แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น (2)/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น (2)/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ มิ.ย. 06, 2016 1:12 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

ครั้งที่แล้วผมเขียนถึงการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันว่า บางฝ่ายเห็นว่าเป็นการสะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังปรับตัวดีขึ้น เพราะราคาหุ้นปรับตัวขึ้น-ลงตามราคาน้ำมัน และอาจกล่าวได้ว่าการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเป็นการสะท้อนอุปสงค์ที่ น่าจะปรับตัวดีขึ้นใน 3-4 เดือนข้างหน้า หรือแม้กระทั่งคำอธิบายของไอเอ็มเอฟที่ตั้งข้อสังเกตว่าราคาน้ำมันที่ปรับ ตัวสูงขึ้น ทำให้เงินเฟ้อโดยรวมสูงขึ้นเป็นผลให้ดอกเบี้ยจริงลดลง ซึ่งเท่ากับการผ่อนคลายทางการเงิน ทั้งนี้เพราะปัจจุบันธนาคารกลางไม่สามารถปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก เพราะดอกเบี้ยอยู่ใกล้ศูนย์แล้วและเมื่อปรับให้ดอกเบี้ยติดลบก็กำลังถูกต่อ ต้านอย่างหนัก กล่าวคือการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้สภาวะทางการเงินเปลี่ยนแปลงไปด้วย

หากเชื่อแนวคิดนี้ก็ต้องมองแนวโน้มราคาน้ำมันที่จะปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นสิ่งดีที่สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์โลก แต่ผมไม่แน่ใจว่าเป็นการประเมินที่ถูกต้อง เพราะ น้ำมันเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญและความต้องการน้ำมันก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อ เนื่องอยู่แล้ว แต่เห็นด้วยว่าในภาพรวมนั้นอาจมองได้ว่าโลกปัจจุบันเผชิญปัญหาอุปสงค์หายาก และเงินเฟ้อต่ำกว่าที่คาดการณ์ติดต่อกันมา 6-7 ปี ซึ่งสะท้อนการฟื้นตัวที่เชื่องช้าและเปราะบางของเศรษฐกิจโลก โดยล่าสุดนั้นไอเอ็มเอฟได้ปรับลดการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลงอีก ในเดือนเมษายนหลังจากที่ปรับลดการคาดการณ์ลงในเดือนธันวาคมที่แล้ว ทั้งนี้ในการมองแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกนั้นไอเอ็มเอฟใช้ชื่อหัวข้อว่า “Too Slow for Too Long”

อย่างไรก็ดีนาง Christine Lagarde ผู้ อำนวยการใหญ่ไอเอ็มเอฟ กล่าวให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆ ในเชิงบวกว่า แม้จะได้ปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจโลก แต่ก็มองว่าสถานการณ์ดีขึ้นกว่าเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์อย่างมาก โดยใช้คำว่า ในตอนนั้นเห็นความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติ (crisis) แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้มีเพียงข้อกังวล (concerns) เดิมที่ต้องจัดการ ซึ่งพอสรุปแนวคิดไอเอ็มเอฟดังนี้

1) ใช้นโยบายการเงินเพียงด้านเดียวไม่เพียงพอ ในประเทศที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลัง ควรนำเครื่องมือนี้มาใช้ร่วมกับนโยบายการเงินและยังต้องมุ่งมั่นที่จะปรับ โครงสร้าง/ปฏิรูปต่อไป

2) นโยบายการเงินยังมีความจำเป็นและนโยบายคิวอีและดอกเบี้ยติดลบก็ยังเป็นประโยชน์ในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

3) เศรษฐกิจโลกที่โตช้าลง ทำให้ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น โดยไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวดีขึ้นในปี 2017 จากการฟื้นตัวของทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา

4) ความเสี่ยงที่น่ากังวลคือความเสี่ยงที่เกิดจากตลาดเงินและตลาดทุน รวมทั้งตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีความผันผวนมากขึ้น และความผันผวนดังกล่าวส่งผลต่อเศรษฐกิจจริง

5) ไอเอ็มเอฟกล่าวถึงความเสี่ยงอื่นๆ รวมทั้งความเสี่ยงทางการเมือง โดยเฉพาะกระแสความรักชาติ (nationalism) ที่เสี่ยงต่อการสร้างความแบ่งแยกจากการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ เช่นการทำประชามติในอังกฤษ (วันที่ 23 มิถุนายน) เพื่อตัดสินว่าอังกฤษจะยังเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปต่อไปหรือไม่

อย่างไรก็ดีไอเอ็มเอฟมองว่า ปัญหาที่มีอยู่มากและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนั้นยังสามารถควบคุมและจัดการได้ โดยสรุปว่ายังต้อง Alert (ตื่นตัว) ในการแก้ปัญหา แต่ไม่ต้อง Alarm (ตื่นตระหนก) จนเกินไป อย่าง ไรก็ดีไอเอ็มเอฟสรุปโดยเตือนว่า “ทุกประเทศจะต้องตื่นตัวในการดำเนินนโยบายอย่างเข้มข้นและครบถ้วนในการ กระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืน โดยขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว โดยพูดว่า “no longer much room for error” หรือจะทำอะไรที่ผิดพลาดซ้ำซากไม่ได้แล้ว

แต่น่าสนใจว่าสิ่งที่ไอเอ็มเอฟเสนอและสิ่งที่รัฐบาลต่างๆ ทำอยู่ในอดีตนั้น ก็ยังทำอยู่ในปัจจุบันไม่ได้มีอะไรอื่นเพิ่มเติมมากนัก เช่นที่เคยทำคิวอีก็ทำคิวอีเพิ่มขึ้น ที่เคยลดดอกเบี้ยจนติดลบก็ลดดอกเบี้ยให้ติดลบเพิ่มขึ้น และที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยมีการประสานนโยบายกันมากนัก ปัจจุบันก็ยังเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำเช่นกัน

สิ่งที่แตกต่างจากเดิมที่มีนัยสำคัญคือการเปลี่ยนจุดยืนของธนาคารกลางสหรัฐ ที่ เดิมเคยพูดว่า การปรับดอกเบี้ยเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้นจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ ของสหรัฐ โดยตลาด (และผม) เข้าใจว่าจะหมายถึงข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเกี่ยวกับการจ้างงาน (และอัตราการว่างงาน) และแนวโน้มเงินเฟ้อในสหรัฐ แต่ผมมองว่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา ธนาคารกลางสหรัฐให้ความสำคัญกับความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนของโลก โดยอธิบายว่ากลัวว่าความผันผวนดังกล่าวกำลังทำให้ภาวะทางการเงินของโลก ตึงตัว และอาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐได้ และในช่วงที่ยังไม่มีข้อมูล ไม่แน่ใจว่าจะส่งผลกระทบหรือไม่และมากน้อยเพียงใดนั้น ก็ควรรีรอและไม่จำเป็นต้องรีบเร่งปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น ทำให้ตลาดมองว่าปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐอาจปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพียงครั้งเดียว (เพิ่ม 0.25%) ทั้งๆ ที่ธนาคารกลางสหรัฐเคยส่งสัญญาณว่าจะปรับดอกเบี้ยขึ้น 4 ครั้ง (รวม 1%) และปรับลงมาเหลือ 2-3 ครั้ง

หากพยายามเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ ก็อาจสรุปได้ว่าธนาคารกลางสหรัฐกำลังเปลี่ยนบทบาทตัวเองจากการเป็นธนาคาร กลางของประเทศสหรัฐอเมริกามาเป็นธนาคารกลางของโลก ผมหมายความว่าหาก มองตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเป็นหลักแล้ว ก็น่าจะชัดเจนว่าจะต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะภาวะเงินเฟ้อและตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับเช่น

1) ปีนี้คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐเท่ากับ 1.2% และเงินเฟ้อพื้นฐาน 2.2% และน่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นเพราะราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและอัตราการว่างงาน ต่ำ แต่ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.25-0.50% เมื่อเปรียบเทียบกับไทยซึ่งดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.5% ในขณะที่คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเท่ากับ 0.6% (ทั่วไป) และ เงินเฟ้อพื้นฐานเท่ากับ 0.9%

2) อัตราการว่างงานของสหรัฐปัจจุบันลดลงมาเหลือเพียง 4.9% ในขณะที่เป้าหมายอยู่ที่ประมาณ 5.0-5.5% การจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นกว่า 200,000 ตำแหน่ง มานานหลายปีแล้ว ซึ่งแปลว่าตลาดแรงงานตึงตัวมากขึ้นทุกวัน (อัตราการเพิ่มของเงินเดือนประมาณ 2% ซึ่งไม่ต่ำเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ) การขอเงินช่วยเหลือจากการตกงานรายสัปดาห์เฉลี่ยต่ำกว่า 300,000 คนมา 59 สัปดาห์ซึ่งสะท้อนว่ามีปัญหาว่างงานน้อยมาก

กล่าวคือผมมองว่าการไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐนั้น คือการผ่อนคลายนโยบายการเงินของโลก (เพราะ เงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักของโลก) ทำให้ราคาหุ้นปรับขึ้นทั่วโลกเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเทียบกับเงินทุกสกุลปัญหา เงินหยวนไหลออก (เพราะกลัวเงินหยวนอ่อนค่า) และความเสี่ยงทางการเงินของจีนลดลงชั่วคราว แต่จะตีความว่านโยบายนี้จะแก้ ปัญหาโลกทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืนก็คงจะไม่ได้ เพราะ

1) มีความเสี่ยงว่าสักวันหนึ่งสหรัฐจะเผชิญกับปัญหา เงินเฟ้อและต้องหันมาดูแลเศรษฐกิจตัวเองโดยการปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้นโยบายการเงินของโลกตึงตัว โดยโลกอาจจะยังไม่ได้ทำใจหรือตั้งตัว

2) ขณะนี้ญี่ปุ่นและยุโรปประสบความลำบากจากการแข็งค่า ของเงินของตน ทำให้ต้องหาทางลดค่าเงิน เสี่ยงต่อการกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันกันลดค่าเงิน

3) จีนสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจภายในโดยการเพิ่มสินเชื่อ ในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น แต่ก็เป็นการสร้างหนี้เพิ่มขึ้นแทนที่จะพยายามลดหนี้ลง

สรุปคือ ดูเสมือนว่าโลกกำลังใช้มาตรการระยะสั้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ว่า ทำอย่างไรเศรษฐกิจจึงจะฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนครับ
[/size]



ตอบกลับโพส