พฤติกรรมชวนสงสัยในตลาดหุ้น/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

พฤติกรรมชวนสงสัยในตลาดหุ้น/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ โดย Thai VI Article » อาทิตย์ ม.ค. 15, 2017 9:21 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    การเป็นนักลงทุนแบบ “Focus” ที่เลือกหุ้นลงทุนเพียงไม่กี่ตัวและ “ถือยาว”  นั้น  เราจะต้องวิเคราะห์กิจการรวมถึงราคาของหุ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน  หนึ่งในนั้นก็คือการดูผู้บริหารและเจ้าของว่ามีการบริหารงานอย่างไร  ในเรื่องของฝีมือหรือความสามารถในการทำงานนั้น  โดยปกติเราก็จะดูได้จากผลประกอบการย้อนหลังหลาย ๆ  ปีและผลงานการค้าขายสินค้าแข่งกับคู่แข่งในตลาดได้  แต่ในด้านของคุณสมบัติทางด้านความประพฤติซึ่งรวมถึงความซื่อสัตย์สุจริตนั้น  สิ่งที่เราจะต้องดูก็คือดูพฤติกรรมหรือการกระทำเป็นครั้ง ๆ ที่เขาทำในฐานะผู้บริหารที่บางเรื่องก็ต้องประกาศผ่านตลาดหลักทรัพย์

    ทุกครั้งที่มีข่าวของบริษัทจากปากของผู้บริหารนั้น  ผมก็มักจะอ่านหรือรับฟังและก็คิดว่ามันมีความหมายอย่างไรต่อบริษัทหรือต่อหุ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว  แต่บางครั้งผมก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นดู  “แปลก” หรือ  “ไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ” ในสายตาของผม  แต่แน่นอนว่าต้องเป็นประโยชน์แก่เจ้าของหรือผู้บริหารมิฉะนั้นเขาก็คงไม่ทำ  นี่ก็เป็นเรื่องของ “พฤติกรรมชวนสงสัย”  ของนักลงทุนแบบ VI ที่มักจะ “ขี้สงสัย” ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ

    พฤติกรรมชวนสงสัยที่พบเจอบ่อย ๆ  โดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นบูมมาก ๆ  กลุ่มแรกก็คือการประกาศเกี่ยวกับเรื่องของเงินทุนหรือหุ้นซึ่งบางทีก็เรียกว่า  “Financial Engineering”  ถ้ามันดูซับซ้อนและมีการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เป็น  Derivative เช่นพวก วอแรนต์ ที่ออกมาแจกให้ผู้ถือหุ้นหรือแถมให้กับคนที่เข้ามาซื้อหุ้นใหม่เป็นต้น

    ลำพังการออกหุ้นหรือวอแรนต์นั้น  อาจจะไม่ได้มีอะไรน่าสงสัยถ้ามันมีเหตุผลทางธุรกิจเพียงพอ  แต่การแจกในปริมาณที่มากและออกมาบ่อยมากในราคาที่ถูกมากและเม็ดเงินที่คาดว่าจะได้กับธุรกิจที่จะทำก็มีความไม่แน่นอนสูงมาก  ในกรณีแบบนี้  ผมก็มักจะสงสัยว่าบริษัทอาจจะกำลัง  “พิมพ์เงินกงเต็ก”  ออกมาขายให้กับคนที่ไม่เข้าใจมูลค่าของมันแต่ต้องการมาซื้อขายเก็งกำไรซึ่งในที่สุดก็มักจะขาดทุนอย่างหนักในขณะที่เจ้าของและผู้ถือหุ้นเดิมก่อนที่จะมีการประกาศนั้นได้กำไรจากการทำแบบนี้อย่างง่าย ๆ

    พฤติกรรมชวนสงสัยกลุ่มที่สองก็คือเรื่องของการดำเนินงานภายในบริษัท  เรื่องที่ผมสงสัยและเห็นอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะในยามที่ภาวะของอุตสาหกรรมหรือบริษัทเริ่ม “โตยากขึ้น” ก็คือการซื้อทรัพย์สินหรือซื้อหุ้นหรือกิจการอื่นที่เรียกว่าทำ M&A ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องปกติในทางธุรกิจถ้าบริษัทมีเงินสดเหลือมากพอและสามารถซื้อกิจการที่ตนเองมีความสามารถในการดำเนินการได้ดีกว่าเจ้าของเดิมรวมถึงสามารถซื้อได้ในราคาที่ยุติธรรม

    ประเด็นที่น่าสงสัยในการซื้อทรัพย์สินหรือหุ้นของกิจการอื่นนั้นเรื่องแรกก็คือ  บริษัทเองอาจจะ “ไม่มีเงิน”  หรือมีเงินสดน้อยแต่กลับมีหนี้สูงและอาจจะต้องเพิ่มทุนมาซื้อ  และ/หรือ บริษัทไม่ได้มีความรู้หรือเคยทำธุรกิจนั้นมาก่อน  และ/หรือ บริษัทไม่ได้ซื้อในราคาที่ยุติธรรมแต่เป็นราคาที่  “แพงมาก”  หรือในบางกรณีก็อาจจะเป็นการซื้อในธุรกิจเดิมของบริษัทแต่เป็นการซื้อในต่างประเทศที่บริษัทไม่เคยทำธุรกิจหรือไม่คุ้นเคยแต่กลับกล้าซื้อบริษัทด้วยเม็ดเงินมหาศาลหรือมีนัยสำคัญทั้ง ๆ  ที่กิจการนั้นไม่ได้มีประวัติของความสำเร็จทางธุรกิจที่ยาวพอหรือบางทีบริษัทนั้นมีปัญหาที่ยังแก้ไขไม่ได้ด้วยซ้ำ

    เป็นไปได้ว่าผู้บริหารอาจจะไม่เข้าใจและตัดสินใจผิดในการซื้อทรัพย์สินหรือหุ้นของกิจการอื่น   แต่ในบางกรณีผมเองก็สงสัยว่าแรงจูงใจของผู้บริหารและเจ้าของอาจจะมาจากการที่เขาจะได้ประโยชน์โดยที่บริษัทเองอาจจะเสียประโยชน์ก็เป็นได้  ข้อแรกก็คือ  ถ้าเจ้าของ  “เล่นหุ้น”  เขาก็อาจจะใช้การซื้อกิจการโดยเฉพาะกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังร้อนแรงมาช่วยดันราคาหุ้นของบริษัท  ซึ่งก็จะทำให้เขาได้กำไรจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นมหาศาลโดยเฉพาะในระยะเวลาอันสั้น  ข้อสองที่อาจจะเป็นไปได้ก็คือ  การซื้อทรัพย์สิน  หุ้น และกิจการ โดยเฉพาะจากเอกชนที่ไม่ต้องรายงานหรือถูกตรวจสอบจากหน่วยงานอื่นนั้น  คนขายอาจจะสามารถ  “ทอนเงิน”  ให้กับคนซื้อเป็น “ส่วนตัว” ได้

    ประเด็นน่าสงสัยในพฤติกรรมของผู้บริหารเรื่องสุดท้ายก็คือการที่ผู้บริหารมีความ  “กระตือรือร้นกับราคาหุ้น” ของบริษัทในตลาดมากเป็นพิเศษ  เช่น  ชอบแถลง “ข่าวดี” ไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหนของบริษัทอย่างถี่ยิบผ่านสื่อเกี่ยวกับการลงทุน  คาดการณ์ Market Cap. ในอนาคตของบริษัทที่สูงลิ่ว  เน้นเป็นนัยว่าราคาหุ้นยังต่ำกว่าพื้นฐาน   ดึงนักลงทุนรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงเข้ามาร่วมถือหุ้น  บางคนก็ซื้อขายหุ้นของบริษัทเองบ่อย ๆ  ครั้งแต่ในจำนวนครั้งละไม่มากคล้าย ๆ  กับการ “ส่งสัญญาณ” ให้กับตลาด

    แน่นอนว่าการแถลงผลงานและกิจกรรมของบริษัทสำหรับผู้บริหารนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิดแม้ว่าจะทำค่อนข้างถี่ยิบ  ว่าที่จริงอาจจะเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ  แต่คนที่ทำมากเกินไปและไปเน้นถึงราคาหุ้นมากรวมถึงการที่ตนเองเองเข้ามา  “เล่นหุ้น” ทั้งเปิดเผยและอาจจะลับนั้น  ก็ทำให้ผมสงสัยว่าเขากำลังพยายามดันราคาหุ้นและล่อให้เราเข้าไปรับซื้อในราคาแพงหรือเปล่า?

    ว่าที่จริงยังมีพฤติกรรม  “ชวนสงสัย” ของผู้บริหารอีกมากมายหลายอย่างซึ่งรวมถึงผู้บริหารที่ “ปิดตัวเงียบ” และบริหารแบบเหมือนบริษัท  “ส่วนตัว” และโดยที่เขาแทบไม่สนใจราคาหุ้นเลย  แต่นี่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับว่าเขามีพฤติกรรมที่ดูเหมือนจะ “เอาเปรียบนักลงทุน” อื่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไม่ยอมจ่ายปันผลในอัตราที่ยุติธรรมทั้ง ๆ  ที่บริษัทมีกำไรที่ดี  เหตุผลที่ว่าจะเก็บเงินไว้เพื่อขยายงานหรือเผื่อสำหรับความปลอดภัยในอนาคตนั้นส่วนใหญ่แล้วก็มักจะ  “ฟังไม่ขึ้น”

    ทั้งหมดนั้นก็เป็นกรณี  “น่าสงสัย”  ของผู้บริหารที่เราจะต้องวิเคราะห์และติดตามใกล้ชิด  เขาอาจจะไม่ได้ทำหรือเป็นอย่างที่เราคิด  บางทีเราอาจจะคิดหรือวิเคราะห์ผิดเองก็เป็นได้  ประสบการณ์จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราควรจะเกี่ยวข้องกับบริษัทหรือหุ้นดังกล่าวมากน้อยแค่ไหน
[/size]



ตอบกลับโพส