โค้ด: เลือกทั้งหมด
และแล้วเรื่องที่คนในแวดวงการเงินการธนาคารจับตากันมานานก็ “ระเบิด” ขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั่นก็คือ การประกาศหยุดการชำระหนี้ของบริษัทผลิตเหล็ก “ต้นน้ำ” SSI UK ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่บริษัทสหวิริยาสตีลอินดัสตรีหรือ SSI เทคโอเวอร์หรือซื้อมาจากบริษัททาทาสตีลของอินเดียเมื่อ 3-4 ปีก่อน ธนาคารที่ปล่อยกู้เงินจำนวนรวมกันกว่า 50,000 ล้านบาทให้กับกลุ่ม SSI ประกอบด้วยแบงค์ไทยพาณิชย์ กรุงไทย และทิสโก้ ต่างก็ต้องตั้งสำรองหนี้เสียเป็นจำนวนมาก ราคาหุ้นของทั้งสามธนาคารและ SSI ปรับตัวลง แม้ว่าจะไม่มากนัก แต่นี่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าตลาดได้รับรู้สถานการณ์นี้มาก่อนเห็นได้จากการที่หุ้นทั้ง 4 ตัวนี้ต่างก็ Underperform หรือหุ้นปรับตัวแย่กว่าคู่แข่งหรือตลาดมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ผมเองได้ติดตามกรณีการซื้อกิจการและการปล่อยกู้นี้มาตั้งแต่แรกแบบห่าง ๆ และก็คิดอยู่ในใจว่าในที่สุดมันอาจจะ “ไปไม่รอด” และก็หลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปลงทุนในหุ้นทุกตัวดังกล่าว การที่ผมคิดอย่างนั้นก็เพราะว่าผมมีประสบการณ์ที่เลวร้ายกับธุรกิจเหล็กมาตั้งแต่สมัยก่อนวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่บริษัทผลิตเหล็กหลาย ๆ บริษัทต่างก็ “ล้มละลาย” หลังจากกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อไปลงทุนสร้างโรงงานที่ใหญ่โตไม่นาน ว่าที่จริงโรงงานใหม่ที่สร้างนั้นแทบจะยังไม่ได้เปิดใช้บริษัทก็มีปัญหาแล้ว กรณีของ SSI ครั้งนี้นั้น สุดท้ายแล้วก็แทบจะเหมือนกับกรณีเหล็กยุคก่อนซึ่งผมยังพอจำความได้ประมาณดังต่อไปนี้
ประเด็นแรกก็คือ พฤติกรรมหรือแนวทางในการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินนั้น ผมคิดว่าอาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักนั่นก็คือ มีคนอยากปล่อยกู้โดยเฉพาะให้กับโครงการใหญ่ ๆ ที่ต้องการเงินกู้วงเงินสูงมาก ๆ และเป็น “เมกาโปรเจ็คท์” ที่มีความซับซ้อนและอาจจะต้องการความเป็น “มือโปร” สูงมาก ดูเหมือนว่าคนที่ทำดีล “Syndicated Loan” หรือเงินกู้ที่มีวงเงินสูงเกินกว่าสถาบันการเงินเดียวจะปล่อยกู้ไหวนั้นจะมีความภูมิใจและอยากทำมันให้ “สำเร็จ” คือเป็น “ผู้ชนะ” ได้เป็นผู้นำในการปล่อยกู้ ดังนั้น คนในกลุ่มนี้ในทุกสถาบันการเงินต่างก็พยายามเสนอตัวเป็นคนจัดการและปล่อยกู้ให้กับโครงการ ประสบการณ์ของผมเองนั้นพบว่าหลายครั้งนั้นโครงการที่ขอกู้ไม่ “Sound” หรือไม่ดีพอที่จะให้เงินกู้เนื่องจากเหตุผลต่าง ๆ รวมถึงผลประกอบการ ฐานะทางการเงิน ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ และเรื่องอื่น ๆ อีกร้อยแปด ส่วนตัวผมเองนั้น ถ้าเข้าไปเกี่ยวข้อง บ่อยครั้งก็ไม่เห็นด้วยแต่ก็มักจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เหตุผลก็เพราะว่าผมเป็นเสียงส่วนน้อยมาก พนักงานหรือกรรมการคนอื่นต่างก็มักจะสนับสนุนทำให้บางครั้งผมก็ “ไม่อยากพูดอะไรมาก” เพราะธรรมเนียมไทยนั้นบอกว่า “หมูเขาจะหาม อย่าเอาคานเข้าไปสอด” และนั่นทำให้โครงการใหญ่ซึ่งรวมถึงโครงการเหล็กหลายโครงการได้รับเงินกู้มากมายแม้ว่าจะมีความเสี่ยงมาก
ประเด็นที่สองนั้นเกี่ยวข้องกับเจ้าของบริษัทที่ทำโครงการ ถ้าถามว่าเขารู้ไหมว่าโครงการนั้นจริง ๆ แล้วไม่ดีพอที่จะทำ คำตอบอาจจะเป็นว่าเขาก็รู้ แต่ที่ทำนั้นเป็นเพราะ “ความจำเป็น” ที่จะต้องทำเนื่องจากภาวะปัจจุบัน(ตอนนั้น) ถ้าไม่ทำก็ “ตาย” เนื่องจากฐานะการแข่งขันหรือการทำธุรกิจของบริษัทนั้นถ้าไม่ขยายก็จะสู้กับคู่แข่งที่ใหญ่โตหรือ “กำลังจะขยาย” ไม่ได้ ถ้าจะพูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าไม่ทำก็จะตายวันนี้ ถ้าทำอาจจะรอด เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ สถาบันการเงินหลายแห่ง “ต่างก็มาเสนอเงินกู้ให้” ทั้ง ๆ ที่บางทีบริษัทเองไม่ต้องการ ดังนั้น สำหรับบริษัทเองแล้ว การทำโครงการใหญ่ ๆ ขึ้นมานั้น ความเสี่ยงอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตนเองมากนัก บริษัทมีแต่ “ดีขึ้น” หรือ “โตขึ้น” ผลตอบแทนส่วนตัวเองสูงขึ้นในกรณีที่โครงการประสบความสำเร็จ แต่ในกรณีที่ล้มเหลว ความเสียหายส่วนตัวก็อาจจะไม่มากนัก บริษัทอาจจะต้องเข้าสู่การ “ฟื้นฟูกิจการ” แต่หลังจากนั้นก็มีโอกาสที่จะสำเร็จและบริษัทโตขึ้นไปอีก ความเสียหายจริง ๆ นั้นน่าจะเป็นเรื่องของคนปล่อยกู้ เจ้าของบริษัทเองนั้นยังไงก็จะยังบริหารบริษัทอยู่และได้ได้ผลตอบแทนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เผลอ ๆ ผลตอบแทนอาจจะไม่ได้ลดลงด้วยซ้ำ เข้าทำนอง “ถ้าดี ผมได้ ถ้าแย่คุณเสีย”
ประเด็นที่สามเป็นเรื่องของข้อมูลการวิเคราะห์โครงการและสินเชื่อหรือ “เหตุผลในการปล่อยกู้” นี่ก็เป็นประสบการณ์ที่ผมเคยเจอมาตลอด คนที่วิเคราะห์และนำเสนอนั้น หลายครั้งดูเหมือนว่าจะตั้งต้นจากข้อสรุปว่าจะปล่อยสินเชื่อก่อน เสร็จแล้วก็พยายามหาข้อมูลหรือทำข้อเสนอที่จะสนับสนุน ซึ่งโดยหลักแล้วก็ต้องพยายามทำประมาณการทางการเงินที่ทำให้ธุรกิจมีกำไรและมีความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้น การคาดการณ์ที่สำคัญก็คือยอดขายและมาร์จินหรือกำไรต่อยอดขายของพวกเขานั้นมักจะมองโลกในแง่ดีหรือ “โลกสวย” ซึ่งทำให้บริษัทมีกำไรดีและจ่ายคืนหนี้ได้อย่างสบาย แต่ในกรณีที่ “เลวร้าย” ซึ่งผมก็มักจะเห็นว่าไม่เลวร้ายจริง บริษัทก็จะยังอยู่ได้และจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนได้แม้ว่าในบางครั้งอาจจะต้องเลื่อนตารางการชำระหนี้คืนออกไปบ้างแต่ดอกเบี้ยนั้นจะ “จ่ายได้เสมอ” ส่วนเหตุผลที่ใช้ในการ “ตั้งสมมุติฐาน” นั้น นอกจากการคาดการณ์ภาวะอุตสาหกรรมที่ “สดใส” แล้ว บ่อยครั้งก็มักจะรวมไปถึงการ “Synergies” ระหว่างธุรกิจเดิมของบริษัทกับโครงการใหม่เอาไว้ด้วย นั่นก็คือ โครงการใหม่นั้นจะช่วย “เสริมทางธุรกิจ” กับธุรกิจเดิมเช่น ทำให้ต้นทุนถูกลงและ/หรือทำให้ขายได้ราคาดีขึ้น สรุปว่า โครงการใหม่ที่ขอกู้เงินก้อนใหญ่นั้นมีความเป็นไปได้และ “ความเสี่ยงต่ำ” ในมุมของเจ้าหนี้ เหนือสิ่งอื่นใด “หลักประกันคุ้ม” และมีทุน “ส่วนของผู้ถือหุ้น” เพิ่มด้วย
ถ้าถามผมว่าเหตุการณ์หลังจากการปล่อยกู้แล้วเป็นอย่างไร คำตอบก็คือ ไม่ใคร่มีอะไรที่เหมือนกับสิ่งที่นำเสนอ สถานการณ์ของอุตสาหกรรมมักจะเลวร้ายลง อย่าลืมว่า อุตสาหกรรม “ตะวันตกดิน” นั้นแปลว่า เมื่อเวลายิ่งผ่านไป อุตสาหกรรมก็จะยิ่งตกต่ำลงเรื่อย ๆ ถ้าโชคดีก็คือ อาจจะมีปีที่ดีขึ้นบ้างชั่วคราว สั้น ๆ ปีสองปี หลังจากนั้นก็จะตกลงไปใหม่ ในกรณีที่เลวร้าย อุตสาหกรรมแย่ลงหนักอาจจะเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอย่างในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ โครงการก็แทบจะมีปัญหาทันทีตั้งแต่เบิกเงินกู้ยังไม่หมด ประมาณการและการคาดการณ์ทั้งหลาย “ผิดไปจากที่คาด” เนื่องจากเหตุผลร้อยแปด เช่น การผลิตมีปัญหา การเงินติดขัดเนื่องจากผลประกอบการขาดทุนและเงินทุนส่วนของเจ้าของไม่มาตามที่สัญญาไว้ มีการทุ่มตลาดสินค้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากจีนที่มีกำลังผลิตเหลือล้นและต้นทุนต่ำ ทำให้ราคาขายต่ำกว่าต้นทุน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามแผนได้ ดังนั้น จำเป็นต้อง “ปรับโครงสร้างหนี้” เพื่อให้ไม่เป็นหนี้เสียหรือ NPL ซึ่งจะกระทบกับสถาบันการเงิน แต่ถ้าทำแล้วก็ยัง “ไม่รอด” สุดท้ายก็ต้อง “เข้าแผนฟื้นฟู” ซึ่งจะเป็นหนทางสุดท้าย
ผมได้พูดถึงประสบการณ์ “ในอดีต” แต่ก็คิดว่าเหตุการณ์ในปัจจุบันก็อาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปมากนักแม้ว่าผมจะห่างจากวงการมานาน เหตุผลก็เพราะว่าสิ่งที่ผมเห็นนั้นมันเป็นเรื่องของ “จิตวิทยา” ของคนที่คงไม่เปลี่ยนไปง่ายนัก กระบวนการการปล่อยเงินกู้นั้นก็คงคล้าย ๆ กับการเล่นหุ้น คนเคยเจอประสบการณ์เก็งกำไร ปั่นหุ้น และขาดทุนหนักมาแล้ว เวลาผ่านไป 10-20 ปี คนก็กลับมาทำอย่างเดิมและขาดทุนหนักเหมือนเดิม การปล่อยกู้โครงการใหญ่ก็คงไม่ต่างกัน คนที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ซ้ำรอยเดิมได้นั้นจะต้องเป็นคนที่มีจิตใจที่ “กล้าหาญ” พร้อมที่จะปฏิเสธ “ความเห็นร่วม” ของคนที่มี “แรงจูงใจร่วม”แต่เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุผล ลึก ๆ แล้วผมคิดว่าบางทีคนปล่อยกู้ก็อาจจะคิดและวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลแล้ว เพียงแต่พวกเขาอาจจะลืมไปว่าการปล่อยสินเชื่อนั้นไม่เหมือนกับการลงทุนซื้อหุ้น การปล่อยสินเชื่อนั้น ถ้าคิดถูกคุณก็แค่ได้ดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนซึ่งบางทีก็ต่ำมาก แต่ถ้าผิดคุณก็ขาดทุนหนัก เงินกู้แทบเป็นศูนย์ ดังนั้น ถ้าไม่ดีจริงหรือมีความเสี่ยงสูง จะปล่อยไปทำไม? ในขณะที่ถ้าเป็นเรื่องของการลงทุนในหุ้นนั้น อย่างน้อยถ้าดี เราก็อาจจะได้กำไรมหาศาลอาจจะหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าผิด เราก็แค่ขาดทุน 100% ในหุ้นตัวนั้น ดังนั้น การคิดจะต้องไม่เหมือนกัน