ชัยชนะของมวยรอง / คนขายของ
ชัยชนะของมวยรอง / คนขายของ
ชัยชนะของมวยรอง / โดย คนขายของ
โดยปกตินักลงทุนแบบเน้นคุณค่าจะเน้นการลงทุนในกิจการที่เป็น “ที่หนึ่ง” ในอุตสาหกรรมนั้นๆ
เช่น ถ้าเป็นอุตสาหกรรมน้ำอัดลม Coca-Cola ก็จะขึ้นเป็นตัวเลือกอันดับแรก สาเหตุที่ นักลงทุนแนว VI ให้น้ำหนักกับผู้ชนะอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมนั้นๆ อาจเป็นเพราะว่า โดยมาก ผู้นำในอุตสากรรมมักมีสิ่งที่เรียกว่า “ความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน” มากกว่ากิจการ ที่เป็นที่สอง หรือ ที่สาม การลงทุนในกิจการที่เรียกได้ว่าเป็นเบอร์หนึ่งของตลาดนั้น มีโอกาสที่จะนำมา ซึ่งผลตอบแทนที่มากกว่ากิจการที่อยู่ในระดับรองลงไป แต่ว่าบทสรุปนี้ จะเป็นจริงทุกกรณีหรือไม่ ในบทความนี้ผมขอยกกรณีศึกษาของกิจการเสื้อผ้า และรองเท้ากีฬา ในประเทศอเมริกา มาเล่าสู่กันฟัง
ในปี คศ 1996 บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้ากีฬาอย่าง NIKE มีมูลค่ากิจการ (Market Cap) สูงถึง 15,000 ล้านเหรียญ และมียอดขายประมาณ 6,500 ล้านเหรียญ ในปีนั้นเอง กิจการเสื้อผ้ากีฬาขนาดเล็ก ชื่อ “Under Armour” ก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยนักกีฬา อเมริกันฟุตบอลที่ชื่อ “Kelvin Plank” เคลวินเป็นนักกีฬาที่มีเหงื่อเยอะมาก ทำให้เขา ไม่พอใจเสื้อกีฬาที่ทำจากผ้าฝ้ายเพราะผ้าจะอุ้มน้ำทำให้การเคลื่อนไหวไม่ถนัด เขาได้เริ่มค้นคว้า วิจัยเนื้อผ้าต่างๆ ที่ไม่อุ้มน้ำ แห้งไว และ มีน้ำหนักเบา ในที่สุดเคลวิน ก็มาได้ไอเดียโดยการนำ เอาผ้าชนิดหนึ่งสำหรับทำชุดชั้นในของผู้หญิง มาประยุกต์ใช้ทำเป็นชุดกีฬา ในปีแรก (1996) ที่เคลวินเริ่มทำธุรกิจ บริษัทมียอดขายเพียง 17,000 เหรียญ หรือต่างจากยอดขายของ NIKE ถึง เกือบ 400,000 เท่า
กิจการ Under Armour (UA) เจริญรุ่งเรืองไปด้วยดี ลูกค้าประทับใจในตัวสินค้ามาก จนช่วยกันบอกต่อ ยอดขายของบริษัทเติบโตและกลายเป็นบริษัทจดทะเบียนในปี 2005 มูลค่าของกิจการในปีแรกอยู่ที่ 1,800 ล้านเหรียญ เพื่อที่ประสบความสำเร็จ บริษัทได้ให้ ความสำคัญกับนวัตกรรม ใหม่ๆ เช่นผ้าที่ใช่แล้วเย็น (สำหรับเมืองร้อน) ผ้าที่เก็บความร้อนได้ดี (สำหรับเมืองหนาว) และซิปที่สามารถรูดได้โดยใช้มือเดียว บริษัทมุ่งเน้นในการทำงานร่วมกับ นักกีฬาเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ ในส่วนของการกระจายสินค้า เน้นเพิ่มจุดขายของบริษัทเอง ลดการขายผ่านตัวแทนจำหน่ายทำให้ใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น และเป็นการเพิ่ม marginไปด้วย
หากเราวิเคราะห์หุ้น UA ผ่านอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ เช่น PE, PBV และ DIV Yield เทียบกับกิจการอย่าง NIKE โดยไม่ให้น้ำหนักกับการวิเคราะห์ “เชิงคุณภาพ” และศักยภาพที่ บริษัทจะสามารถเติบโตได้ในอนาคต ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายท่านคงตัดสินใจซื้อ NIKE ในปี 2005 ซึ่งในปีนั้น NIKE มี PE=17, PBV=3.6 และ DIV Yield= 1.23%
ส่วน UA มี PE=83, PBV=11 และ DIV Yield=0% นอกจากอัตราส่วน ทางการเงิน ที่ดูน่าดึงดูดใจกว่า ในปี 2005 คนทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น ผู้จัดการกองทุน โบรกเกอร์ และ นายธนาคาร ล้วนรู้จัก NIKE กันเป็นอย่างดี แต่คนที่รู้จัก UA คงมีไม่มากนัก ดังนั้นหุ้น NIKE จึงน่าเป็นที่นิยมมากกว่า แต่กลายเป็นว่านักลงทุนที่ซื้อหุ้น UA ในวันที่เทรดวันแรก และถือมา จนถึงตอนนี้ เขาจะได้ผลตอบแทน (Capital Gain) ประมาณ 10 เท่า แต่หากเขา เปลี่ยนใจไปซื้อ NIKE ในวันเดียวกันและถือมาถึงตอนนี้ เขาจะได้ผลตอยแทนเพียง 2.6 เท่า
“Under Armour” เป็นตัวอย่างหนึ่งของกิจการขนาดเล็ก ที่มีกลยุทธ์ที่ชัดเจน มีการดำเนินงาน ที่ดีเยี่ยม และใส่ใจในรายละเอียดกับลูกค้า จะว่าไปก็คล้ายๆกับ “APPLE” ของวงการเสื้อผ้ากีฬา ทางบริษัทเพิ่งประกาศผลประกอบการ 2Q14 เมื่อเร็วๆนี้ พบว่าสามารถทำกำไรเติบโตมากกว่า 20% ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 17 บริษัทแบบนี้สามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้น ได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ทุกบริษัทขนาดเล็ก จะสามารถทำได้แบบนี้ กิจการอย่าง AOL (American Online) ซึ่งเคยมีคนคาดว่า บริษัทนี้จะขึ้นมาเป็นคู่ต่อกรกับ Microsoft ของ บิล เกตส์ ด้วยการควบรวมกิจการกับบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Time Warner แต่ปรากฎ ว่าการควบรวมครั้งนั้นล้มเหลว และไม่สามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันได้ จนในที่สุดชื่อของ AOL ก็ได้หายไปจากความทรงจำ ดังนั้นนักลงทุนที่ดีควรตระหนักถึงทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” ของกิจการไม่ว่าจะเป็นประเภท “มวยหลัก”หรือ“มวยรอง” ให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
โดยปกตินักลงทุนแบบเน้นคุณค่าจะเน้นการลงทุนในกิจการที่เป็น “ที่หนึ่ง” ในอุตสาหกรรมนั้นๆ
เช่น ถ้าเป็นอุตสาหกรรมน้ำอัดลม Coca-Cola ก็จะขึ้นเป็นตัวเลือกอันดับแรก สาเหตุที่ นักลงทุนแนว VI ให้น้ำหนักกับผู้ชนะอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมนั้นๆ อาจเป็นเพราะว่า โดยมาก ผู้นำในอุตสากรรมมักมีสิ่งที่เรียกว่า “ความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน” มากกว่ากิจการ ที่เป็นที่สอง หรือ ที่สาม การลงทุนในกิจการที่เรียกได้ว่าเป็นเบอร์หนึ่งของตลาดนั้น มีโอกาสที่จะนำมา ซึ่งผลตอบแทนที่มากกว่ากิจการที่อยู่ในระดับรองลงไป แต่ว่าบทสรุปนี้ จะเป็นจริงทุกกรณีหรือไม่ ในบทความนี้ผมขอยกกรณีศึกษาของกิจการเสื้อผ้า และรองเท้ากีฬา ในประเทศอเมริกา มาเล่าสู่กันฟัง
ในปี คศ 1996 บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้ากีฬาอย่าง NIKE มีมูลค่ากิจการ (Market Cap) สูงถึง 15,000 ล้านเหรียญ และมียอดขายประมาณ 6,500 ล้านเหรียญ ในปีนั้นเอง กิจการเสื้อผ้ากีฬาขนาดเล็ก ชื่อ “Under Armour” ก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยนักกีฬา อเมริกันฟุตบอลที่ชื่อ “Kelvin Plank” เคลวินเป็นนักกีฬาที่มีเหงื่อเยอะมาก ทำให้เขา ไม่พอใจเสื้อกีฬาที่ทำจากผ้าฝ้ายเพราะผ้าจะอุ้มน้ำทำให้การเคลื่อนไหวไม่ถนัด เขาได้เริ่มค้นคว้า วิจัยเนื้อผ้าต่างๆ ที่ไม่อุ้มน้ำ แห้งไว และ มีน้ำหนักเบา ในที่สุดเคลวิน ก็มาได้ไอเดียโดยการนำ เอาผ้าชนิดหนึ่งสำหรับทำชุดชั้นในของผู้หญิง มาประยุกต์ใช้ทำเป็นชุดกีฬา ในปีแรก (1996) ที่เคลวินเริ่มทำธุรกิจ บริษัทมียอดขายเพียง 17,000 เหรียญ หรือต่างจากยอดขายของ NIKE ถึง เกือบ 400,000 เท่า
กิจการ Under Armour (UA) เจริญรุ่งเรืองไปด้วยดี ลูกค้าประทับใจในตัวสินค้ามาก จนช่วยกันบอกต่อ ยอดขายของบริษัทเติบโตและกลายเป็นบริษัทจดทะเบียนในปี 2005 มูลค่าของกิจการในปีแรกอยู่ที่ 1,800 ล้านเหรียญ เพื่อที่ประสบความสำเร็จ บริษัทได้ให้ ความสำคัญกับนวัตกรรม ใหม่ๆ เช่นผ้าที่ใช่แล้วเย็น (สำหรับเมืองร้อน) ผ้าที่เก็บความร้อนได้ดี (สำหรับเมืองหนาว) และซิปที่สามารถรูดได้โดยใช้มือเดียว บริษัทมุ่งเน้นในการทำงานร่วมกับ นักกีฬาเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ ในส่วนของการกระจายสินค้า เน้นเพิ่มจุดขายของบริษัทเอง ลดการขายผ่านตัวแทนจำหน่ายทำให้ใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น และเป็นการเพิ่ม marginไปด้วย
หากเราวิเคราะห์หุ้น UA ผ่านอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ เช่น PE, PBV และ DIV Yield เทียบกับกิจการอย่าง NIKE โดยไม่ให้น้ำหนักกับการวิเคราะห์ “เชิงคุณภาพ” และศักยภาพที่ บริษัทจะสามารถเติบโตได้ในอนาคต ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายท่านคงตัดสินใจซื้อ NIKE ในปี 2005 ซึ่งในปีนั้น NIKE มี PE=17, PBV=3.6 และ DIV Yield= 1.23%
ส่วน UA มี PE=83, PBV=11 และ DIV Yield=0% นอกจากอัตราส่วน ทางการเงิน ที่ดูน่าดึงดูดใจกว่า ในปี 2005 คนทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น ผู้จัดการกองทุน โบรกเกอร์ และ นายธนาคาร ล้วนรู้จัก NIKE กันเป็นอย่างดี แต่คนที่รู้จัก UA คงมีไม่มากนัก ดังนั้นหุ้น NIKE จึงน่าเป็นที่นิยมมากกว่า แต่กลายเป็นว่านักลงทุนที่ซื้อหุ้น UA ในวันที่เทรดวันแรก และถือมา จนถึงตอนนี้ เขาจะได้ผลตอบแทน (Capital Gain) ประมาณ 10 เท่า แต่หากเขา เปลี่ยนใจไปซื้อ NIKE ในวันเดียวกันและถือมาถึงตอนนี้ เขาจะได้ผลตอยแทนเพียง 2.6 เท่า
“Under Armour” เป็นตัวอย่างหนึ่งของกิจการขนาดเล็ก ที่มีกลยุทธ์ที่ชัดเจน มีการดำเนินงาน ที่ดีเยี่ยม และใส่ใจในรายละเอียดกับลูกค้า จะว่าไปก็คล้ายๆกับ “APPLE” ของวงการเสื้อผ้ากีฬา ทางบริษัทเพิ่งประกาศผลประกอบการ 2Q14 เมื่อเร็วๆนี้ พบว่าสามารถทำกำไรเติบโตมากกว่า 20% ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 17 บริษัทแบบนี้สามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้น ได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ทุกบริษัทขนาดเล็ก จะสามารถทำได้แบบนี้ กิจการอย่าง AOL (American Online) ซึ่งเคยมีคนคาดว่า บริษัทนี้จะขึ้นมาเป็นคู่ต่อกรกับ Microsoft ของ บิล เกตส์ ด้วยการควบรวมกิจการกับบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Time Warner แต่ปรากฎ ว่าการควบรวมครั้งนั้นล้มเหลว และไม่สามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันได้ จนในที่สุดชื่อของ AOL ก็ได้หายไปจากความทรงจำ ดังนั้นนักลงทุนที่ดีควรตระหนักถึงทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” ของกิจการไม่ว่าจะเป็นประเภท “มวยหลัก”หรือ“มวยรอง” ให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อดทนไว้ กำไรยั่งยืน
Re: ชัยชนะของมวยรอง / คนขายของ
จากบทความล่าสุดเรื่อง "ชัยชนะของ มวยรอง" ผมได้ลองใช้ YCHART แสดงผลของการซื้อหุ้น 5 ตัวในช่วงที่ Under Armour ออก IPO ตอนปลายปี 2005 ปรากฎว่า กิจการเสื้อผ้า รองเท้ากีฬา ขนาดเล็กอย่าง UA สามารถทำ Capital Gain นอกจากจะชนะ NIKE ที่เป็นคู่แข่งหลักแล้ว ยังชนะกิจการ Blue Chip อย่าง IBM และ GE และยังชนะกิจการ e-commerce ที่ร้อนแรงอย่าง AMAZON อีกด้วย
เรื่องนี้ตอกย้ำว่าหุ้นขนาดเล็ก หรือ Small Cap สามารถให้ผลตอบแทนได้ดีกว่า Large Cap แต่ทั้งนี้นักลงทุนควรตระหนักด้วยว่าการลงทุนใน Small Cap นั้นเป็นลักษณะ High Risk High Return มีหลายกิจการที่เป็น Small Cap ที่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ล้มหายตายไป และก็เหมือนหลายๆเรื่องในประวัติศาสตร์ที่ผู้แพ้มักไม่ถูกกล่าวถึง
เรื่องนี้ตอกย้ำว่าหุ้นขนาดเล็ก หรือ Small Cap สามารถให้ผลตอบแทนได้ดีกว่า Large Cap แต่ทั้งนี้นักลงทุนควรตระหนักด้วยว่าการลงทุนใน Small Cap นั้นเป็นลักษณะ High Risk High Return มีหลายกิจการที่เป็น Small Cap ที่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ล้มหายตายไป และก็เหมือนหลายๆเรื่องในประวัติศาสตร์ที่ผู้แพ้มักไม่ถูกกล่าวถึง
อดทนไว้ กำไรยั่งยืน
Re: ชัยชนะของมวยรอง / คนขายของ
ผมขอพูดเป็นกรณีทั่วไปไม่ใช้เฉพาะกรณี Under Armour นะครับdonnyvi เขียน:ชอบมากเลยครับพี่
มีคำถามนิดนึงคับว่า หากในปี 2005 นั้น นักลงทุนเห็น PE PBV และ DIV ของ UA แล้วจะซื้อก็กะไรอยู่หรือไม่ครับ (UA มี PE=83, PBV=11 และ DIV Yield=0%)
หากเป็นอย่างนั้น เวลาที่ดีที่ควรซื้อ UA ควรจะเป็นเวลาไปในระหว่างปี 2005 - 2014 หรือไม่เอ่ย
เราควรทำอย่างไรในกรณีนี้ครับ
ขอบคุณครับ ^^
กิจการประเภท"เล็กพริกขี้หนู" ต้องอาศัยมุมมองทางธุรกิจมาช่วย จะดูแต่ในแง่ Finance อย่างเดียวไม่ได้ กรณีแบบนี้ โดยปกติผมจะดูว่า Accessible Market Size (ขนาดของตลาดที่บริษัทสามารถเจาะเข้าไปได้) ใหญ่ขนาดไหน และ บริษัทมีกลยุทธ์ทางธุรกิจ และ ผลิตภัณฑ์หรือบริการ ดีพอที่จะโตในตลาดนั้นๆหรือไม่
อย่าง UA ตอนปี 2005 มี Revenue แค่ 281 M$ ซึ่งเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดเสื้อผ้าและรองเท้ากีฬาในอเมริกา เราก็ต้องมาลองดูว่า Product ของ UA ดีจริงไหม ผู้บริหารทำอะไร make sense ทางธุรกิจหรือเปล่า เรื่องแบบนี้ผมว่าต้องใช้จินตนาการประกอบกับต้องอ่าน case study ทางธุรกิจ หรือ ผ่านร้อนผ่านหนาวในการทำงานมามากๆก็จะช่วยได้ครับ
รายได้ของ UA โตเฉลี่ย 30% ต่อปีตั้งแต่ IPO และ Operating Income โต 28% ต่อปีตั้งแต่ IPO ก่อนเข้าตลาดก็โตสูงมาโดยตลอด ผมว่าจังหวะดีทีจะลงทุนใน UA คือช่วง Hamberger Crisis ช่วงนั้น PE ลงมาเหลือ 17-18 เท่า จากปกติอยู่ที่ 30-40 ครับ
อดทนไว้ กำไรยั่งยืน
Re: ชัยชนะของมวยรอง / คนขายของ
Au Gratin เขียน:ขอบคุณพี่คนขายของสำหรับบทความมากครับ![]()
รบกวนถามพี่คนขายของเรื่องปรับพอร์ตเพิ่มเติมนิดนึงนะครับ
สมมติว่า ถ้าพี่ซื้อหุ้น UA ตั้งแต่ออก IPO แล้วถือมาถึงต้นปี 2014 หรือมี Return ประมาณ 900% ถ้าเกิดว่าช่วงต้นปี 2014เจอหุ้นอีกตัวหนึ่ง (สมมติชื่อ A) ที่เป็น กิจการขนาดเล็ก ที่มีกลยุทธ์ที่ชัดเจน มีการดำเนินงาน ที่ดีเยี่ยม และใส่ใจในรายละเอียดกับลูกค้า คล้ายๆ กับ UA จะถามว่า
1. พี่จะขาย UA มาซื้อ A ไหมครับ (UA มีโอกาสขึ้นไปได้อีก)
2. ถ้าตัดสินใจขาย UA ซื้อ A พี่จะขาย UA สักสัดส่วนประมาณเท่าไรครับ (สมมติไม่มีเงินเติมแล้ว ต้องขายถึงซื้อได้ครับ)
ถามเผื่อไว้ก่อนนะครับ เผื่อในอนาคตจะมีโอกาสแบบนี้กับเขาบ้างนะครับ ขอบคุณครับ
ตอบข้อ 1) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ Visibility of Income คือผมมองกำไรในอนาคตของกิจการนั้นๆออกขนาดไหน ถ้าผมถือ A จนมันขึ้นมามากแล้ว ค่อยเจอ B ที่ยังไม่ขึ้น มี Earning Growth Potential สูงกว่า A มีปันผลมากกว่า A และผมมั่นใจในกำไรของ B ว่าจะโตต่อไปได้อีก 12 ไตรมาส ในขณะที่ A ผมมั่นใจแค่ 8 ไตรมาส ผมจะขาย A มาซื้อ B
ตอบข้อ 2) ตอบชัดเจนได้ยากว่าจะซื้อสัดส่วนเท่าใด ทั้งนี้ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น สภาพคล่องของ port โดยรวม, ระดับความเสี่ยงของ port และ สภาวะแวดล้อมของการลงทุนในตอนนั้น เวลาผมตัดสินใจในเรื่องลงทุน ผมมองหลายปัจจัยที่จะมาเกี่ยวข้อง จึงยากที่จะชี้ชัดไปแบบฟันธงครับ
อดทนไว้ กำไรยั่งยืน