Venture Capital ไหมล่ะคุณ? / โดย คนขายของ
ทุนที่ใช้ในการก่อตั้งบริษัทแบบดั้งเดิม มักเริ่มด้วยการใช้เงินออมของผู้ก่อตั้ง หรือไม่ก็มีบางกรณีที่ ผู้ก่อตั้งใช้ทั้งเงินส่วนตัว และเงินกู้จากธนาคารในการเริ่มต้นกิจการ คำว่า “Venture Capital” (VC) นั้น เพิ่งมาเป็นที่รู้จักกันจริงจังหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นชื่อเรียก “การระดมทุนเพื่อการร่วมลงทุน” ซึ่งโดยมากเน้นลงทุนในธุรกิจที่เพิ่งก่อตั้ง (Startup) โดยกลุ่มทุนนี้จะคอยสนับสนุนเงินทุนให้แก่ ผู้ก่อตั้งบริษัท พร้อมทั้งคอยให้คำแนะนำในการทำธุรกิจ และใช้สายสัมพันธ์ที่มีอยู่ช่วยเกื้อหนุน เพื่อแลกกับการเป็นหุ้นส่วนของบริษัท โดยกลุ่มทุนนี้มักจะรอคอยจนถึงวันที่บริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แล้วค่อยขายทำเงิน หรือไม่ก็รอถึงวันที่บริษัทขนาดใหญ่มาซื้อไป
Instagram เป็น application เพื่อการแชร์รูปถ่ายทางโทรศัพท์มือถือ ก่อตั้งโดยนักศึกษา Standford สองคนนาม Kevin Systrom และ Mike Krieger ในเดือนตุลาคม ปี 2010 ภายใน 3 เดือนมีผู้ใช้งานถึง 1 ล้านคน และกลายเป็น 15 ล้านคนในเดือนมกราคม 2012 เว็ปไซด์ crunchbase.com ได้รวบรวมข้อมูลการระดมทุนของ Instagram ตั้งแต่ก่อตั้งว่ามีอยู่ด้วยกัน 3 รอบ รอบแรกในปี 2010 ได้เงิน 500,000 เหรียญ รอบสองในปี 2011 ได้เงินไป 7 ล้านเหรียญ และรอบสุดท้ายในปี 2012 ได้เงินไป 50 ล้านเหรียญ รวมสาม รอบบริษัทระดมทุนไป 57.5 ล้านเหรียญ หลังจากนั้นไม่นาน Facebookได้ประกาศซื้อกิจการ Instagram ไปเป็นเงินถึง 1 พันล้านเหรียญ สร้างผลตอบแทนจำนวนมหาศาลให้กับ Venture Capital อย่าง Baseline Ventures ซึ่งร่วมลงทุนมาตั้งแต่รอบแรก
Rob Hayes หนึ่งในหุ้นส่วนของ “First Round Capital” รู้จัก “Uber” (application เรียกรถแท็กซี่ทางโทรศัพท์มือถือ) โดยบังเอิญเพราะเห็นข้อความที่ Garrett Camp ผู้ก่อตั้ง Uber ได้ทวีตไว้ หลังจากนั้นเขาได้ศึกษากิจการของ Uber มากขึ้นและเป็นกลุ่มแรกๆที่ร่วม ลงทุนกับ Garrett โดยเงินก้อนแรกที่ กองทุน “First Round Capital” ใส่ลงไปมีมูลแค่ 5 แสนเหรียญในปี 2010 นิตยสาร Fortune ประเมินในเดือน มิถุนายน 2014 ว่าเงินตั้งต้น ของผู้ร่วมลงทุนใน Uber โตขึ้นมาถึง 2000 เท่า ซึ่งในตอนนี้ Uber เป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง มีผู้ร่วมลงทุนชื่อดัง ถือหุ้นกันมากมาย เช่น Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon.com, Google Ventures, Microsoft และ Baidu ของจีน
ถึงแม้ตัวเลขผลตอบแทนจะดูน่าเย้ายวนมาก แต่จากการศึกษา VC โดยอาจารย์ Shikar Ghosh ของมหาวิทยาลัย Harvard ซึ่งทำการศึกษาบริษัท Startup 1,000 บริษัทที่ได้รับเงินอย่างต่ำ 1 ล้านเหรียญจาก VC ในช่วง 2004-2010พบว่าการลงทุนใน Startup นั้นล้มเหลวถึง 75% Diane Mulcahy ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ VC ลงใน Harvard Business Review ระบุว่าจากศึกษาการลงทุนของ Kauffman Foundation ที่ลงทุนใน 100 กองทุน VC ในรอบ 20 ปีพบว่า มีถึง 62 กองที่แพ้การลงทุนในดัชนีหุ้นขนาดเล็ก (Small-Cap) แต่ถึงกระนั้นก็ตาม มหาเศรษฐีของโลก เช่น Bill Gates, Richard Branson เจ้าของ Virgin Group และ
Jack Ma ผู้ก่อตั้ง Alibaba.com ก็ล้วนแต่มีการลงทุนใน VCทั้งสิ้น
ก่อนที่จะลงทุนใน VC นักลงทุนควรทำความเข้าใจก่อนว่าการลงทุนใน VC นั้นเป็นประเภท เสี่ยงสูง และให้ผลตอบแทนสูง จากผลการศึกษาการลงทุนใน Startup มีถึงประมาณ 30-40% ที่ผู้ลงทุน ต้องสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดไปแบบไม่ได้คืน เรื่องกรณีประสบความสำเร็จก็พอมีให้เห็นอยู่ แต่ที่ให้ผล ตอบแทนแบบเป็นร้อยเป็นพันเท่านั้นคิดเป็นเปอร์เซนต์มีไม่มาก หลายบริษัทมีเรื่องราวมีกลยุทธ์เล่า กันได้เป็นวัน แต่เพิ่มทุนหลายรอบและไม่มีกำไรสักที นักลงทุนต้องทนกับการขาดสภาพคล่องเพราะ หุ้นไม่อยู่ในตลาด จะขายต่อก็ยาก ดังนั้นหากท่านใดสนใจลงทุนแนวนี้ก็ขอให้ศึกษาเกี่ยวกับบริษัท ที่ VC ของท่านจะไปลงทุนให้มาก มี Startup หลายบริษัทที่ผู้ก่อตั้งขึ้นเวทีบรรยายแผนงานทางธุรกิจให้แก่นักลงทุนฟัง ถ้าเป็นไปได้ควรเข้าร่วม แต่ถ้าท่านจะลงทุนแบบเสี่ยงโชค ไม่ศึกษาหาข้อมูล ไม่ติดตามข่าวสารการลงทุนของ VC ถ้าเป็นแบบนั้นคงไม่เรียกว่า “การลงทุน” แต่ออกแนวเป็น “การพนัน” มากกว่า