โค้ด: เลือกทั้งหมด
บทสรุปหนึ่งของฟองสบู่ตลาดหุ้นในบทความที่แล้ว คือความน่าประหลาด ที่แม้ว่าแต่ละเหตุการณ์จะห่างกันเป็นสิบเป็นร้อยปี แต่มันก็ยังคงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อยู่เสมอ ยังคงมีคนซื้อหุ้นราคาแพงเหลือเชื่อไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ยิ่งไปกว่านั้นการลงทุนแบบเน้นคุณค่าและหลักการลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ ที่ซับซ้อนก็เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แต่ก็ยังคงมีฟองสบู่เกิดขึ้นอีกหลายต่อหลายครั้ง นี่คือประวัติศาสตร์ตของตลาดหุ้นที่เราอาจจะเพียงแค่อ่านผ่าน ๆ ตา โดยหารู้ไม่ว่าในแต่ละฟองสบู่นั้น มันยาวนาน และสร้างบาดแผลทางความรู้สึกและความมั่งคั่งของนักลงทุนจำนวนมาก
สิ่งสำคัญอาจจะไม่ใช่ว่า “ฟองสบู่ลูกต่อไป” จะมาเมื่อไหร่ ตลาดหุ้นไทยเริ่มจะเป็นฟองสบู่แล้วหรือยัง แต่มันคือเราเรียนรู้อะไรฟองสบู่ลูกก่อน ๆ และเข้าใจเตรียมตัวไว้อย่างไรต่างหาก ซึ่งอาจจะมีมุมมองสำคัญ ๆ ดังนี้ครับ
1. ความถี่ของฟองสบู่ หากดูประวัติประเทศสหรัฐอเมริกา ฟองสบู่ขนาดใหญ่แต่ละครั้งในอดีตห่างกันเกือบช่วงชีวิตของคน เช่น ฟองสบู่ปีช่วง 1920 กว่าจะเกิดขึ้นอีกคือปี 1973 และเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2000 ซึ่งนักลงทุนในแต่ละช่วงเป็นคนละกลุ่มและต่างไม่มีประสบการณ์ของฟองสบู่ครั้งก่อน ๆ จึงทำให้ฟองสบู่ลูกใหม่ เกิดกับคนกลุ่มใหม่ ๆ ที่ไม่เคย “เจ็บตัว” จากฟองสบู่ครั้งก่อน ๆ
แต่ในระยะหลัง ๆ ฟองสบู่เริ่มถี่ขึ้น สาเหตุคงเป็นเพราะพลวัตของเศรษฐกิจ และภาคการเงิน เกิดการเชื่อมโยงของการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น ดังนั้นฟองสบู่มุมหนึ่งของโลกก็จะกระทบอีกมุมหนึ่ง เช่นฟองสบู่จากภาคอสังหาฯหรือวิกฤต Subprime ของสหรัฐเป็นต้น และอีกเหตุผลหนึ่งคือ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้การประเมินมูลค่าของกิจการบางประเภทเป็นไปได้ยาก ฟองสบู่ย่อย ๆ ในแต่ละอุตสาหกรรมจึงจะมีได้มากกว่าแต่ก่อน ดังนั้นในอนาคต นักลงทุนมีความเสี่ยงที่จะเจอวิกฤตมากกว่าหนึ่งครั้ง ฟองสบู่มากกว่าหนึ่งลูก และจะมีลักษณะเป็นฟองสบู่เฉพาะกลุ่มมากขึ้น
2. นักลงทุนไร้เหตุผลในภาวะฟองสบู่หรือไม่? ข้อสรุปจากงานวิจัยจำนวนมากบ่งบอกว่านักลงทุนทุกคนในภาวะฟองสบู่ “ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีเหตุผล” แม้ว่าราคาหุ้นอาจจะดูแพงอย่างไร้เหตุผลในขณะนั้น อันที่จริงราคาที่แพงสุดกู่มักจะมีเรื่องราวที่มี “เหตุผล” เพียงพอที่จะทำให้การลงทุนดูสมเหตุสมผลคุ้มค่าที่จะเสี่ยง แต่ในภาวะฟองสบู่เหตุผลดังกล่าวจะถูกขยายขึ้นด้วยอคติทางการรับรู้ (Cognition Bias) กลไกที่สมองเราเลือกที่จะรับรู้ในสิ่งที่เข้าข้างความคิดตัวเอง ฟังคนที่คิดเหมือนกับตัวเอง ซึ่งทำให้คนที่คิดแตกต่างค่อย ๆ คิดเหมือนกัน จนเกิดฟองสบู่ขนาดใหญ่ในท้ายสุด คือเป็นเหตุการณ์ทุกคน “เชื่อ” เหมือนกันอย่างสมบูรณ์ อีกเหตุการณ์หนึ่งที่พบบ่อย ๆ คือ เราคิดว่าเราเก่งกว่าคนอื่น ในเกม “Greater Fool” เราจะคิดว่าไม่สำคัญว่าเราจะซื้อหุ้นแพงเท่าไหร่ ขอแค่เราหาคนที่ “โง่กว่า” หรือ “ยอมจ่ายแพงกว่า” เราก็จะปลอดภัย ทุกคนในเกมนี้จะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเราจะไม่ได้เป็น “คนสุดท้าย” และสามารถหนีจากฟองสบู่นี้ทัน ซึ่งผลลัพท์มักจะเป็นไปทางตรงกันข้ามเสมอ ๆ
3. อะไรคือกับดัก? เหตุผลที่เป็นข้อสนับสนุนอคตินั้น มักจะมาด้วยคำว่า “โอกาส” ใหม่ ๆ เช่น โอกาสของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเปลี่ยนโลกได้ เช่นฟองสบู่อเมริกันหรือฟองสบู่อินเตอร์เน็ต โอกาสในภูมิภาคใหม่ ๆ เช่นฟองสบู่หุ้นในเอเชีย หรือโอกาสของตลาดใหม่ ๆ ด้วยสินค้าใหม่ ๆ โอกาสเหล่านี้จะเป็นเหตุผลชั้นดีที่บอกว่ามูลค่าหุ้นในอนาคตจะสูงมาก ธรรมชาติของตลาดหุ้นนั้นจะมี “Story” หรือ “เรื่องราวที่ Sexy” เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนเสมอ ๆ หากมองย้อนหลังกลับไปโอกาสในเชิงธุรกิจหลาย ๆ อย่างก็เป็นจริงตามที่นักลงทุนคาดการณ์เอาไว้ คืออุตสาหกรรมโตและยิ่งใหญ่มากในเวลาหลายสิบปีต่อมา แต่ส่วนที่คาดการณ์ได้ยากกว่ามากคือ “ใครจะเป็นผู้ชนะ” เพราะบางครั้งผู้ชนะอาจจะมีคนเดียวท่ามกลางความพ่ายแพ้ของคนจำนวนมาก อย่างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เช่น Intel หรืออุตสาหกรรมไอทีอย่าง Google ใครที่ลงทุนบริษัทอื่น ๆ ในเวลานั้นอาจจะเหลือแค่ใบหุ้นติดข้างฝา หรือในบางอุตสาหกรรมอาจจะไม่มีผู้ชนะเลยเพราะไม่มีใครได้เปรียบในเชิงแข่งขันกันอย่างชัดเจน เช่นธุรกิจสายการบิน แปลว่าโอกาสใหม่ ๆ บางอย่าง อาจจะเป็นโอกาสของคนอื่น แต่ไม่ใช่โอกาสสำหรับ “นักลงทุน”
4. อะไรคือสิ่งคุ้มครองนักลงทุนในสภาวะฟองสบู่? ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต เราจะรู้สึกปลอดภัยเมื่อเราอยู่กันเป็นกลุ่ม มีคนคิดเหมือนกับเรา หรือเราไม่แตกแยก สำหรับการลงทุนแล้วนี่ไม่ใช่วิธีการที่ดี มันไม่สำคัญอะไรว่าคุณจะคิดเหมือนคนอื่น หรือคิดแตกต่างกัน เพราะพฤติกรรมหมู่จะนำไปสู่ความสุดโต่งทั้งสองด้าน ไม่เพียงแต่ตลาดหุ้นที่เป็นฟองสบู่ แต่รวมถึงสภาวะหุ้นเงียบเหงาและไร้ความหวัง ส่วนสำคัญคือความคิดเป็นเหตุเป็นผลที่เป็นอิสระต่อความคิดของผู้อื่นต่างหาก อีกทั้งเราไม่จำเป็นต้องใช้หลักวิชาการที่ซับซ้อนเพื่อคำนวณหามูลค่าหุ้น วิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค วิเคราะห์กระแสเงิน หรืออะไรที่มันฟังดูยาก ๆ เลย สิ่งที่ใช้ได้ดีมาตลอดมักจะเป็นความเรียบง่าย หนังสือเล่มเดิม ๆ ความคิดพื้นฐานเดิม ๆ ตามตำราการลงทุนแบบเน้นคุณค่าซึ่งมีอายุเกือบจะร้อยปีแล้ว เป็นวิธีการที่ทำให้บัฟเฟตต์รอดพ้นจากวิกฤตใหญ่ ๆ สองครั้ง คือวิกฤตปี 1973 และวิกฤตดอตคอม และทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดูเหมือนไม่หวือหวาในแต่ละปี สร้างมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ในระยะยาว และเป็นเครื่องยืนยันอย่างหนึ่งว่าการรอดจากวิกฤตสำคัญยิ่งกว่าผลตอบแทนในแต่ละปีครับ