โค้ด: เลือกทั้งหมด
ครั้งที่แล้วผมเขียนถึงรถยนต์ที่ขับเองได้หรือรถไร้คนขับ (Autonomous vehicle หรือ AV) ว่าจะเป็นพัฒนาการลำดับที่ 3 ตามจากการมาของรถไฟฟ้า (ส่วนบุคคล) และการใช้ solar cell ผลิตไฟฟ้าใช้ตามบ้านเรือน ทั้งนี้สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าจะได้เห็นกันภายใน 20 ถึง 30 ปีข้างหน้า
บางคนอาจมองว่าฝันไปในอนาคตมากเกินไปหรือเปล่า ก็ต้องตอบว่าการคาดการณ์นั้นผิดพลาดได้เสมอ แต่ในเรื่องของ AV นั้น หากใครเดินทางไปที่เมือง Pittsburg ในสหรัฐอเมริกาและเรียกใช้บริการของ Uber ก็อาจได้นั่งรถ Volvo XC90 หรือ Ford Focus ซึ่ง จะขับเคลื่อนโดยไร้คนขับ แต่ในช่วงแรกนี้จะมีคนนั่งที่คนขับหนึ่งคนเพื่อคบคุมหากจำเป็นและพนักงานอีก คนหนึ่งนั่งอยู่ข้างขวาเพื่อเก็บข้อมูลและประเมินการทำงานของรถ AV ของ Uber ทั้งนี้ Uber ในขั้นแรกจะมีรถ AV ให้บริการในเมือง Pittsburg รวมทั้งสิ้น 100 คันและคาดว่าจะขยายบริการดังกล่าวไปยังเมืองอื่นๆ ต่อไป
บริษัท Volvo นั้นปัจจุบันเป็นบริษัทลูกของ Zhejland Geely Holding ของจีน ซึ่งกำลังเร่งพัฒนารถไฟฟ้าและรถ AV ในส่วนของประเทศจีนนั้นตื่นตัวกับการพัฒนารถไฟฟ้าและรถ AV อย่างมากเพราะ
1) ปัจจุบันเมืองใหญ่ของจีนประสบปัญหามลภาวะทางอากาศอย่างมาก ส่วนใหญ่มาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมหนัก แต่มลภาวะจากรถยนต์ก็มีส่วนอย่างมากเช่นกันและเมื่อคนจีนมีฐานะดีขึ้น มลภาวะทางอากาศก็จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ดังนั้นจีนน่าจะมีนโยบาย “กระโดดข้าม” (leapfrog) ประเทศตะวันตกและพัฒนารถไฟฟ้าไปเลยแทนการปล่อยให้ประชาชนซื้อรถยนต์เบนซินหรือดีเซลในจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
2) การพัฒนา AV ก็น่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญของจีนเพื่อเป็นผู้นำเทคโนโลยีนี้ เนื่องจากประชากรของจีนก็กำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นคือการขาดแคลนแรงงาน รถ AV จึงเป็นทางออกหนึ่งของจีนในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ลดการพึ่งพาแรงงาน
กลับมาทางฝั่งของสหรัฐก็มีข้อสังเกตว่า Uber เพิ่งเข้าไปซื้อกิจการของ Ottomotto บริษัทขนาดเล็ก แต่เป็นผู้บุกเบิกรถบรรทุกไร้คนขับหรือ AV truck/trailer บริษัทยักษ์ใหญ่อีกแห่งคือDaimler Benz ก็กำลังทดลองรถบรรทุกไร้คนขับในประเทศสหรัฐเช่นกัน อีกด้านหนึ่งบริษัท Ford Motors ประกาศว่าจะสามารถผลิตรถยนต์โดยสารขับเองที่จะไม่มีพวงมาลัยและที่เหยียบเบรกและคลัชภายในปี 2021
ในส่วนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็มีพัฒนาการที่น่าสนใจดังนี้
1) รัฐบาลสิงคโปร์ได้อนุญาตให้บริษัท nuTonomy (จัด ตั้งขึ้นโดยนักวิจัยจาก MIT 2 คน ที่เดิมเคยทำงานกับ Google) ทดลองรถแท็กซี่ไร้คนขับในบริเวณจำกัดบนเกาะสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม โดยประกาศว่าจะเริ่มให้บริการในเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2018 ที่สิงคโปร์ (หากเป็นไปได้จริงก็จะรวดเร็วเกินที่ผมคาดหมายอย่างมาก)
2) บริษัท Rio Tinto ยักษ์ใหญ่ด้านเหมืองแร่ ทดลองใช้รถบรรทุกไร้คนขับแล้วที่โรงถลุงแร่เหล็กที่ออสเตรเลีย (และ Volvo ก็ประกาศว่าจะทดสอบใช้รถบรรทุกในการทำเหมืองแร่ที่ประเทศสวีเดน)
3) เมือง Wu Hu (ห่างจากเมืองเซี่ยงไฮ้ 200 ไมล์ทางทิศตะวันตก) ประกาศว่าจะเป็นเมืองแรกของโลกที่จะยกเลิกการใช้คนขับรถ โดยจะให้มีแต่รถไร้คนขับภายใน 10 ปีข้างหน้า
4) ผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน Baidu มั่นใจว่า จีนจะเป็นผู้นำด้านรถไร้คนขับและได้เริ่มทดลองใช้รถไร้คนขับในกรุงปักกิ่งมา ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2015 และอ้างว่าจะนำเทคโนโลยีไร้คนขับมาเริ่มใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2019 โดยจะพัฒนาให้แพร่หลายได้ภายในปี 2021 (ซึ่งเร็วกว่าที่ผมคาดการณ์อย่างมากเช่นกัน)
เทคโนโลยีไร้คนขับนั้นมิได้มีการมีการทุ่มเททรัพยากรเพื่อเร่ง พัฒนาในส่วนของการขนส่งทางถนนเท่านั้น แต่ในด้านอื่นๆ ก็กำลังคืบหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น
- เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาที่งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีทางการเกษตร ที่มลรัฐไอโอวาสหรัฐอเมริกา มีการนำเอารถแทร็กเตอร์ไร้คนขับ (driverless/cabless tractor) ยี่ห้อ Case IHซึ่ง ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะจะพัฒนาเป็นแทร็กเตอร์ที่ขับออกมาจากโรงเก็บและมาทำงานอย่างต่อเนื่อง ได้โดยไม่ต้องพักผ่อนและสามารถขับกลับไปที่โรงเก็บเองเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น
- บริษัท Rolls Royce (ปัจจุบันผลิตเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบินและเรือ ส่วนยี่ห้อรถยนต์นั้นขายไปให้ BMW นานแล้ว) เป็นแกนนำในการค้นคว้าด้าน Advanced Autonomous Waterborne Application กล่าวคือการขับเคลื่อนเรือขนส่งสินค้าจากสำนักงานบนผืนแผ่นดิน โดยอาศัยระบบโทรคมนาคมเหมือนกับการบังคับเครื่องบิน Drone หรือที่เรียกกันว่า unmanned cargo ships ซึ่ง คาดว่าจะประหยัดต้นทุนไปได้มากกว่า 22% เพราะจะใช้บุคลากรลดลงและยังลดภาระของการบรรทุกเสบียงต่างๆ รวมทั้งพลังงานเพื่อขับเคลื่อนเรื่ออีกด้วย ทั้งนี้โดยเชื่อว่าการเดินเรือโดยไร้ลูกเรือเกิดขึ้นได้ภายในปี 2030 และเทคโนโลยีจะพัฒนาไปสู่เรือขนส่งสินค้าที่ขับเองได้ (autonomous cargo ships) ในประมาณปี 2035
ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นการคาดการณ์ทั้งสิ้นและอาจทำได้เร็ว หรือช้ากว่าที่คาดการณ์ก็ได้ แต่เป็นการยกตัวอย่างให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าโลก 4.0 ในส่วนของการขนส่งนั้นกำลังจะพัฒนาไปในทิศทางใดครับ