ร่วมแรงร่วมใจ/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

ร่วมแรงร่วมใจ/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ ก.ค. 20, 2015 1:16 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    สัปดาห์ที่ผ่านมาสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทยจัดสัมมนาเรื่องความสามารถในการแข่งขันของไทย มีการเชิญวิทยากรจากหลายประเทศ รวมถึงวิทยากรจากประเทศไทยมาร่วมให้ความเห็นว่าทำอย่างไรเราจึงจะสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยขึ้นไปอีก

    ปีนี้อันดับของเราอยู่ที่ 30 ค่ะ ตกลงมาจากเดิม 1 อันดับ แต่ IMD ผู้จัดอันดับได้ย้ำเตือนว่า ไม่ว่าจะได้อันดับไหน แต่อันดับจะไม่มีความสำคัญใดๆ หากประเทศที่ได้รับนั้น รู้สึกพอใจที่ได้มาและไม่ทำอะไรเลย  การจัดอันดับจะมีความหมาย เมื่อผู้ถูกจัดอันดับ อยากปรับปรุงและพัฒนาประเทศของตนให้ดีขึ้นค่ะ

    ในการสัมมนามีประเด็นถกกันมากมาย แต่ประเด็นที่ถูกหยิบยกมาแล้วถูกใจดิฉัน เพราะดิฉันเพิ่งให้สัมภาษณ์กับนักศึกษาปริญญาเอกเกี่ยวกับการที่มีการกล่าวว่าประเทศไทยติดอยู่ในกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน และอาจจะไม่สามารถขยับขึ้นไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้

    คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้คล้ายกับที่ดิฉันตอบนักศึกษาปริญญาเอกท่านนั้นไปว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่มีรายได้สูง หากการมีรายได้สูงนั้น ไม่ได้ช่วยลดช่องว่างระหว่างคนที่รวยและคนที่จนในประเทศ

    ระดับการเป็นประเทศรายได้สูงหรือรายได้ปานกลาง ใช้การหารเฉลี่ยรายได้ต่อหัวของประชากร ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าคนในประเทศมีความมั่งคั่ง มั่นคงแล้ว หากตัวเลขออกมาสูง แม้จะมาจากคนมีรายได้สูงมีรายได้สูงมากๆจำนวนหนึ่ง โดยยังมีคนอีกจำนวนมากมีรายได้ต่ำเตี้ยติดดิน น้อยจนไม่พอเลี้ยงปากท้องให้อิ่มได้ 

    ดิฉันเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญกว่าการมีรายได้สูง คือการกระจายรายได้ต่างหาก ถ้าทุกคนมีกินมีใช้ มีรายได้ไม่แตกต่างกันมากนัก และมีความสุขกันถ้วนหน้า แม้จะเป็นประเทศที่รายได้ปานกลาง เราก็ควรจะพอใจค่ะ ดีกว่ามีอภิมหาเศรษฐีพันล้านในหลักร้อยคน และมีคนลำบากไม่พอกินพอใช้หลักสิบล้านคน

    ตามนิยามใหม่ของธนาคารโลกที่ใช้ในปีงบประมาณ 2016 ประเทศรายได้ปานกลาง คือประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 1,045 ไปจนถึง 12,736 เหรียญสหรัฐ โดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อยสองกลุ่ม คือปานกลางระดับต่ำ กับปานกลางระดับสูง ซึ่งมีจุดแบ่งที่ระดับรายได้ต่อหัว 4,125 เหรียญสหรัฐ 

    ณ สิ้นปี 2014 ประเทศไทยมีรายได้ต่อหัว 5,410 เหรียญสหรัฐ จึงจัดอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle Income)ค่ะ 

    หากทุกคนมุ่งหวังให้การพัฒนาประเทศ พัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน ในลักษณะก้าวไปด้วยกัน ไม่มีใครถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง (Inclusiveness) เหมือนที่ดิฉันเคยเขียนไปเมื่อหลายปีก่อน ในบทความ“โลกของการก้าวไปด้วยกัน”แล้ว เชื่อได้ว่า ในที่สุดเราทุกคนจะมีความสุข ไม่ว่ารายได้จะอยู่ระดับใด

    ในการกล่าวปาฐกถาพิเศษของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านเน้นย้ำถึงการทำเพื่อส่วนรวม และมีคำว่า “ร่วมแรงร่วมใจ” ดิฉันชอบคำนี้มาก และอยากเขียนถึงเป็นพิเศษ เพราะเชื่อว่าเป็นคำตอบของทุกๆปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

    คำว่า “ร่วมแรงร่วมใจ” ในภาษาอังกฤษใช้ว่า “Collaboration” คือแม้จะไม่ได้เห็นด้วยกันร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้จะเป็นคู่แข่งกัน แม้จะมีความขัดแย้งกัน แต่ก็สามารถร่วมแรงร่วมใจ ร่วมมือ ประสานงาน ทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้

    เริ่มจากร่วมตระหนักถึงปัญหาของประเทศของเราก่อนว่า เรามีโจทย์มากมายที่จะต้องแก้ไข ทั้งเรื่องของการไม่ได้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมานานเกือบยี่สิบปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปี 2540 การเบี่ยงเบนของค่านิยมที่คนไทยพึงมี รวมถึงค่านิยมในเรื่องความซื่อสัตย์และการรังเกียจการคอร์รัปชั่น  การให้ความสำคัญต่อการศึกษาในระดับปริญญามากจนเกินไป จนขาดแคลนผู้เข้าศึกษาทางด้านอาชีวศึกษา ฯลฯ 

    ในด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันนั้น การร่วมแรงร่วมใจของผู้ที่อยู่ในองค์กรเดียวกัน ไปจนถึงธุรกิจเดียวกันแม้ว่าจะเป็นคู่แข่งกัน หรือธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน  สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และทำให้เกิดผลดีต่อองค์กร ต่อกลุ่มธุรกิจ และต่อประเทศได้

    ในที่สัมมนา วิทยากรรุ่นใหญ่ ได้ชี้แนะว่า เราสามารถร่วมแรงร่วมใจด้านการเมืองได้ด้วยการดูแลไม่ให้วาทยกรซึ่งในที่นี้หมายถึงรัฐบาล (ซึ่งประเทศเราเปลี่ยนบ่อย) ต้องเล่นในเพลงที่เราแต่งเอาไว้และเห็นว่าดีแล้ว ไม่ใช่พอเปลี่ยนวาทยกร ก็เปลี่ยนเพลงเล่น ทำให้เราเล่นไม่จบสักเพลง และต้องเริ่มต้นเพลงใหม่อยู่เรื่อยไป

    ความร่วมแรงร่วมใจนี้ รวมไปถึงการไม่ขัดขวางโครงการดีๆ ไม่ขัดขวางความคิดดีๆ ความพยายามดีๆด้วย  ดิฉันอยากจะยกตัวอย่างความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ หากเรามีเขื่อนกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น หากเราไม่ถูกขัดขวางเรื่องสร้างเขื่อน ปีนี้เราอาจจะไม่ต้องลำบากเผชิญกับความแห้งแล้งมากถึงเพียงนี้ 

    ต้องยอมรับค่ะว่า คนทำดี หากไม่มีคนให้กำลังใจและคนสนับสนุน อาจจะเกิดความท้อถอยได้เป็นระยะๆ ในฐานะประชาชน ถึงแม้จะไม่ได้เข้าไปช่วยทำงาน อย่างน้อยเราควรจะต้องสนับสนุน ให้กำลังใจ และไม่ขัดขวางการดำเนินการต่างๆที่จำเป็นในระหว่างที่เรากำลังทำงานสำคัญในการสร้างรากฐานทางสังคมและเศรษฐกิจเพื่อวางรูปแบบของอนาคตของประเทศไทย  ดังที่ฯพณฯนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอความร่วมมือ (และร่วมแรงร่วมใจ)ในการสร้างความเข้าใจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้มีสิ่งใดมารบกวนการทำงานค่ะ
[/size]



ตอบกลับโพส