แปลงรูปด้วยนวัตกรรม/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

แปลงรูปด้วยนวัตกรรม/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ พ.ค. 25, 2015 2:01 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    ในสัปดาห์ที่ผ่านมาสมาคมจัดการธุรกิจประเทศไทยได้จัดดินเนอร์ทอล์คในหัวข้อ “ขับเคลื่อนสู่การแปลงรูปด้วยนวัตกรรม” (Driving Transformation through Innovation) โดย คุณ อัลเลน คูลแมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ EI du Pont de Nemours & Company หรือ ดูปองท์

    โปรดสังเกตว่า ผู้จัดงานใช้ศัพท์คำว่า “Transform” ไม่ใช่ “Change” โดยนัยยะคือเป็นการเปลี่ยนรูป เปลี่ยนสภาพ ซึ่งมากกว่าการเปลี่ยนแปลงโดยทั่วไป

    ดูปองท์ เป็นกิจการที่ก่อตั้งในปี 1802 โดย อี.ไอ.ดูปองท์ (E.I. du Pont) บุตรชายคนรองของ ปิแอร์ เซมูอัล ดูปองท์ ซึ่งเกิดในครอบครัวช่าวทำนาฬิกา พ่อของอีไอ เป็นนักเศรษฐศาสตร์และในภายหลังได้เป็นข้าราชการรับใช้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 

    อีไอเองสนใจเรื่องวัตถุระเบิดตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น โดยเมื่ออายุ 14 ปีได้ทำรายงานเกี่ยวกับการผลิตดินปืน และได้ศึกษาเรื่องการผลิตวัตถุระเบิดชั้นสูงจากนักเคมีชื่อดัง

    หลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศส อีไอ หยุดงานวัตถุระเบิด ไปช่วยกิจการโรงพิมพ์เล็กๆของพ่อ และการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ส่งผลให้มีกลุ่มม๊อบทำลายโรงพิมพ์ และพ่อลูกถูกจับเข้าคุกเป็นช่วงเวลาสั้นๆ  ในปลายปี 1799 ครอบครัวดูปองท์จึงอพยพไปอเมริกา

    เขากลับไปฝรั่งเศสอีกเพียงครั้งเดียว เพื่อไประดมทุนและซื้ออุปกรณ์ทำดินปืนรุ่นล่าสุด เพื่อตั้งโรงงานผลิตดินปืนในอเมริกา ในปี 1802 นั่นคือกำเนิดของบริษัทดูปองท์

    คุณพ่อปิแอร์เขียนหนังสือเศรษฐศาสตร์เรื่องการค้าเสรี และเป็นผู้ที่มีส่วนเป็นแรงบันดาลใจให้อดัม สมิท เขียนหนังสือ Wealth of the Nation จนโด่งดังมาจนทุกวันนี้  นอกจากนี้คุณพ่อปิแอร์ยังเป็นผู้มีส่วนร่วมในการประวัติศาสตร์การก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกันอยู่หลายตอน รวมถึงการเจรจาซื้อมลรัฐหลุยเซียน่า จากฝรั่งเศสด้วย

    บริษัท อีไอ ดูปองท์ จึงเริ่มจากการธุรกิจวัสดุระเบิด ด้วยการผลิตดินปืน เขาเน้นเรื่องความซื่อสัตย์ คุณภาพของสินค้า ความปลอดภัย และการวิจัย ลูกหลานของดูปองท์ได้สืบทอดกิจการกันมาหลายรุ่น จนกระทั่งปี 1902 ครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้ง คนในครอบครัวตัดสินใจที่จะขายธุรกิจให้กับคู่แข่ง แต่ลูกพี่ลูกน้องวัยหนุ่มสามคน คือ โทมัส โคลแมน ดูปองท์ (หลานของอีไอ) กับลูกพี่ลูกน้องอีกสองคนคือ อัลเฟรด และ ปิแอร์ ตัดสินใจขอซื้อหุ้นของบริษัทคืนจากญาติคนอื่นๆ และได้ปรับมาเป็นบริษัทเคมี ทำธุรกิจกว้างขึ้น 

    ลูกหลานหลายคนในครอบครัวดูปองท์เรียนจบทางด้านเคมี จึงมีความสนใจในการทำวิจัยสืบเนื่องมาตลอด และบริษัทได้พิสูจน์ตัวเองในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อสหรัฐอเมริกาถูกปิดการเข้าถึงความชำนาญทางเคมีของบริษัทในเยอรมนี ดูปองท์จึงได้ขยายไปเปิดห้องแลปเคมีย้อมในรัฐนิวเจอร์ซี่

    งานวิจัยของบริษัทที่ดังฮือฮาไปทั่วโลก คือการผลิตใยสังเคราะห์ล้วนประเภทแรกในโลก ที่เรียกว่า ไนลอน (Nylon) ในปี 1935 โดยบริษัทได้สร้างโรงงานเพื่อผลิตเส้นใยขายในปี 1939 และพัฒนามาผลิตเป็นถุงน่องขายในปี 1940 มีคนเข้าแถวยาวเหยียดรอซื้อถุงน่องไนลอน คล้ายๆกับคนเข้าแถวรอซื้อ ไอโฟนรุ่นใหม่ในปัจจุบันเลยค่ะ

    ไนลอนได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นสายคาด และเข็มขัดนิรภัยในรถบรรทุก และพัฒนาเป็นเส้นใยของพรม ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมพรม ในช่วงปี 1959-1960 และหลังจากนั้น เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของคนในโลกก็เปลี่ยนไป จากที่เคยทำด้วยฝ้าย ไหม และขนสัตว์ ก็มีใยสังเคราะห์ขึ้นมาปน ทำให้เสื้อผ้ามีราคาถูกลงด้วย

    งานวิจัยที่ทำเงินในทศวรรษ 1930 เริ่มทำเงินได้น้อยลงในทศวรรษ 1960 ดูปองท์จึงต้องหันไปวิจัยด้านวัสดุก่อสร้างและอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม

    งานวิจัยของดูปองท์แบ่งออกเป็นสองแบบคือ งานวิจัยประยุกต์ (Applied Research)เป็นงานวิจัยเพื่อพัฒนาสินค้าใหม่ และหาแนวทางใหม่ในการใช้สินค้าที่มีอยู่ กับงานวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) ซึ่งเป็นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ โดยเชื่อว่า การวิจัยพื้นฐานนี้ จะทำให้บริษัทสามารถหาโอกาสใหม่ๆได้

    แต่กิจการต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่ออยู่รอด ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษที่ 1970 และการแข่งขันจากต่างประเทศสูง บริษัทต้องตัดงบวิจัยพื้นฐานลงไปเพื่อรัดเข็ดขัด บริษัทเคยซื้อบริษัทน้ำมัน Conoco ในปี 1981 เพื่อให้ทั่นใจว่าจะมีวัตถุดิบป้อนโรงงาน แต่ได้ขายไปในปี 1999 และในปี 1984 บริษัทเปิดแผนกวิจัยวิทยาศาสตร์ชีวภาพเพิ่มขึ้นมา โดยบริษัทเน้นพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น พัฒนาอาหารและพืชเส้นใย

    การแปลงรูปของดูปองท์ เริ่มจากการเป็นบริษัทผลิตวัตถุระเบิด กลายเป็นบริษัทเคมี และกลายเป็นบริษัทวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะการลงทุนในการวิจัย เปิดรับสิ่งใหม่ๆและพร้อมปรับเปลี่ยน

    ปัจจุบันดูปองท์มีธุรกิจ 15 กลุ่ม มีแลปวิจัย 75 แห่งทั่วโลก มีวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ 10,000 คน นักวิจัยของบริษัทได้รับรางวัลวิจัยมากมาย รวมถึง ชาร์ลส์ เพดเดอร์สัน ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลในปี 1987 ด้วย

    หุ้นของดูปองท์ จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค โดยใช้ชื่อย่อ DD ราคาหุ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม เท่ากับ 70.79 เหรียญสหรัฐ มีค่า P/E ประมาณ 17 เท่า มีมูลค่าตลาด 64,081 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ผู้ถือหุ้นของบริษัทมองว่าเมื่อแตกตัวแล้ว บริษัทมีมูลค่าสูงกว่า จึงได้ขาย ธุรกิจกลุ่มสิ่งทอและวัสดุตกแต่งภายในของ DuPont Textiles & Interiors ไปในปี 2004 ด้วยราคา 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายใต้ชื่อ INVISTA และในวันที่ 1 กรกฎาคม 2015 นี้ จะขายธุรกิจเทคโนโลยีไททาเนียม ภายใต้ชื่อ Chemours ออกไป ซึ่งจะเข้าซื้อขายหลักทรัพย์นิวยอร์คเช่นกัน โดยใช้ชื่อย่อ CC

    บริษัทดูปองท์เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 1861

    หมายเหตุ : ข้อมูลประวัติเรียบเรียงจากเว็ปไซต์ของบริษัท
[/size]



ตอบกลับโพส