โค้ด: เลือกทั้งหมด
เมื่อเทียบกับมหาเศรษฐีชาวจีนหรือชาวจีนฮ่องกงแล้ว คนไทยไม่ค่อยรู้จักหรือได้ยินชื่อมหาเศรษฐีอินเดียมากนัก แต่เมื่อสาธารณรัฐอินเดีย ฉลองครบรอบ 68 ปีของการได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา มีสื่อต่างประเทศหลายฉบับได้เขียนถึงมหาเศรษฐีชาวอินเดีย ในวันนี้จึงอยากจะเล่าถึงมหาเศรษฐีเหล่านี้ให้ท่านอ่าน
สาธารณรัฐอินเดียถือเป็นถิ่นกำเนิดของอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตั้งแต่สมัย 2,000 ถึง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก มีพื้นที่ 3,287,263 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 1,236 ล้านคน มากเป็นอันดับสองของโลก โดยประชากร 80.5% นับถือศาสนาฮินดู 13.4% นับถือศาสนาอิสลาม 2.3% นับถือศาสนาคริสต์ 1.9% นับถือซิกค์ ที่เหลือเป็นศาสนาอื่นๆ
สาธารณรัฐอินเดีย แบ่งพื้นที่การปกครองเป็น 29 รัฐ และมีเขตพื้นที่อีก 7 แห่ง (เช่นเมืองหลวง และหมู่เกาะนิโคบา) มีประธานาธิบดีซึ่งเลือกโดยคณะผู้เลือกตั้งซึ่งมาจากสภาและรัฐต่างๆเป็นประมุขของประเทศ อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี โดยสามารถถูกเลือกต่อได้เรื่อยๆไม่มีกำหนด และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารประเทศ โดยรัฐสภาจะเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี
อินเดียเป็นประเทศที่มีความแตกต่างของรายได้สูง คนที่รวยก็รวยกันจริงๆ คนที่จนก็จนมากๆเช่นกัน จากการสำรวจพบว่า อภิมหาเศรษฐีของอินเดียจำนวน 103 คน มีความมั่งคั่งรวมกัน 180,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.76 ล้านล้านบาท ครึ่งหนึ่งของรายได้ประชาชาติ หรือจีดีพีของไทยเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลที่ Wealth-X สำรวจมา พบว่า 5 คนที่รวยที่สุดในบรรดาอภิมหาเศรษฐีเหล่านี้ มีส่วนแบ่งความมั่งคั่งถึง 47.5%ของอภิมหาเศรษฐีทั้งหมด
มาถึงตรงนี้ โดย 5 อภิมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในอินเดียเป็นใครบ้าง เผื่อจะยังมีลูกชายหลานชายโสดอยู่ อาจจะมีสาวๆชาวไทยอยากไปเป็นสะใภ้บ้างก็ได้นะคะ เพราะอินเดียมีผู้ชายมากกว่าผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยคิดเป็นสัดส่วน ผู้ชาย 1.12 คน ต่อผู้หญิง 1 คนค่ะ
อันดับหนึ่ง คือ มูเกช อัมบานี (Mukesh Ambani) เป็นประธานของบริษัทที่ติดอันดับในบริษัทใหญ่ที่สุดในโลก 500 บริษัทที่จัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์จูน ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันและก๊าซ ชื่อ Reliance Industries มีความมั่งคั่ง ประมาณ 24,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 780,800 ล้านบาท
อันดับที่สอง เราอาจจะคุ้นชื่อมากอยู่ เพราะมีธุรกิจในประเทศไทยด้วย คือ ลักษมี มิตตาล (Lakshmi Mittal) วัย 64 ปี ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ArcelorMittal ซึ่งทำธุรกิจเหล็กค่ะ มีความมั่งคั่งประมาณ 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 550,400 ล้านบาท)
อันดับที่สาม Dilip Shanghvi ดิฉันไม่กล้าสะกดชื่อเป็นภาษาไทย เพราะไม่แน่ใจว่าอ่านว่าอย่างไร เป็นเจ้าของธุรกิจยาชื่อ Sun Pharmaceutical Industries มีความมั่งคั่ง 16,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 521,600 ล้านบาท
อันดับที่สี่ อะซิม เปรมจิ (Azim Premji) เจ้าของธุรกิจซอฟท์แวร์ไวโปร (Wipro) มีความมั่งคั่ง 14,900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 476,800 ล้านบาท
อันดับที่ห้า พาลอนจิ ชาโปรจิ มิสตรี (Pallonji Shapoorji Mistry) ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Tata Sons ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ลงทุนในธุรกิจและอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ของกลุ่มทาทา (Tata Group) มีทั้งธุรกิจเหล็ก รถยนต์ สื่อสารและบริการโทรคมนาคม โรงแรม ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ และเครื่องดื่ม คุณพาลอนจิ มิสตรี มีความมั่งคั่งรวม 12,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 406,400 ล้านบาท ปัจจุบันถือสัญชาติไอริชตามภรรยา เพราะรัฐบาลอินเดียไม่ให้ถือสองสัญชาติ บุตรชายอายุ 46 ปีของเขา ชื่อ ไซรัส พาลอนจิ มิสตรี เพิ่งขึ้นเป็นประธานของทาทากรุ๊ปในปลายปี 2012 หลังจากที่ ราทาน ทาทา ประธานคนเดิมเกษียณอายุไป
ห้าคนนี้มีความมั่งคั่งรวมกัน 85,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.74 ล้านล้านบาท
แต่อภิมหาเศรษฐีเหล่านี้ไม่ได้เอาแต่ทำธุรกิจนะคะ แต่ละท่านต่างก็มีมูลนิธิที่ดูแลเพื่อร่วมชาติ หรืออาจจะร่วมโลก ทางด้าน การศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม สวัสดิการสังคม และการพัฒนาสังคม เพราะตระหนักดีว่า ไม่มีใครจะสามารถอยู่สุขสบายได้ ในขณะที่คนส่วนใหญ่มีความทุกข์จากความยากจน ความอดอยาก
คนอินเดียที่รู้หนังสือมีสัดส่วนเพียง 62.8% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งถือว่ายังน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ยิ่งเป็นผู้หญิงยิ่งมีอัตราการรู้หนังสือน้อยกว่าผู้ชาย โดยมีเพียง 50% ของประชากรหญิงเท่านั้นที่รู้หนังสือ
นอกจากนี้ เด็กอินเดียยังขาดอาหารกันเป็นจำนวนมาก โดยมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบที่มีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐานถึง 43.5% และมีการใช้แรงงานเด็ก (อายุ 5- 14 ปี)ถึง 27 ล้านคน
คนอินเดียที่เกิดในปัจจุบัน คาดว่ามีอายุขัยโดยเฉลี่ย 67.8 ปี ซึ่งถือว่าค่อนข้างสั้น ทำให้อินเดียมีสัดส่วนของผู้สูงวัยน้อย คือผู้สูงวัยที่มีอายุเกิน 65 ปี มีสัดส่วนเพียง 5.7% ของประชากร และมีเด็กอายุ 0-14 ปี จำนวน 28.5% ของประชากร
อินเดียถือเป็นประเทศที่มีคนหนุ่มคนสาวมาก โดยประชากรอายุ 27 ปี มีสัดส่วนสูงที่สุด (อายุมัธยฐาน)
ขนาดเศรษฐกิจของอินเดียยังไม่ใหญ่มากนักเมื่อคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นทางการคือมี จีดีพี ในปี 2013 ประมาณ 113.2 ล้านล้านรูปี หรือประมาณ 1.87 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 60 ล้านล้านบาท แต่หากคิดตามอำนาจซื้อ จะมีขนาดใหญ่มากขึ้นถึงประมาณ 5.07 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 162 ล้านล้านบาท
อินเดียมีจีดีพีต่อหัวของประชากรเท่ากับ 1,504 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ไทยมีจีดีพีต่อหัวเท่ากับ 5,674 เหรียญสหรัฐในปี 2013 หรือพูดง่ายๆคือ จีดีพีต่อหัวของไทยมากกว่าอินเดีย 3.77 เท่า หากคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นทางการเมื่อเทียบเป็นเหรียญสหรัฐ
อินเดียมีผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนอยู่ถึง 29.8%
เศรษฐกิจของอินเดียเป็นภาคบริการ 56.9% ภาคอุตสาหกรรม 25.8% และภาคการเกษตร 17.4% โดยหากแบ่งตามผลผลิต อินเดียมีการบริโภคภาคเอกชน 56.4% ของจีดีพี การลงทุน 29.6% รายจ่ายภาครัฐ 12.4% การผลิตเพื่อเป็นสินค้าคงคลัง 8.2% มีการนำเข้า 31.8% และการส่งออก 25.2% กล่าวคือ อินเดียยังเป็นผู้นำเข้าสุทธิอยู่ค่ะ
สินค้านำเข้าของอินเดียคือ น้ำมันดิบ อัญมณี เครื่องจักร ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า ในขณะที่สินค้าส่งออกที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อัญมณี เครื่องจักร เหล็กและเหล็กกล้า เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ และเสื้อผ้า ตลาดส่งออกหลักคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา จีน สิงคโปร์ และฮ่องกงค่ะ