สัปดาห์แห่งความตื่นเต้น/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

สัปดาห์แห่งความตื่นเต้น/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ ก.ย. 22, 2014 4:24 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    สัปดาห์ที่แล้ว เป็นสัปดาห์ที่มีเรื่องตื่นเต้นทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศ โดยการลงประชามติแยกหรือไม่แยกตัวออกจากสหราชอาณาจักร ของประเทศสก็อตแลนด์ และ เรื่องตื่นเต้นในวงการลงทุน โดย บริษัทอลีบาบา เสนอขายหุ้นต่อประชาชนในมูลค่าที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเรื่องของผู้รักอัญญมณีราคาแพงว่า จะผลิตเพชรได้น้อยลง

    สก็อตแลนด์ มีสัดส่วนจีดีพี 8% ของจีดีพีของสหราชอาณาจักร อันประกอบด้วย อังกฤษ เวลส์ สก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ  สก็อตแลนด์มีประชากร 5.08 ล้านคน เศรษฐกิจส่วนใหญ่เป็นภาคบริการ โดยเฉพาะบริการการเงิน          สก็อตแลนด์อยู่รวมในสหราชอาณาจักรมาตั้งแต่ปี 1707 หรือเป็นเวลาถึง 307 ปี  สาเหตุที่มีการลงประชามติขอแยกเป็นอิสระ เพราะพรรครัฐบาลในปัจจุบัน หาเสียงเอาไว้ตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อครั้งก่อนหน้าในปี 2007 และต่อเนื่องมาในการเลือกตั้งเมื่อปี 2011 ว่า หากได้รับเลือกตั้ง จะเปิดทำประชามติ ให้ชาวสก็อตเลือกว่าจะอยู่ในเครือจักรภพต่อไปหรือจะเป็นประเทศเดี่ยว

    ในช่วงเย็นวันพฤหัสต่อถึงเช้าวันศุกร์ในบ้านเรา ผู้คนในโลกต่างติดตามรอฟังข่าวคราวการลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศสก็อตแลนด์ โดยผลของการสำรวจความเห็นก่อนหน้านั้นใกล้เคียงกันมากระหว่างเสียงโหวตว่าจะแยกประเทศกับเสียงโหวตว่าไม่แยกจะขออยู่รวมเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรต่อไป

    ใกล้เคียงจนกระทั่งมีผลต่อค่าเงินปอนด์ของอังกฤษ โดยเงินปอนด์ที่มีค่า 1.7146 เหรียญสหรัฐในวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 อ่อนค่าลงไป เหลือ 1.6070 เหรียญสหรัฐ ในวันที่ 11 กันยายน เมื่อผลโพลออกมาสูสี และฝ่ายต้องการแยกประเทศมีคะแนนตีตื้นขึ้นเรื่อยๆ คิดเป็นการอ่อนตัวถึง 6.27% แต่สามารถฟื้นกลับขึ้นมาเป็น 1.65 เหรียญสหรัฐต่อปอนด์  หลังทราบผล การนับคะแนนไปบางส่วน โดยค่าเงินปอนด์ในวันศุกร์ปิดที่ 1.6287 เหรียญสหรัฐ

    นอกจากนี้ ยังมีผลทางจิตวิทยาต่อนักลงทุนในตลาดหุ้นทั้งหลาย โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย ปิดด้วยการปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนโล่งอกว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลง 

    นักลงทุนไม่ชอบความไม่แน่นอน ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งในเหตุการณ์ที่ตอกย้ำความรู้สึกของนักลงทุนในเรื่องของความไม่แน่นอน

    ไม่เพียงแต่รัฐบาลของสหราชอาณาจักรเท่านั้นที่โล่งอก แต่รัฐบาลของสเปน ที่มีแคว้น กาลาลุน ทางตะวันออกเฉียงเหนือ (ที่ดิฉันเคยเล่าถึง) และประเทศอื่นๆที่คนกลุ่มใหญ่พอสมควรมีแนวคิดว่าอยากเป็นอิสระ ก็พลอยโล่งอกไปด้วย อย่างน้อยก็อีกพักใหญ่ค่ะ

    สำหรับสก็อตแลนด์เอง แม้จะไม่ได้แบ่งแยกประเทศเป็นอิสระ แต่ผลของการลงประชามติในครั้งนี้ ก็ทำให้สหราชอาณาจักรตระหนักถึงความสำคัญของสก็อตแลนด์มากขึ้น สก็อตแลนด์เองก็ให้คนในโลกรู้จักสก็อตแลนด์มากขึ้น ธงสีน้ำเงินสดเกือบฟ้าที่มีกากบาทสีขาวของสก็อตแลนด์ ก็ได้ออกโทรทัศน์ทั่วโลก คนสนใจมากขึ้นว่าสก็อตแลนด์มีความเป็นมาอย่างไร ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวที่ไม่ต้องใช้เงิน

    ความตื่นเต้นที่สองเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้ๆกันค่ะ หลังตลาดหุ้นนิวยอร์คปิดทำการซื้อขายในวันพฤหัสบดี อลีบาบา ก็สรุปราคาเสนอขายหุ้นแก่ประชาชน ว่าเท่ากับ 68 เหรียญสหรัฐ ดิฉันเข้าไปดูในหนังสือชี้ขวนหนา 272 หน้า บวกเอกสารประกอบอีก 75 หน้า อยากทราบว่ามูลค่าที่ตราไว้เท่าไร ก็พบว่ามูลค่าที่ตราไว้ หรือ Par Value ต่อหุ้นเท่ากับ 0.000025 เหรียญ หรือเท่ากับประมาณ 0.0008 บาท 

    อลีบาบา เป็นบริษัท อีคอมเมิร์ซ ของจีน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1999 ด้วยทุนจดทะเบียน 60,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.9 ล้านบาท) เจ้าของเคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษมาก่อน ตอนนี้เป็นหนึ่งในคนที่รวยที่สุดในโลกไปแล้ว เมื่อหุ้นซื้อขายวันแรกในตลาดหุ้นนิวยอร์ค (New York Stock Exchange) เมื่อวันศุกร์ที่ 19 กันยายน ใช้สัญลักษณ์ BABA ราคาเปิด 92.7 เหรียญ ขึ้นไปสูงสุดระหว่างวันหลังจากเปิดได้ไม่นานที่ 99.7 เหรียญ และลงไปต่ำสุดระหว่างวันที่ 89.95 เหรียญ โดยกลับขึ้นปิดการซื้อขายในวันแรกที่ 93.89 เหรียญค่ะ

    อลีบาบา เสนอขาย 320 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 68 เหรียญ มูลค่าเสนอขายต่อประชาชน 21,760 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 700,000 ล้านบาท

    ผู้เชียวชาญเตือนว่า มีหุ้นอีก 128 ล้านหุ้นจากพนักงานเก่า ที่เคยซื้อด้วยต้นทุน 2.82 เหรียญ ซึ่งไม่ติดช่วงเวลาห้ามซื้อขาย ดังนั้นจึงอาจมีการขายออกมาได้ตลอดเวลา ซึ่งถ้าขายออกมาก็จะกดดันราคาหุ้นไม่ให้ขึ้นไปสูงมากค่ะ ได้กำไรไป 3,229% ใครจะไม่อยากขาย

    ทำไมคนจึงตื่นเต้นกับหุ้นของอลีบาบามาก ต้องเรียนว่าเกิดจากการเปรียบเทียบค่ะ อลีบาบามีส่วนแบ่งตลาดของการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต หรืออีคอมเมิร์ซในจีน ถึง 80% โดยลูกค้าที่ซื้อสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตในจีนมีถึง 255 ล้านคนแต่ละคนมีออเดอร์ประมาณ 50 ครั้งต่อปี  รายได้ของบริษัทในไตรมาสที่ผ่านมาเติบโตถึง 46% และบริษัทมีกำไรเบื้องต้น 54%

    แต่บริษัทก็มีข้อเสียเปรียบค่ะ เนื่องจาก เป็นบริษัทจดทะเบียนในหมู่เกาะเคย์แมน ดังนั้น หุ้นของบริษัทจึงไม่อยู่ในดัชนีหลายดัชนีที่นำมาอ้างอิงเป็นกองทุนดัชนี ไม่ว่าจะเป็น MSCI หรือ S&P เพราะกฎของเขาคือไม่นำหุ้นที่จดทะเบียน ในประเทศหนึ่ง และเข้าไปซื้อขายหรือ list ในอีกประเทศหนึ่ง เข้ามาคำนวณดัชนีค่ะ แต่กฎนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ในอนาคต เพราะโลกเริ่มมีขอบเขตน้อยลง และตลาดหุ้นต่างๆก็แข่งกันเสาะแสวงหาบริษัทดีๆมาจดทะเบียนในตลาดข้ามประเทศกันมากขึ้น

    การที่ไม่อยู่ในดัชนี แปลว่า จะไม่อยู่ใน กองทุนรวมดัชนี หรือ Exchange Traded Fund (ETF) ที่อิง MSCI หรือ FTSE ด้วย และหลายท่านลงทุนในกองทุนดัชนี แนสแดค (NASDAQ) ไว้ โดยหวังว่าจะได้ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี แต่ก็ไม่อยู่นะคะ เพราะหุ้นนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์คค่ะ

    มาเรื่องสุดท้าย เรื่องเพชร  เดอเบียร์ ซึ่งเป็นเจ้าตลาดในเรื่องเพชร ออกมาให้ข่าวว่า ปริมาณเพชรที่ผลิตในโลกจะลดลงตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป เพราะเพชรที่ขุดจากเหมืองในประเทศ บอทสวานา อัฟริกาใต้ และ นามิเบีย กำลังจะหมดค่ะ ต้องอาศัยแหล่งใหม่ๆ ในแองโกลา คองโก ซิมบาบเว ไซบีเรีย และแคนาดา

    มูลค่าตลาดเพชรในโลกในปีที่แล้ว คือปี 2013 ประมาณ 79,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.54 ล้านล้านบาท โดยมีการเติบโต 3% จากปี 2012  ในปัจจุบัน มีความต้องการเพชรเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาด หสรัฐอเมริกา จีน และ อินเดีย โดยประเทศจีนประเทศเดียวก็มีความต้องการเพชรถึง 15% ของความต้องการในโลกแล้ว เมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้วคือ 2003 จีนมีความต้องการเพชรเพียงไม่ถึง 3% ของโลก

    ผู้สะสมเพชร คงรู้สึกดีว่ามูลค่าของสะสมจะเพิ่มขึ้นแล้วค่ะ แต่ต้องอย่าลืมว่า ในมุมมองของการลงทุน เพชรเป็นการลงทุนทางเลือกอย่างหนึ่ง และการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง การลงทุนทางเลือกอาจจะมีสภาพคล่องไม่สูงเท่ากับการลงทุนตามประเพณีนิยมเช่น พันธบัตร หุ้นทุน หรือหุ้นกู้ ค่ะ
[/size]



ตอบกลับโพส