เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ พ.ค. 26, 2014 5:11 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

	สัปดาห์นี้ตั้งใจจะเป็นเรื่องบันเทิง เพื่อให้ท่านผู้อ่านผ่อนคลาย จึงขอเขียนเรื่องเล่าจากการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วค่ะ
	ปัจจุบันคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นเยอะมาก โดยเฉพาะตั้งแต่การบินไทยมีเที่ยวบินตรงไปเกาะฮอกไกโด ตั๋วเครื่องบินแน่นเกือบทุกเที่ยวบิน ดิฉันพบแฟนคอลัมน์หลายท่านทีเดียว บางท่านก็ไปในทริปเดียวกัน บางท่านไปกับทัวร์อื่น พบที่สนามบินก็เข้ามาขอถ่ายรูปด้วย
	ดิฉันเคยวิเคราะห์ในคอลัมน์นี้ถึงกลยุทธ์การจัดการกับเศรษฐกิจเมื่อประชากรสูงวัย และยกตัวอย่างญี่ปุ่นว่า เขาตั้งใจส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพราะคุณลุง คุณป้า คุณปู่ คุณย่า สามารถทำอาหาร ทำขนมอร่อยๆขาย หาเงินเลี้ยงชีพได้ โดยไม่ต้องจากบ้านเข้าไปในเมืองใหญ่ และคราวนี้ก็ได้ไปสัมผัสจริงๆค่ะ 
	ชุมชนญี่ปุ่นเริ่มเอาจริงเอาจังกับการต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ช่างซื้ออย่างนักท่องเที่ยวไทย ซึ่งน่าจะนำเงินไปใช้จ่าย รับประทานอาหาร และซื้อของกินของใช้มากมาย เริ่มมีแผ่นพับภาษาไทย มีคนฝึกพูดภาษาไทยมาช่วยต้อนรับนักท่องเที่ยว ฯลฯ
	ขอเล่าถึง เมืองเอซาชิ ที่ชุมชนของเขาต้อนรับนักท่องเที่ยวในรูปแบบเดียวกับที่ดิฉันได้เขียนถึงเมื่อไปพักโฮมสเตย์ที่เชียงใหม่ แต่ที่ญี่ปุ่นในครั้งนี้ เราพักที่โรงแรม ชาวบ้านและผู้นำชุมชน ได้สรรหากิจกรรมมาต้อนรับเราจนเรารู้สึกอบอุ่น ไม่ได้มีเพียงชุดยูกาตะให้เปลี่ยนมารับประทานอาหารเย็นเฉยๆ  แต่คุณป้า คุณน้าของชุมชน ได้มาช่วยกันแต่งตัวให้สาวๆในคณะด้วย 
	ชุดยูกาตะก็เหมือนกิโมโนค่ะ เพียงแต่เอาไว้ใส่หน้าร้อน และผ้าที่ใช้ทำก็เป็นผ้าฝ้าย สามารถสวมออกไปนอกบ้านได้เหมือนชุดทั่วไป การสวมชุดยูกาตะเต็มยศ  ต้องมีโอบิ หรือผ้ารัดเอวที่เป็นรูปโบว์ใหญ่ๆด้วย จึงจะสวย  หากสวมเฉพาะชุดยูกาตะเดี่ยวๆ ก็จะดูเหมือนเป็นชุดอยู่กับบ้าน 
	นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เสมือนเป็นงานวัด มีซุ้มเล่นเกม มีการแสดงกลองขนาดใหญ่ และรำดาบซามูไร โดยซามูไรที่เป็นที่เคารพของคนในหมู่บ้าน อายุของคุณลุงน่าจะประมาณ 75-80 ปี แต่ยังแข็งแรง มีการแสดงวิธีทำและให้ทดลองทำซูชิ ขนมโมจิ และได้สนุกกับการคีบบะหมี่โซบะเย็นจากรางไม้ไผ่มารับประทานเอง
	นอกจากความสนุกสนานแล้ว ดิฉันยังได้รับทราบข้อมูลเพิ่มเติมจากคุณรุ่งนภา คำพญา ไกด์กิตติมศักดิ์ ว่าญี่ปุ่นจัดสรรงบประมาณการศึกษาต่อหัวเท่ากันทั่วประเทศ  ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นการจัดสรรงบประมาณที่ยุติธรรมที่สุด  เด็กในชนบทมีค่าใช้จ่ายหลายด้านถูกกว่าในเมือง ก็จะได้รับสิ่งอื่นๆเพิ่มเติม เพื่อชดเชยการขาดโอกาสเรียนรู้จากสิ่งที่เมืองใหญ่ๆมี เช่นพิพิธภัณฑ์ ทำให้สามารถมีงบประมาณเดินทางไปชมพิพิธภัณฑ์ได้ มีงบประมาณซื้อหนังสือและสื่อต่างๆมาไว้ในห้องสมุดมากขึ้น มีงบประมาณจ้างครูดีๆมากสอน ฯลฯ 
	ยิ่งพอกลับมาเห็นข้อมูลที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ว่า เมื่อเปรียบเทียบเด็กไทยในจังหวัดที่ได้รับงบประมาณการศึกษาที่แตกต่างกัน พบว่าเด็กที่เรียนในพื้นที่ที่ได้รับงบประมาณการศึกษาน้อย มีผลการทดสอบความรู้คะแนนต่ำกว่าเด็กที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้งบประมาณการศึกษามากกว่าถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ก็ยิ่งตอกย้ำใหญ่เลยค่ะว่า งบประมาณที่สูงขึ้น หากวางแผนการใช้ให้เป็นประโยชน์ จะส่งผลดีต่อเด็กๆ และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการช่วยลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาวได้เป็นอย่างดี
	คนญี่ปุ่นมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้ต่ำที่สุดในเอเชียค่ะ
	อยากให้ผู้ที่จะดูแลเรื่องการปฏิรูปการศึกษาของไทยรับแนวคิดนี้ไว้พิจารณาด้วยค่ะ
	สุดท้ายที่ดิฉันอยากเล่าคือ เพิ่งไปค้นพบว่า แมวเฮลโลคิตี้ มีอายุครบ 40 ปีในปีนี้
	ดิฉันมีความหลังกับแมวคิตี้ค่ะ 
	แมวเฮลโลคิตี้เป็นตัวการ์ตูน(คาแรคเตอร์)ตัวแรก ที่บริษัทซานริโอ คิดขึ้น ในปี พ.ศ. 2517 ตอนแรกไม่ทราบจะใช้สัตว์ตัวไหน เพราะหมีก็มีดังๆหลายตัว และสำหรับหมานั้น ไม่มีตัวไหนดังเกินกว่าสนู้ปปี้ได้
	เมื่อดิฉันได้ทุนไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนภายใต้โครงการเอเอฟเอส ในปี 2520 คิตี้ แมวที่ไม่มีปาก มีหนวด 6 เส้น ติดโบว์แดง มีอายุ 3 ขวบ มีสินค้าเข้ามาขายในเมืองไทยแล้ว และดิฉันก็ซื้อเสื้อยืด เฮลโลคิตี้ จากห้างเซ็นทรัลสีลม ไปใส่ที่สหรัฐอเมริกา
	เสื้อตัวนั้นมีตัวคิตตี้ใส่เอี๊ยมนั่งอยู่ และมีคำพูดของคิตตี้สกรีนด้านหน้าตัวโต แนะนำตัวเองโดยใช้ภาษาอังกฤษที่ไม่สมบูรณ์ (เพราะญี่ปุ่นในสมัยนั้นก็ยังไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษ) ว่า “Hello Kitty! I am a white kitty cat.  Mama bought me a birthday present. It was a red ribbon.  I am as heavy as” จบแค่นี้จริงๆค่ะ
	ทุกครั้งที่ดิฉันสวมเสื้อตัวนี้ เด็กอเมริกันจะเข้ามาทักทุกที ว่าหมายความว่าอย่างไร กลายเป็นว่า ทำให้คนมีเรื่องมาคุยกับเรา ทำให้เรามีเพื่อน
	สามสิบเจ็ดปีผ่านไป คิดตี้ โกอินเตอร์ ภาษาที่ใช้สละสลวยแล้ว  เฮลโลคิดตี้ และพรรคพวกคาร์แรคเตอร์ต่างๆของซานริโอ ทำรายได้ให้กับบริษัทถึง 74,200 ล้านเยน หรือประมาณ 24,115 ล้านบาท และเป็นขวัญใจของทั้งคนรุ่นยายแบบดิฉันที่โตมาพร้อมกับคิตตี้ จนถึงรุ่นเด็กๆในปัจจุบัน
	ทำไมคิตตี้จึงไม่มีปาก  ทางซานริโอเฉลยว่า เพื่อให้แฟนๆทั้งหลาย เดาเอาเองว่า ณ ขณะนั้นคิตตี้มีอารมณ์และความรู้สึกอย่างไร เรียกได้ว่าฉลาดที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกมีส่วนร่วม ถ้าเราอยู่ในอารมณ์ที่ดี เราอาจจะรู้สึกว่าคิตตี้ยิ้ม และถ้าเด็กๆอยู่ในอารมณ์เศร้า เขาอาจจะมองว่าคิตตี้เศร้าไปด้วย
	คิตตี้จะแต่งตัวแตกต่างกันไปในแต่ละสถานการณ์ ทั้งนี้เพื่อให้แฟนๆได้ติดตามสะสม ปัจจุบันคิตตี้ปรากฏในสินค้าเกือบทุกอย่าง และอยู่บนสมุดเช็ค บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม บัตรของขวัญ ขนมเค้ก เป็นสติกเกอร์ในไลน์ และเป็นภาพอยู่บนเครื่องบิน ฯลฯ 
	เชื่อว่าเด็กทุกคน เห็นคาร์แรคเตอร์ของซานริโอแล้วต้องชอบ ไม่ชอบคิตตี้ ก็อาจจะชอบ ลิตเติลทวินสตาร์ หรือ มายเมโลดี้ หรือกบเคโระ เพราะซานริโอเข้าใจใช้ความน่ารักและสีที่อ่อนหวาน ดึงดูดลูกค้า 
	สร้างคาแรคเตอร์ให้ดังยังต้องใช้เวลาหลายสิบปี  ต้องลองผิดลองถูก ต้องปรับเปลี่ยนบุคลิกให้เข้ากับสถานการณ์และยุคสมัย ดังนั้น หากเราจะฟื้นฟูและสร้างสังคมไทยที่ดี ก็คงต้องใช้เวลา ใช้กำลังสมอง กำลังกาย กำลังใจ ของทุกๆคน และที่สำคัญต้องมีความอดทนค่ะ ทนลำบาก ทนไม่สะดวกสบาย ทนไม่ถูกใจ เพื่อให้งานใหญ่ของส่วนรวมสำเร็จ เพื่อผลระยะยาวที่ดี
	สังคมญี่ปุ่นบริหารจัดการง่ายกว่า เพราะพลเมืองของเขามีสำนึกเพื่อส่วนรวมที่แข็งแกร่ง หากเห็นว่าการกระทำของตนจะไปกระทบหรือส่งผลทางลบต่อผู้อื่นหรือต่อสังคม คนญี่ปุ่นจะหลีกเลี่ยงที่จะทำ สังคมไทยควรจะเอาอย่างค่ะ
[/size]



ตอบกลับโพส