถนาอย่างหนึ่งของหุ้น Value นั้นมีราคาปรับตัวขึ้นเร็วและมากอย่างไม่น่าเชื่ออานิสงค์จากการที่นักลงทุนส่วนบุคคลจำนวนมากเข้ามา “เก็งกำไร” กันอย่างหนัก  คนรุ่นใหม่ที่มีเงินหรือเป็นทายาทของคนที่มีเงินต่างก็เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นกันเป็นจำนวนมาก  พวกเขาเข้ามา “ไล่ล่า” หุ้นที่มีการปรับตัวของราคาอย่างรวดเร็วซึ่งก็คือหุ้นขนาดเล็กที่มีปริมาณหุ้นหมุนเวียนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับเม็ดเงินของนักลงทุนส่วนบุคคลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก  ผลก็คือ  หุ้นจำนวนมากโดยเฉพาะที่เป็น  “หุ้นเล็ก ดีและโตเร็ว”  ถูก Corner หรือถูก  “ต้อนเข้ามุม”  ซึ่งทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงลิ่วได้โดยไม่เกี่ยวกับพื้นฐานของกิจการ  ราคาหุ้นเหล่านั้นแพงขึ้นมากจนไม่อาจจะเรียกว่าเป็นหุ้น Value อีกต่อไป  มันกลายเป็นหุ้น Growth ในความหมายสากลหรือความหมายทางวิชาการ  กระแสของหุ้น Growth ในตลาดหุ้นไทยดำเนินมาจนถึงวันนี้และอาจจะเรียกว่าเป็นยุคทองของหุ้น Growth ก็ได้

    ด้วยราคาที่อาจจะแพงเกินไป  พอตลาดหุ้นไทยเริ่ม “ชะลอตัว” และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ  Growth หรือการเติบโตของบริษัทที่โตเร็วเริ่ม  “ชะลอตัว” นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรในหุ้น Growth บางคนก็อาจจะเริ่มขาดความมั่นใจ  พวกเขาเริ่มทยอยขายหุ้นที่มีราคาขึ้นมามากซึ่งทำให้หุ้นตัวนั้นเริ่มตกลงมาอย่างแรงเนื่องจากขาดแรงซื้อใหม่ ๆ  ที่จะมารับหุ้นต่อ   เมื่อราคาหุ้นเริ่มตก   ความเชื่อมั่นก็ลดลงมาอีกทำให้นักลงทุนอื่นขายตามและทำให้หุ้นตกลงไปอีก  นี่ดูเหมือนจะคล้าย ๆ  กับช่วงที่หุ้นขึ้นเพียงแต่เป็นคนละด้าน   เมื่อหุ้น “Growth” ตัวแรกตกลงมาแรง  นักลงทุนก็เริ่มขาดความมั่นใจในหุ้น Growth ตัวที่สองและสามหรือตัวต่อ ๆ ไปที่มีคุณสมบัติและเส้นทางเดินของหุ้นคล้าย ๆ  กัน  ผลก็คือ  หุ้น Growth จำนวนมากมีราคาลดลงอย่างรวดเร็วและเพิ่มจำนวนขึ้นมาเรื่อย ๆ  และนี่อาจจะเป็น  “อวสานของหุ้น Growth” ของตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้

    ถ้ามองจากประวัติศาสตร์ก็จะพบว่า  ในตลาดหุ้นอย่างสหรัฐเองนั้น ช่วง “เวลาทอง” ของหุ้น Growth นั้นมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นเร็วแบบ  “กระทิง” นักลงทุนมีความรู้สึกดีกับหุ้นและเข้ามาลงทุนและมักจะซื้อหุ้นที่โตเร็วเพราะราคาหุ้นแบบนี้จะวิ่งเร็วมาก  ตัวอย่างเช่นช่วงก่อนปี 2000 ที่ตลาดหุ้นสหรัฐขึ้นไปมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดของหุ้นไฮเท็ค    แต่ในช่วงที่ตลาดปกติหรือซบเซานั้น  หุ้น Value จะมีผลงานที่ดีกว่าเนื่องจากหุ้น Value นั้นมักจะสามารถประคองตัวเองได้ดีกว่าในยามที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไม่ใคร่ดี

    การศึกษาหุ้น Growth นั้นพบว่า  โดยเฉลี่ยในระยะยาวแล้ว  การลงทุนในหุ้น Growth เป็นกลยุทธ์ที่ “แย่ที่สุด” เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นโดยที่หุ้น Value คือหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด  เหตุผลก็คือ  หุ้น Growth นั้น  คนลงทุนมักจะมองโลกในแง่ดีกับหุ้นมากเกินไปคิดว่ามันจะดีและโตเร็วทำให้พวกเขาให้ราคามันสูงเกินพื้นฐาน  แต่ข้อเท็จจริงจากการศึกษากลับพบว่าหุ้นที่โตเร็วในปีนี้มักจะโตช้าลงในปีหน้า  ส่วนหุ้นที่โตช้าในปีนี้กลับโตเร็วในปีหน้า  ดังนั้น  ถ้าเราซื้อหุ้นโตเร็วในปีนี้ในราคาแพงเราจึงมักจะขาดทุนเมื่อถือไปจนถึงปีหน้า  ในขณะที่หุ้น Value นั้น  คนไม่ได้คาดหวังกับมันมากทำให้หุ้นมีราคาถูกในขณะที่ในปีต่อไปผลประกอบการมักจะดีขึ้น  ทำให้คนที่ซื้อไว้ก่อนได้รับผลตอบแทนที่ดี  แต่ทั้งหมดนั้นก็คือ  “ค่าเฉลี่ย”  แน่นอนว่า  หุ้น Growth บางตัวก็ทำผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาวเพราะมัน “ดีจริง”  ไม่ได้ดีชั่วคราวแบบหุ้น Growth ส่วนใหญ่  เช่นเดียวกัน  หุ้น Value บางตัวก็แย่ในระยะยาว  เพราะมันเป็นหุ้น “ตะวันตกดิน” ที่จะแย่ลงไปเรื่อย ๆ  อย่างไรก็ตาม  เวลาลงทุน  ในฐานะที่เป็น VI เราจะต้องดู  “ความน่าจะเป็น”  ว่าโอกาสมักจะออกมาทางไหนมากกว่ากัน  อย่าคิดว่าเราเก่งจนเลือกได้ถูกต้องทั้ง ๆ  ที่ส่วนใหญ่มักจะแย่
[/size]



ตอบกลับโพส