โค้ด: เลือกทั้งหมด
คำถามที่ผู้เขียนได้รับจากคนที่รู้จักมากถัดจากคำถามที่ว่า”ซื้อหุ้นอะไรดี”โดยเฉพาะคนที่รู้ว่าเป็นผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับหุ้นและมีการบรรยายเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นนั่นคือคำถามที่ว่า”ตลาดหุ้นจะไปทิศทางไหน”
โดยส่วนใหญ่คนเล่นหุ้นมักสนใจในราคาหุ้นและทิศทางของตลาด เพราะคิดว่าถ้าตลาดหุ้นดี ราคาหุ้นก็จะขึ้น ถ้าตลาดหุ้นไม่ดี ราคาหุ้นก็จะลง จากนั้นจะได้คาดการณ์ว่าจะทำอย่างไรกับหุ้นที่ถืออยู่ดี หรือถ้าไม่มีหุ้นก็อยากจะซื้อหุ้นเก็บไว้ทำกำไรกับเขาบ้างในช่วงตลาดขาขึ้น แม้แต่นักวิเคราะห์หุ้นมักให้คำแนะนำเกี่ยวกับทิศทางของตลาดหุ้นอยู่เสมอ เช่น คาดว่าตลาดหุ้นจะเพิ่มขึ้นอีก 100 จุดหรือไม่ก็บอกว่าตลาดหุ้นอาจมีการปรับฐานอีก 100 จุดในอีกเดือนสองเดือนข้างหน้าเพราะดัชนีหุ้นเพิ่มขึ้นมามากแล้วเป็นต้น ทั้งผู้บรรยายในรายการทีวีเกี่ยวกับหุ้นหรือรายการวิทยุก็ตาม เรามักได้ยินเกี่ยวกับการทำนายทิศทางของตลาดหุ้นอยู่เสมอ ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่านักเขียนหรือผู้เชี่ยวชาญเรื่องหุ้นจะต้องเดาหรือคาดการณ์ตลาดหุ้นได้อย่างแม่นยำ
คำตอบที่ผมให้กับคนที่ถามคำถามนี้ทุกครั้งคือ”ไม่รู้และไม่ทราบครับ” หลังจากที่บอกไปแล้ว คนถามที่ได้รับคำตอบมักทำสีหน้าไม่ค่อยสู้นัก ดูๆเหมือนจะพูดในใจว่า”เป็นไปได้อย่างไร ไม่รู้ว่าตลาดหุ้นจะไปทางไหน ไหนบอกว่าเป็นคนเขียนหนังสือและได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์ คนนี้ท่าทางจะหลอกลวงเสียแล้วหละมั้ง” ส่วนใหญ่ก็จะล่าถอยไปโดยไม่ได้ถามคำถามอะไรเพิ่มเติมอีก หรือบางคนอาจจะคิดว่าแค่นี้ก็บอกไม่ได้ ไม่มีน้ำใจให้คนอื่นๆเลย คนไทยหรือเปล่าเป็นต้น
ในความเป็นจริง ผมไม่สามารถบอกได้จริงๆว่าตลาดหุ้นจะไปทิศทางไหน และไม่เคยคิดที่จะคาดเดาทิศทางของตลาดเลย เคยมีคนถามนักเก็งกำไรระดับพันล้านท่านหนึ่งว่าตลาดหุ้นจะไปทางไหน เขาตอบว่า”ไม่รู้ พรุ่งนี้เช้าตลาดเปิดถึงจะตอบได้” นั่นเป็นเพราะไม่มีใครรู้ได้จริงๆว่าตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรในวันถัดไปหรือในเดือนถัดไป
เหตุผลที่ไม่คาดเดาตลาดนั้นเพราะโอกาสที่เราจะเดาผิดมีมากถึง 50 เปอร์เซนต์ ถ้าเราคาดว่าตลาดหุ้นจะขึ้น ทำให้เราตัดสินใจซื้อหุ้นไว้เพื่อรอขายเวลาตลาดปรับตัวสูงขึ้น แต่ในความเป็นจริงตลาดหุ้นกลับปรับตัวลดลง อาจทำให้การลงทุนที่ลงทุนไว้ขาดทุนได้ แต่ถ้าคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นจะลง ทำให้เราไม่ซื้อหุ้นไว้ในพอร์ตเพราะกลัวว่าราคาหุ้นจะตก แต่ในความเป็นจริง ตลาดหุ้นกลับปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้เราพลาดโอกาสในการลงทุนไปได้เหมือนกัน
บางคนอาจมีคำถามว่าแล้วถ้าไม่สนใจทิศทางตลาดหุ้นแล้วจะลงทุนในตลาดหุ้นได้อย่างไร สำหรับนักเก็งกำไรแล้ว ทิศทางของตลาดหุ้นเป็นสิ่งสำคัญเพราะหมายถึงกำไรและขาดทุนได้ในเพียงเสี้ยววินาที แต่สำหรับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าแล้ว ทิศทางของตลาดอาจไม่มีความหมายอะไรมากนักและไม่มีความจำเป็นต้องไปคาดเดาแต่อย่างใด วอร์เรน บัฟเฟตเคยกล่าวไว้ว่าเวลาที่เขาลงทุนในหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เขาไม่คาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจอีกห้าปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรหรือตลาดหุ้นในอีกห้าปีสิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แม้แต่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นในอีกหนึ่งปีข้างหน้า บัฟเฟตก็ยังไม่สนใจ แต่สิ่งที่เขาสนใจคือผลประกอบการของบริษัทที่เขาจะลงทุนนั้นในอีกห้าปีหรือสิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร บริษัทจะยังมีความสามารถในการแข่งขันเหมือนเดิมหรือไม่ มีคู่แข่งเข้ามาในอุตสาหกรรมมากขึ้นทำให้บริษัทที่สนใจจะลงทุนแย่ลงไปหรือไม่ ยอดขายของบริษัทจะเป็นอย่างไร ต้นทุนในการดำเนินงานมากขึ้นแค่ไหน ผู้บริหารมีความสามารถในการนำพาธุรกิจนี้เติบโตไปได้อีกเท่าไหร่ บริษัทไหนที่เขาไม่สามารถคาดการณ์อนาคตของบริษัทได้ด้วยตัวเอง เขาจะไม่ลงทุนเลย อย่างเช่น บริษัทไอทีทั้งหลายซึ่งเขาบอกว่าเขาไม่มีความสามารถในการเข้าใจและพยากรณ์อนาคตของบริษัทได้ ซึ่งในความเป็นจริงก็เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น บริษัทโนเกียที่เคยยิ่งใหญ่กลับต้องเกือบล้มละลายภายในไม่กี่ปีเพราะตามเทคโนโลยี่สมาร์ทโฟนไม่ทัน
ดังนั้นถ้าท่านอยากจะหันมาเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าควรเลิกให้ความสำคัญกับทิศทางของตลาดหุ้นและหันมาสนใจในทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่สนใจจะลงทุนจะดีกว่า ที่สำคัญกรุณาอย่าถามผมว่าตลาดหุ้นจะไปทางไหน เพราะคำตอบนั้นไม่สามารถรู้ได้จริงๆ