โค้ด: เลือกทั้งหมด
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ออกคำสั่งปลดผู้อำนวยการเอฟ บี ไอ นายเจมส์ โคมีย์ จนกระทั่งปลายสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ล้วนแต่เป็นการดำเนินการของนายทรัมป์ ที่กำลังนำตัวเองไปสู่วิกฤติที่อาจถึงขั้นที่รัฐสภา จะต้องเริ่มกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีใน 6-12 เดือนข้างหน้าก็เป็นได้ ประเด็นที่สำคัญคือการบั่นทอนตัวเองทางการเมืองที่เกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์นั้น น่าจะกำลังทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์สูญเสียความน่าเชื่อถือและบารมีทางการเมืองทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่การปฏิรูประบบภาษี การปรับปรุงระบบประกันสุขภาพและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้สำเร็จลุล่วงไปได้ อย่างดีที่สุดในความเห็นของผมคือทรัมป์สามารถบริหารจัดการวิกฤติทางการเมืองได้ในระดับหนึ่งภายใน 1 ปีข้างหน้า ทำให้มีโอกาสขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดังกล่าวข้างต้นได้ โดยน่าจะเสียเวลาไปประมาณ 1 ปีเต็มซึ่งเป็นผลพวงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 9-17 พฤษภาคมที่ผ่านมา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าวพอจะสรุปได้ดังนี้
9 พฤษภาคม – ประธานาธิบดีทรัมป์เขียนจดหมายปลดนายโคมีจากตำแหน่งผู้อำนวยการเอฟบีไอ โดยให้รปภ.ส่วนตัวนำส่งจดหมายไปที่สำนักงานใหญ่เอฟบีไอที่กรุงวอชิงตัน แต่นายโคมีรับรู้ข่าวจากโทรทัศน์ เพราะไปตรวจงานที่มลรัฐ ลอส แอนเจิลลิส
สาระสำคัญของจดหมายและคำอธิบายที่รองประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารนิเทศของทรัมป์ใช้อธิบายกับสื่อมวลชน อ้างว่าเป็นเพราะบันทึกที่จัดทำขึ้นโดยรองอัยการสูงสุด (นาย Rosenstein) ที่ตำหนิการทำงานของนายโคมีย์ ในการสอบสวนการนำเอาข้อมูลลับของทางราชการโดยนางฮิลลารี คลินตันสมัยที่เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศมาเก็บรักษาเอาไว้ในฐานข้อมูลส่วนตัว นอกจากนั้นก็ยังอ้างว่านายโคมีย์ยืนยันใน 3 โอกาสว่ามิได้สอบสวนนายทรัมป์ในเรื่องใดเลย
10 พฤษภาคม – ทราบภายหลังว่าทรัมป์ได้ให้รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียคือนาย Lavrovและเอกอัคราชทูต Kislyak เข้าพบที่ห้องทำงานของประธานาธิบดี (Oval office) โดยการเผยแพร่ภาพข่าวจากสำนักข่าวของรัสเซีย (Tass) ทั้งนี้ทำเนียบขาวพยายามปกปิดการเข้าพบดังกล่าวและมิได้มีสื่อมวลชนสหรัฐรับรู้การเข้าพบดังกล่าว (ต่อมาเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวก็สัมภาษณ์ว่า “ถูกหลอก” โดยรัสเซีย)
11 พฤษภาคม – กระแสต่อต้านการปลดนายโคมีย์รุนแรงเกินกว่าคาด ทำให้ทรัมป์ไม่พอใจและตำหนิทีมทำเนียบขาวที่ไม่สามารถควบคุมทิศทางข่าวให้ไปในทางบวกได้ จึงตัดสินใจให้สำนักข่าว NBC มาสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว ซึ่งในการสัมภาษณ์ดังกล่าวทรัมป์กลับลำ โดยบอกว่าตั้งใจจะปลดนายโคมีย์มานานหลายเดือนแล้ว (มิใช่เพราะบันทึกของรองอัยการสูงสุด ซึ่งมีข่าวลือว่าไม่พอใจที่ถูกนำมาอ้างและอาจขอลาออกหลังจากเพิ่งได้รับตำแหน่งเพียง 14 วัน) นอกจากนั้นก็ยังกล่าวเป็นนัยว่าปลดนายโคมีย์เพราะ “การสอบสวนเรื่องรัสเซีย” ซึ่งทำให้เป็นผลลบรุนแรงยิ่งขึ้นเพราะมีการแปลความว่าทรัมป์กำลังมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน นอกจากนั้นข้อกล่าวหาของทรัมป์ว่าพนักงานเอฟบีไอขาดความเคารพนับถือและความมั่นใจในตัวนายโคมีย์ (จึงควรถูกปลด) ยังถูกปฏิเสธโดยรักษาผอ.เอฟบีไอ นาย McCabe ที่กล่าวต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาว่านายโคมีย์ “enjoyed board support within the FBI and still does to this day”
12 พฤษภาคม – ทรัมป์ทวีทในเชิงข่มขู่นายโคมีย์ ว่า “James Comey better hope that there are no ‘tapes’ of our conversations before he stars leaking to the press” ซึ่งผมแปลว่า “ระวังนะว่าทรัมป์ได้อัดเทปเอาไว้ จึงอย่าคิดจะไปปล่อยข่าวออกมา” ซึ่งเป็นผลมาจากการเก็งกันว่านายโคมีย์ยินดีที่จะให้ปากคำกับคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่กำลังสอบสวนเรื่องที่ฝ่ายข่าวกรองสรุปว่ารัสเซียได้เข้ามาแทรกแซงในกระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ และกำลังสืบสวนว่าทีมของทรัมป์นั้น Collude (รู้เห็นเป็นใจ) กับรัสเซียหรือไม่ แต่ทวีทดังกล่าวของทรัมป์ยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ขึ้นไปอีก เพราะทำให้ฝ่ายรัฐสภาและประชาชนต้องการฟังเทปดังกล่าว (ซึ่งเทปเคยเป็นหลักฐานมัดตัวประธานาธิบดีนิกสัน ทำให้ต้องยอมลาออกจากตำแหน่งในปี 1974 เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการถอดถอนจากตำแหน่งของรัฐสภา)
15 พฤษภาคม – หนังสือพิมพ์ Washington Post รายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้เปิดเผยข้อมูล “ลับที่สุด” เกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายไอเอสให้กับฝ่ายรัสเซียในระหว่างการสนทนากันในวันที่ 10 พฤษภาคม โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวกรองที่สหรัฐได้รับมาจากประเทศพันธมิตร (ซึ่งต่อมาทราบว่าเป็นอิสราเอล) ที่กำชับมิให้เปิดเผยกับประเทศอื่นๆ และให้เปิดเผยในวงจำกัดที่สุด แต่ทรัมป์หลุดปากออกมาบอกประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นปรปักษ์กับสหรัฐ (และยังสนับสนุนอิหร่านและซีเรียซึ่งมีข้อขัดแย้งกับสหรัฐ) การกระทำดังกล่าวรวมทั้งการบอกแหล่งของข่าวกรองว่ามาจากเมืองอะไรจะทำให้ฝ่ายรัสเซียสามารถสืบหาได้ว่ามาจากใครและด้วยวิธีอะไร ซึ่งจะเป็นภัยอันตรายต่อแหล่งของข่าวกรองอย่างมากและจะทำให้ประเทศพันธมิตรขาดความเชื่อมั่นในการให้ความร่วมมือกับสหรัฐได้อีกด้วย แต่ต่อมารัฐบาลอิสราเอลแถลงข่าวออกมาลอยๆ ว่าพร้อมที่จะสนับสนุนและพัฒนาความร่วมมือด้านข่าวกรองกับประธานาธิบดีทรัมป์และที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทรัมป์ (นาย McMaster) ก็ออกมายืนยันว่ามิได้มีการเปิดเผย “แหล่งข่าวหรือการหาข่าวกรอง” ที่เป็นความลับแต่อย่างใด
“ยังมีต่อไปในครั้งหน้าครับ”