URBANIZATION และกรุงเทพมหานคร/วีระพงษ์ ธัม

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

URBANIZATION และกรุงเทพมหานคร/วีระพงษ์ ธัม

โพสต์ โดย Thai VI Article » พฤหัสฯ. ก.ย. 25, 2014 1:08 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    กระแสของการย้ายของผู้คนสู่เมือง (Urbanization) มีมานานนับเป็นพันปี นี่คือกระแส Megatrend ที่ยาวนานที่สุดอย่างหนึ่งตั้งแต่กำเนิดอารยธรรมมนุษย์ และดูเหมือนกระแสนี้จะเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จากผลการวิจัยของ Mckensey ปี 2010 ที่ผ่านมาคือปีแรกในประวัติศาสตร์ ที่มนุษย์มากกว่าครึ่งอาศัยอยู่ในเมือง นอกจากนั้นผลผลิต GDP ของโลกถึง 38% มาจากเมือง 100 อันดับแรก ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอย่างจีน ในปี 1980 เคยมีประชากรอาศัยอยู่ในเมืองเพียง 20% แต่ในปี 2020 ประชากรมากกว่า 60% จะอยู่ในเมือง และนี่คืออิทธิพลใหญ่ที่มีผลต่อหลาย ๆ แง่ของชีวิตมนุษย์ รวมไปถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    หัวข้อหนึ่งที่พูดคุยกันอย่างแพร่หลายใน World Economic Forum มาหลายปี คือเรื่องความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และในปีหลัง ๆ Forum จะเริ่มโฟกัสลงไปในระดับ “เมือง” มากขึ้น ซึ่งผลการวิจัยก็พบว่านี่คือแรงขับดันเศรษฐกิจของมนุษย์ในอนาคต และสำหรับนักลงทุนแล้ว นี่คือเวทีการแข่งขันใน “ภาพใหญ่” ที่เราไม่ควรจะมองข้าม

    ในรายงานของ World Economic Forum ได้วิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของเมือง โดยเอากรณีศึกษาจากเมืองจากหลาย ๆ แหล่งของโลก เช่น การเติบโตของดูไบ สิงค์โปร์ หรือความถดถอยของดีทรอยท์ ซึ่งมีหัวข้อที่น่าสนใจหลัก ๆ ดังนี้ครับ

    1. วิสัยทัศน์และภาวะผู้นำ สร้างความแตกต่างมากมายของพัฒนาการของเมือง ผลการวิจัยยกตัวอย่างผู้นำเพื่อนบ้านเรา อย่างลี กวน ยู ซึ่งแสดงวิสัยทัศน์การพัฒนาของสิงค์โปร์ตั้งแต่รับตำแหน่ง ในวันแรกของการกำเนิดสิงค์โปร์ปี 1965 GDP ต่อหัวเพียง 500$ จนถึงวันนี้มากกว่า 60,000$ ผู้นำได้บอกทิศทาง สร้างความกลมเกลียวในชาติ สร้างประสิทธิภาพในการบริหารของภาครัฐ การกระจายอำนาจ จนสามารถดึงบริษัทข้ามชาติเข้าไปมากมาย จนปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาค 

    นอกจากนั้นเมืองนี้ยังรู้จัก “ลงทุน” อีกเสียด้วย เพราะงบประมาณที่เหลือทุกปี (สิงค์โปร์ไม่เคยขาดดุลงบประมาณเลยตั้งแต่ทศวรรษ 1980) ก็นำไปจัดตั้งบริษัทจัดการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งก็ไปลงทุนในยุทธศาสตร์สำคัญ ๆ ทั่วโลก และสร้างผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่กลับมาสู่เมืองในที่สุด มีการบริหารจัดการที่ดี รู้จักออม รู้จักลงทุน นี่คือเส้นทางของเมืองที่ประสบความสำเร็จ 

    ในมุมกลับกันดีทรอยท์ ที่เคยเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกา เพิ่งจะเข้าสู่กระบวนการล้มละลายในปีที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นการล้มละลายระดับเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทีเดียว (หนี้มูลค่า 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ดีทรอยท์เคยมีประชากรถึง 1.8 ล้านในช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุดในปี 1950 เป็นผู้นำการผลิตรถยนต์ของโลก ในปัจจุบันดีทรอยท์เป็นเมืองที่มีอาชญากรรมสูง เป็นเมืองหนึ่งในสหรัฐที่ผมรู้สึกว่าน่าอยู่น้อยที่สุด ประชากรลดลงเหลือ 700,000 คนในปัจจุบัน และลดลงถึง 25% ในช่วงแค่ 10 ปีที่ผ่านมา 

    ปัญหาสำคัญของดีทรอยท์คือความสามารถในการปรับตัว ตั้งแต่ที่ค่าแรงถีบตัวสูงขึ้น โรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะยานยนต์ก็เริ่มย้ายออกจากเมือง ส่งผลให้เกิดการว่างงาน ทำให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้เท่าที่ควร และยังมีการคอร์รับชั่นเกิดขึ้นมากมายในภาครัฐ เกิดการขาดดุลงบประมาณอย่างหนัก และจำเป็นต้องขึ้นภาษี ซึ่งเกิดวงจรแห่งความชั่วร้าย (Vicious Circle) ประชากรยิ่งย้ายหนีออกจากเมืองเข้าไปอีก นี่คือวงจรที่ทำให้เมืองที่ยิ่งใหญ่ของโลกในยุคหนึ่ง เข้าสู่ภาวะล้มละลาย รวมไปถึงบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในเมืองก็แย่ลงกว่าเดิม

    2. การเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน หัวใจสำคัญคือการวางผังเมืองเผื่อโดยมองไปข้างหน้า อย่างเกาะแมนฮัตตันในนิวยอร์ค คือตัวอย่างที่ดีที่สร้างพื้นที่ในการขยายตัวของเมืองไว้เผื่อ รวมไปถึงการสร้างความหนาแน่นหรือตึกสูงไว้ในใจกลางเมือง ซึ่งเป็นผลดีต่อธุรกิจและนวัตกรรม (เช่นในฮ่องกง หรือในชิคาโก) รวมไปถึงการเลือกโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับเมือง เช่นระบบราง ถนน เป็นต้น

    3. การเชื่อมโยงด้านสังคม ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือภาคการศึกษา เมืองอย่างบอสตัน พิตส์เบิร์ก ก็ผันตัวจากเมืองอุตสาหกรรมเป็นเมืองการศึกษา จนก้าวไปสู่ความชำนาญพิเศษของเมือง รวมไปถึงการมีเทคโนโลยีชั้นสูงรองรับ และสังคมที่คุณภาพสูง ๆ ปลอดภัย น่าอยู่อาศัย จะดึงดูดคนเก่งเข้าสู่เมือง ตัวอย่างเช่น Silicon Valley ในเมืองซานฟรานซิสโกเป็นต้น

    บริษัทขนาดใหญ่ที่ยอดเยี่ยมมักจะมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองที่ยิ่งใหญ่เสมอ ๆ นี่คือ “ที่อยู่” ของ “คน” ซึ่งเป็นปัจจัยรองรับการเติบโตของธุรกิจที่สำคัญ และนี่คือสาเหตุที่การวิเคราะห์เมืองเป็นปัจจัยสำคัญในการมองภาพใหญ่ หรือ Top Down ในการลงทุน

    ผมเป็นคนชอบเดินทาง และมีโอกาสแวะเวียนเมืองมากกว่า 300 แห่งทั่วโลก ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองที่ก้าวหน้าและเป็นผู้ชนะ และเป็นผู้แพ้ที่ถดถอยลงไป แม้ว่าปัญหาในกรุงเทพฯ จะมีมากมายแค่ไหน แต่ก็รู้สึกว่ากรุงเทพฯ คือเมืองหนึ่งในโลกที่น่าอยู่ และมีศักยภาพ  และได้แต่หวังว่าผู้นำจะพากรุงเทพฯ ก้าวไปสู่เมืองชั้นนำระดับโลกได้ เพราะนี่จะเป็นแรงส่งสำคัญให้บริษัทไทยก้าวไปสู่ระดับภูมิภาค รวมไปถึงระดับโลกได้อย่างมั่นคงครับ
[/size]



ตอบกลับโพส