มองต่างมุมเกี่ยวกับราคาน้ำมัน (1)/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

มองต่างมุมเกี่ยวกับราคาน้ำมัน (1)/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ ก.พ. 09, 2015 1:04 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

ครั้งที่แล้วผมเสนอว่าหากจะมองต่างมุมเกี่ยวกับราคาน้ำมันก็จะต้องลงมือวาดรูปเส้นอุปสงค์และอุปทานจึงจะทำให้เข้าใจชัดเจนมากขึ้นว่าการมองการลดลงของราคาน้ำมันในแง่ดีนั้นคือการมองว่าเส้นอุปทานขยับไปทางขวา ในขณะที่เส้นอุปสงค์อยู่นิ่ง แปลเป็นภาษาปกติว่าปริมาณการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นในทุกๆ ราคา ทำให้ราคาลดลงและมีการผลิตและบริโภคมากขึ้น ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องที่ดีกับประชาชนและเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอนเพราะสินค้าราคาถูกลงและคนทุกคนสามารถบริโภคได้มากขึ้น แต่หากมองต่างมุมก็จะต้องประเมินว่าราคาน้ำมันที่ลดลง 50% ในระยะเวลาเพียง 6 เดือนนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลของอุปสงค์ที่อ่อนแอใช่หรือไม่และหากเป็นเช่นนั้นจะไปหวังว่าอุปสงค์จะฟื้นตัวในเร็ววันก็อาจจะเป็นเรื่องยาก 

บางคนมาคุยกับผมว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์จึงวิเคราะห์ให้ชัดเจนและให้คำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียวไม่ได้ เรื่องนี้ขอนอกเรื่องกลับไปสมัยประธานาธิบดีจอห์นสันของสหรัฐเมื่อเกือบ 50 ปีมาแล้วว่าทำไมจึงหานักเศรษฐศาสตร์ที่มีแขนเพียงข้างเดียวไม่ได้เพราะนักเศรษฐศาสตร์มักจะตอบว่า on the one hand but on the other hand

กรณีราคาน้ำมันนั้น นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าราคาน้ำมันที่ปรับลดลง เป็นผลมาจากการเพิ่มของอุปทานเกินความต้องการของอุปสงค์ (overproduction) กล่าวคือหากวาดรูปออกมาจะเห็นเส้นอุปทานขยับออกไปทางขวา แปลว่าราคาน้ำมันจะลดลงและปริมาณการผลิตจะเพิ่มขึ้น ซึ่งเราจะสามารถพิสูจน์ข้อสรุปดังกล่าวได้เพราะจะมีตัวเลขการผลิตและการใช้น้ำมันออกมา ซึ่งปัจจุบันมีตัวเลขถึงเดือนกันยายน 2014 แล้ว แนวโน้มคือปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 90.82 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนธันวาคม 2013 มาเป็น 94 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3.5% ซึ่งเพิ่มจากอัตราการขยายตัวปกติคือ 2-3% ต่อปีซึ่งไม่มากนัก พูดกันง่ายๆ คือทำไมการผลิตเพิ่มมากกว่าปกติเพียง 0.5-1.5% ต่อปี จึงจะทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงไป 50% ในเชิงวิชาการแปลว่าอุปสงค์น้ำมันมีความยืดหยุ่นต่ำมาก (inelastic demand) เช่นหากราคาลดลง 50% ทำให้ปริมาณบริโภคเพิ่มขึ้นเพียง 1.5% ก็แปลว่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์เท่ากับ -0.03 เท่านั้นเอง

คนที่อ่านข้างต้นอย่างละเอียดจะท้วงว่าผมมีตัวเลขการผลิตมาอ้าง แต่ต้องไปดูตัวเลขการใช้น้ำมัน (อุปสงค์) ซึ่งหากต่ำกว่าตัวเลขการผลิตก็แปลว่าสต็อกน้ำมันต้องเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น จึงจะไม่ต้องแปลกใจมากนักหากในปี 2015 นี้นักลงทุนจะพะวงติดตามดูการประกาศตัวเลขสต็อกน้ำมันอย่างใกล้ชิดและราคาน้ำมันก็อาจปรับตัวขึ้น-ลงในทิศทางตรงกันข้ามกับการขึ้น-ลงของสต็อกน้ำมัน กล่าวคือเมื่อประกาศว่าสต็อกเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันก็จะปรับตัวลง เป็นต้น

บางคนอาจท้วงว่าในระยะสั้นนั้นการที่เส้นอุปสงค์มีความยืดหยุ่นต่ำนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ กล่าวคือในระยะยาวเมื่อมีเวลาปรับตัว อุปสงค์ก็จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น คือเมื่อเวลาผ่านไปสัก 12 เดือนหากราคาน้ำมันลดลงไป 50% ก็ไม่น่าแปลกใจหากความต้องการน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 20% เป็นต้น ดังนั้น จึงควรรอดูสถานการณ์ต่อไปอย่างมั่นใจว่าอุปสงค์จะต้องปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

คำถามหรือข้อท้วงติงข้อสุดท้ายในเชิงวิชาการคือหากเส้นอุปสงค์มีความยืดหยุ่นต่ำมากดังที่กล่าวข้างต้นแล้วทำไมกลุ่มโอเปกนำโดยซาอุดีอาระเบียจึงจะไม่ยอมลดการผลิตเพียงเล็กน้อยเพื่อขับเคลื่อนราคาให้ปรับสูงขึ้นอย่างมาก เช่น หากสมมุติว่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์โดยรวมของน้ำมันเท่ากับ -0.03 แต่ของโอเปกสูงกว่าคือ -0.3 (เพราะ shale ของสหรัฐจะเข้ามาแย่งลูกค้าไปส่วนหนึ่ง) โอเปกก็จะยังได้ประโยชน์จากการลดการผลิตเพราะหากลดการผลิตลงไป 3% ก็จะทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น 10% เป็นต้น กล่าวคือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จะมีข้อสรุปว่าผู้ผลิตที่มีอำนาจผูกขาดจะไม่ตั้งราคาบนเส้นอุปสงค์ที่มีความยืดหยุ่นต่ำกว่า -1 โดยจะลดกำลังการผลิตจนกระทั่งการปรับขึ้นของราคาไม่คุ้มกับการลดลงของปริมาณสินค้าที่ขาย ทั้งนี้ ภายใต้กรอบของต้นทุนการผลิต (the monopolist will not produce at the inelastic portion of the demand curve)

ด้วยเหตุนี้เองหลายคนจึงไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมซาอุดีอาระเบียและกลุ่มโอเปกซึ่งมีอำนาจผูกขาดในระดับหนึ่งจึงไม่สามารถตกลงกันที่จะลดปริมาณการผลิตลงเพียง 2-3% (หรืออย่างมากก็ 5%) เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ราคาน้ำมันต้องปรับลดลงถึง 50% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น หลายคนจึงเชื่อว่าโอเปกมีเหตุผลระยะสั้นบางประการ เช่นต้องการ “จัดการ” กับ shale oil และ/หรือรัสเซีย (กับอิหร่านซึ่งเข้ามามีบทบาททางการเมืองและการทหารซึ่งกำลังเปลี่ยนดุลอำนาจในตะวันออกกลางจึงเชื่อมั่นว่าการปรับลดลงของราคาน้ำมันนั้นเป็นการปรับลดชั่วคราวคือคาดการณ์ว่าภายในครึ่งหลังของปีนี้ราคาน้ำมันก็น่าจะปรับตัวกลับขึ้นไปที่ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)

ในตอนต่อไปผมจะเสนอแนวคิดที่มองต่างมุมว่าราคาน้ำมันอาจจะอยู่ที่ระดับต่ำคือ 40 ดอลลาร์ต่อไปอีกหลายปีก็เป็นได้ครับ
[/size]



ตอบกลับโพส