โค้ด: เลือกทั้งหมด
ครั้งที่แล้วผมเขียนถึงภูมิหลังและประเด็นปัญหาของการบังคับใช้พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 2542 ซึ่งผมสรุปว่าเป็นกฎหมายที่จำกัดขอบเขตของการลงทุนของต่างชาติอย่างมาก เพราะมีธุรกิจและอาชีพที่ห้ามต่างชาติประกอบธุรกิจอยู่มากมาย
แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลไทยก็ต้องการส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจไทย จึงได้บังคับใช้กฎหมายในลักษณะที่ทำให้ต่างชาติมั่นใจว่าการจะปฏิบัติตามคำนิยามของความเป็นบริษัทไทยนั้นจำเป็นเพียงต้องจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้นให้คนไทยถือหุ้น 51% หรือมากกว่านั้นเป็นหลัก โดยรัฐบาลไทยจะไม่นำประเด็นอื่นๆ มาพิจารณา เช่น สิทธิในออกเสียงผู้ถือหุ้นหรืออำนาจในการบริหาร เป็นต้น ทำให้ต่างชาติอาศัยโครงสร้างการถือหุ้นดังกล่าวมาจัดตั้งนิติบุคคลในประเทศไทยในธุรกิจหลายประเภท ซึ่งน่าจะรวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริการด้านต่างๆ ที่พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าวมิได้อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจได้ ดังนั้น เมื่อมีความพยายามแก้ไขพ.ร.บ.ดังกล่าวในปี 2007 จึงได้มีการแสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจนจากนักธุรกิจต่างประเทศและในทำนองเดียวกันนักธุรกิจต่างประเทศก็กำลังคัดค้านความพยายามแก้ไขพ.ร.บ.นี้อีกครั้งในขณะนี้
เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายสนับสนุนการแก้ไขพ.ร.บ.ก็คงจะมีความเชื่อมั่นในความถูกต้องของการแก้ไขให้เกิดความชัดเจนตามความเป็นจริงและตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการจำกัดการทำธุรกิจของคนต่างด้าว เพราะหากตรวจสอบอำนาจการบริหารธุรกิจและแหล่งเงินทุนของบริษัทดังกล่าวก็จะเห็นได้โดยง่ายว่าเป็นบริษัทต่างชาติ ไม่ใช่บริษัทไทย โดยอ้างได้ด้วยว่าการตรวจสอบอำนาจการบริหารการลงคะแนนเสียงและแหล่งเงินทุนนั้นก็เป็นการปฏิบัติตามหลักสากล ดังนั้น จึงควรปรับการบังคับใช้กฎหมายของไทยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว
สำหรับผลกระทบที่จะตามมานั้นก็คงจะมีค่อนข้างมาก เพราะเป็นไปได้ว่าหากมีการแก้กฎหมายตามแนวทางข้างต้นก็อาจทำให้บริษัท “ไทย” หลายพันบริษัทเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัท “ต่างด้าว” แบบข้ามคืนและคงจะต้องถูกตรวจสอบและจำกัดการทำธุรกิจ (หรืออาจต้องเลิกทำธุรกิจในทันที) ตามที่กำหนดเอาไว้ในภาคผนวก 1, 2 หรือ 3 ซึ่งจะเกิดความไม่แน่นอนในอย่างน้อย 2 มิติคือ 1. ไม่แน่ใจว่าจะมีบริษัทที่จะเปลี่ยนสถานะจาก “ไทย” เป็น “ต่างด้าว” กี่พันบริษัท 2. การตรวจสอบเพื่อยืนยันสถานะของบริษัทที่คลุมเครือนั้นจะใช้เวลานานเท่าไหร่และโปร่งใสสุจริตมากน้อยเพียงใด และอาจมีการร้องเรียนและกล่าวหาจากบริษัทคู่แข่งให้ตรวจสอบความเป็นบริษัทไทยหรือไม่ของบริษัทหลายแห่ง ความไม่แน่นอนนี้อาจส่งผลในเชิงลบกับการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างมาก เพราะนอกจากบริษัทที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันจะประสบปัญหาแล้ว ผู้ที่ตั้งใจจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยก็คงจะต้องรีรอหรืออาจขาดความมั่นใจและยกเลิกการลงทุนไปเลยก็ได้
แนวทางที่อาจลดผลกระทบดังกล่าวที่ได้เคยมีการเสนอแนะคือการอนุญาตให้บริษัทที่ดำเนินการอยู่แล้วสามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อไป แต่แนวทางนี้ก็อาจมีปัญหาในเชิงปฏิบัติ เช่น หากบริษัทดังกล่าวจะต้องการเพิ่มทุนเพื่อขยายกิจการจะสามารถทำได้หรือไม่เพียงใด หรือหากจะขายกิจการจะรักษาสิทธิดังกล่าวให้กับผู้ซื้อต่างชาติรายใหม่หรือไม่ เป็นต้น อีกแนวทางหนึ่งคือการให้คำมั่นสัญญาว่าจะเปิดเสรีธุรกิจต่างๆ โดยไม่ชักช้าและเป็นระบบ แต่ก็เป็นการเพิ่มความไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลไทยไม่ได้เคยแก้ไขภาคผนวกเพื่อเปิดเสรีการทำธุรกิจให้กับต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
ข้อเสนอเพื่อปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าวตามที่เป็นข่าวนั้นต้องการให้คำนึงถึงอำนาจการลงคะแนนเสียงอำนาจการบริหารและแหล่งเงินทุน รวมทั้งการบังคับใช้มาตราที่ห้ามคนไทยทำตัวเป็นนอมินีของต่างชาติ ซึ่งหากเป็นไปตามแนวทางข้างต้นก็จะต้องกระทบต่อธุรกิจของต่างประเทศหลายพันแห่งในไทย และจะจำกัดขอบเขตและลู่ทางในการลงทุนเพิ่มเติมของต่างชาติ กล่าวคือ กรอบนโยบายที่กำหนดโดยรัฐมนตรีพาณิชย์ว่าการปรับปรุงกฎหมายนั้นจะต้องเป็นการส่งเสริมการลงทุน ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและอำนวยความสะดวกมากขึ้น คงจะทำให้เกิดขึ้นได้ยากมากในทางปฏิบัติ เว้นแต่จะมีการปรับลดธุรกิจที่ห้ามต่างชาติดำเนินการออกจากภาคผนวก 1, 2 และ 3 เป็นจำนวนมาก ซึ่งผมเข้าใจว่าคงจะถูกคัดค้านอย่างกว้างขวางโดยธุรกิจไทย จึงยากที่จะหาข้อสรุปที่เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายได้ในระยะเวลาที่รวบรัดเพื่อป้องกันมิให้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนจากต่างประเทศ
บางคนอาจต้องการยืนยันว่าควรจะบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามเจตนารมณ์และ “ความถูกต้องในหลักการ” โดยหากได้รับผลกระทบบ้างก็น่าจะยอมรับได้เพราะเป็นการทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของ “คนไทย” ซึ่งตรงนี้มีประเด็นที่ต้องแบ่งแยกระหว่างอาชีพกับการทำธุรกิจ เช่น พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวนี้ห้ามคนต่างด้าวประกอบอาชีพบางประเภท เช่น เป็นช่างตัดผมหรือเป็นช่างทำเครื่องดนตรีไทยที่อาจมองได้ว่าเป็นการคุ้มครองอาชีพให้คนไทย (แต่ผมเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะหากมีการแข่งขันมากขึ้นก็จะทำให้สินค้าและบริการมีคุณภาพสูงขึ้นและราคาถูกลง จึงจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริโภคซึ่งก็เป็นคนไทยเหมือนกัน) อีกส่วนหนึ่งคือการห้ามต่างชาติทำธุรกิจบางประเภท เช่น การขนส่งภายในประเทศ ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของอาชีพและเป็นการประกอบธุรกิจซึ่งต้องใช้ปัจจัยการผลิตหลายด้าน เช่น เงินทุน เทคโนโลยี ศักยภาพในการบริหารและประสบการณ์ เป็นต้น
ดังนั้น หากเราห้ามต่างชาติทำธุรกิจก็เท่ากับการกีดกันเงินทุน เทคโนโลยีและการบริหารที่มีศักยภาพ ซึ่งย่อมจะเป็นผลเสียกับ “คนไทย” ที่ควรจะมีโอกาสทำงานในบริษัทต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญระดับสากล ซึ่งต้องยอมรับว่าบริษัทดังกล่าวสามารถผลิตสินค้าและบริการที่ดีกว่าและสูงกว่าและให้สวัสดิการพนักงานได้มากกว่า เพราะหากต่างชาติทำธุรกิจดังกล่าวได้ไม่ดีเท่ากับบริษัทไทย ก็คงจะไม่สามารถข้ามน้ำข้ามทะเลมาประกอบธุรกิจในประเทศไทยได้ ดังนั้นการบังคับให้ต่างชาติต้องถือหุ้นเพียง 49% ก็คือการบังคับให้ต่างชาติที่มีฝีมือในการบริหารและมีเทคโนโลยีที่ดี (จึงทำให้เงินทุนของเขามีผลตอบแทนสูงกว่า) ต้องมา “อุ้ม” ทุนไทยให้มีส่วนแบ่งกำไรจากการทำธุรกิจในประเทศไทยทั้งๆ ที่ทุนไทยมิได้มีศักยภาพในการทำกำไรให้กับทุนต่างชาติ เพราะหากมีศักยภาพจริง ทุนต่างชาติก็คงเชื้อเชิญทุนไทยมาร่วมลงทุนโดยสมัครใจและไม่ต้องอาศัยกฎหมายบังคับสัดส่วนการลงทุนแต่ประการใด
อีกกรณีหนึ่งคือการที่ต่างชาติใช้โครงสร้างการถือหุ้นที่อาศัยคนไทยเป็นนอมินีคือการถือครองอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในกรณีนี้มีการร้องเรียนได้ว่าทุนต่างประเทศทำให้ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ไทยสูงขึ้นมาก ทำให้ราคาสูงเกินกว่าที่คนไทยจะมีเงินมาซื้อได้ แต่หากห้ามต่างชาติถือครองก็จะทำให้การถือครองอสังหาริมทรัพย์ไม่เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้และยังจะกระทบต่อการเชื้อเชิญให้ต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยและใช้จ่ายเงินซึ่งเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอีกด้านหนึ่ง บางประเทศ เช่น อังกฤษและสิงคโปร์ใช้การเข้ามาอาศัยอยู่และประกอบอาชีพของคนต่างชาติที่มีฐานะดีมาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ก็จะส่งผลกระทบต่อคนพื้นเมืองที่มีกำลังซื้อต่ำกว่า ทำให้รัฐบาลต้องให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ต้องสามารถซื้อบ้านอยู่อาศัยเองได้ด้วย