ลงทุนต่างประเทศ/วีระพงษ์ ธัม

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

ลงทุนต่างประเทศ/วีระพงษ์ ธัม

โพสต์ โดย Thai VI Article » ศุกร์ ก.ค. 18, 2014 8:57 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    การลงทุนต่างประเทศในยุคปัจจุบันค่อนข้างเปิดกว้างมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ระเบียบขั้นตอนก็สะดวกขึ้นมาก และประกอบกับการพยายามแสวงหาโอกาสหาผลตอบแทนในการลงทุนใหม่ ๆ จึงมีนักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มมีการกระจายพอร์ตโฟลิโอไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์อย่างในประเทศอังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น สิงค์โปร์  (ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าปัจจุบันราคาอสังหาฯ ห่างจากประเทศไทยน้อยลง หรือแทบใกล้เคียงกันแล้ว) รวมถึงการลงทุนในกองทุนต่างประเทศซึ่งมีอยู่มากมาย แต่โอกาสนี้ ผมจะพูดถึงวิธีและแนวคิดของการไปลงทุนใน “หุ้นต่างประเทศ” โดยตรงครับ

    วิธีการลงทุนหุ้นต่างประเทศที่สะดวกที่สุด คือลงทุนผ่านโบรกเกอร์ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นตัวกลางในการเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ต่างประเทศ วิธีนี้จะช่วยลดปัญหาการโอนเงินเข้าออก เพราะดำเนินการภายใต้ธนาคารแห่งประเทศไทย วิธีการคือสอบถามโบรกเกอร์ว่าต้องการเปิดบัญชีต่างประเทศ (Offshore) ซึ่งมีโบรกเกอร์หลายแห่งที่ให้บริการด้านนี้ กรอกเอกสารเพิ่มเติมบางอย่าง และรอธนาคารแห่งประเทศไทยอนุมัติ วิธีการเปิดบัญชีไม่แตกต่างจากเปิดบัญชีหุ้นในประเทศ แต่อย่างไรก็ดีมีก็ข้อที่ควรคำนึงมากกว่าลงทุนหุ้นไทยหลายประการดังนี้ครับ

    1. เรื่องการเข้าถึงข้อมูล ด้วยข้อจำกัดด้านภาษา และความห่างไกลจากตลาดที่เราไปลงทุน ทำให้เราเสียเปรียบกว่านักลงทุนในประเทศนั้น ๆ ในแง่การทำความเข้าใจบริษัทและผู้บริหาร กิจกรรมที่สำคัญ ๆ เช่นการเยี่ยมชมกิจการ การลองใช้บริการสินค้า การสอบถามข้อมูล ก็ทำได้ไม่ง่ายเท่ากิจการในประเทศไทย แม้ว่าหลายบริษัทขนาดใหญ่จะให้ข้อมูลจำนวนมากผ่านทางเวปไซด์บริษัท และบางประเทศก็มีมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลดีกว่าบริษัทไทย แต่นักลงทุนก็ต้องศึกษาผ่าน “ตัวหนังสือ” ซึ่งมีข้อจำกัดพอสมควร 

    2. ความแตกต่างด้านมาตรฐานการบัญชี หลายประเทศมีมาตรฐานบัญชีที่แตกต่างจากไทย ซึ่งส่งผลให้ “ตัวเลข” หลาย ๆ ตัวไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้โดยตรง รวมถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลในแต่ละประเทศก็ไม่เทียมกันโดยเฉพาะถ้าเราต้องการไปลงทุนในประเทศที่ยังคงล้าหลังกว่าประเทศไทย การนำตัวเลขทางบัญชีมาประเมินมูลค่าหุ้นจึงต้องเป็นไปอย่างความระมัดระวัง

    3. ธรรมชาติของธุรกิจที่แตกต่างกัน ธุรกิจบางธุรกิจอาจจะเป็นธุรกิจเกรด A ในประเทศหนึ่ง ๆ แต่อาจจะเป็นแค่ธุรกิจพื้น ๆ สำหรับอีกประเทศหนึ่ง นอกจากการทำความเข้าใจตัวธุรกิจที่ยากกว่าไทยอยู่แล้ว เรายังต้องเข้าใจบริบทและสภาวะแวดล้อมของธุรกิจในประเทศนั้น ๆ ด้วยว่าแตกต่างจากประเทศไทยอย่างไร เช่น กฏระเบียบจากภาครัฐ ลักษณะของ Supply Chain หรือ Value Chain รวมไปถึงสภาวะการแข่งขัน วิถีชีวิตของสังคม ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้ทำให้คุณภาพธุรกิจของแต่ละประเทศแตกต่างกันทั้ง ๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน 

    4. ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่นความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจการเมืองของประเทศนั้น ๆ บางครั้งเราอาจจะกำไรจากหุ้น แต่ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน หรือในทางกลับกันเราอาจจะได้กำไรสองต่อ วิธีป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน โบรกเกอร์หลายแห่งให้บริการทำ Hedging ค่าเงินต่างประเทศ แต่ค่าใช้จ่ายไม่ใคร่คุ้มค่านักหากเราต้องการลงทุนระยะยาว อย่างไรก็ดีหากหุ้นที่เราไปลงทุนเป็นกิจการที่มีรายได้จากหลาย ๆ ประเทศ ธุรกิจลักษณะนี้ก็จะเป็นธุรกิจที่ป้องกันความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนได้ไปในตัวเอง

    5. ค่าใช้จ่ายและภาษี ปกติแล้วค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมของการลงทุนต่างประเทศจะสูงกว่าไทย เริ่มตั้งแต่ค่าใช้จ่ายโอนเงินออกไปต่างประเทศ (คิดเป็นครั้ง) ค่าคอมมิชชั่นที่สูงกว่า รวมถึงจะมีการคิดค่าคอมฯ ขั้นต่ำสูงกว่าประเทศไทย ดังนั้นการซื้อหุ้นแต่ละครั้งจำเป็นต้องซื้อเป็นจำนวนมากเพื่อให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่สูงเกินไป พอร์ตหุ้นที่ไปลงทุนต่างประเทศควรจะมีขนาดใหญ่ระดับหนึ่งแล้ว และเราควรศึกษาอัตราภาษีของแต่ละประเทศที่เข้าไปลงทุน รวมถึงวิธีการนำกำไรกลับสู่ประเทศไทย

    6. โปรแกรมหรือ Platform การลงทุนที่แตกต่างกัน ทำให้ต้องทำความเข้าใจคำสั่งซื้อ รวมถึงวิธีการเรียกชื่อหุ้นที่แตกต่างกันของหลาย ๆ ประเทศ และการลงทุนในบางประเทศเราจำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มให้กับ Platform เพื่อจะดูข้อมูล Real time การซื้อหุ้นจึงเป็นลักษณะกำหนดราคาที่อยากจะซื้อ หรือกำหนดคำสั่งซื้อในราคาที่ดีที่สุดเสียมากกว่า 

    ในทางกลับกันข้อดีโอกาสในการลงทุนต่างประเทศก็มีหลายประการ ด้วยเหตุผลในแง่ช่วยเพิ่มโอกาสและทางเลือกในการลงทุน สามารถกระจายความเสี่ยงออกจากประเทศไทยได้ ที่ผ่านมาตลาดหุ้นในหลาย ๆ ประเทศมีราคาถูกกว่าไทยมาก เนื่องจากเจอปัญหาที่รุนแรงในช่วงวิกฤต Subprime แต่หลังจากเห็นสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ หุ้นในประเทศเหล่านี้ก็ปรับตัวขึ้นมาหลายเท่าตัว สร้างกำไรให้กับนักลงทุนที่ไปลงทุนต่างประเทศในช่วงก่อนหน้าอย่างมากมาย แต่อย่างไรก็ดีการลงทุนต่างประเทศในช่วงต่อจากนี้ จะยากขึ้นจากช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา และอาจไม่หอมหวลเท่าไรนัก เพราะอย่าลืมว่าเรามีข้อเสียเปรียบหลายอย่าง ในขณะที่นักลงทุนในต่างประเทศก็มักจะมีสัดส่วนที่เป็นมืออาชีพมากกว่า ดังนั้นการลงทุนต่างประเทศต่อจากนี้คงจะเป็นเรื่องการกระจายความเสี่ยงเสียมากกว่า นอกจากว่าเราจะเป็นนักลงทุนที่มองยาวกว่านั้น คือ “มองหากิจการที่ยอดเยี่ยม ในประเทศที่ยอดเยี่ยม ในราคาที่ยอดเยี่ยม” ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ผลลัพท์ก็น่าท้าทาย และเหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีชั่วโมงบินสูงแล้วครับ
[/size]



ตอบกลับโพส