อนาคตเศรษฐกิจไทย : ก้าวต่อไป (2)/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

อนาคตเศรษฐกิจไทย : ก้าวต่อไป (2)/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ พ.ย. 17, 2014 3:22 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

ในสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้พูดถึงการประเมินภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2015 ซึ่งมีปัจจัยบวกที่น่าจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ แต่ผมมองว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ไม่มากนัก ทั้งนี้เนื่องจากเหตุผล 6 ประการคือ

1. การส่งออกของไทยอาจฟื้นตัวไม่ได้มากนักเพราะเศรษฐกิจยุโรปยังอ่อนแอและเสี่ยงที่จะไม่ดีขึ้นมากในปีหน้า เศรษฐกิจจีนก็น่าจะขยายตัวในอัตราที่ลดลงจากปีนี้และญี่ปุ่นเองก็มีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้น จึงเหลือเศรษฐกิจสหรัฐเป็นตัวยืนเพียงประเทศเดียว แต่ระยะหลังนี้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวแบบเอื้ออำนวยคนรวยมากกว่าและการนำเข้าสินค้าของสหรัฐก็หันไปพึ่งประเทศในลาตินอเมริกามากกว่าเอเชีย

2. ข้อมูลในอดีต 15 ปีที่ผ่านมาสะท้อนว่าการลงทุนของภาครัฐมีขีดจำกัดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพราะการลงทุนของภาครัฐ (รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ) คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยเพียง 6% ของจีดีพี จึงเป็นหัวจักรที่ค่อนข้างจะเล็กเกินไปที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวโดยลำพัง นอกจากนั้นการลงทุนของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉลี่ยแล้วขยายตัวน้อยมาก กล่าวคือตั้งแต่ปี 2001 ถึง 2014 นั้นการลงทุนภาครัฐขยายตัวเฉลี่ยเพียง 0.6% ต่อปี

3. รัฐบาลมีนโยบายที่จะเพิ่มภาษีหลายประเภท ได้แก่ ภาษีใหม่คือภาษีมรดกและภาษีที่ดินกับการปรับภาษีเดิมเพิ่มขึ้น เช่น การจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม การขึ้นภาษีดีเซลและเชื้อเพลิงอื่นๆ ที่ไม่ใช่เบนซิน การปรับวิธีการเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าจากการคิดฐานภาษีจากราคาขายส่งสินค้ามาเป็นราคาขายปลีกและการเปลี่ยนวิธีเก็บภาษีรายได้ของนิติบุคคลที่เป็นหุ้นส่วนจำกัด ทั้งนี้ แม้การเก็บภาษีดังกล่าวอาจเพิ่มรายได้ของรัฐบาลไม่มากนักในช่วงแรกๆ แต่ผมเกรงว่าการจะต้องพะวงถึงภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นจะทำให้การตัดสินใจลงทุนและขยายกิจการจะต้องชะลอตัวลงไปก่อนเพื่อรอความชัดเจนของผลกระทบของภาษีต่างๆ

4. แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะยังไม่สดใสอย่างต่อเนื่องในปี 2015-2016 เพราะเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวอย่างกระท่อนกระแท่น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตรและเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างมาก ในขณะที่รัฐบาลก็ไม่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือภาคเกษตรได้มากนัก เพราะไม่ต้องการถูกตำหนิว่าใช้มาตรการประชานิยม และยังมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดภาวะภัยแล้งซ้ำเติมอีกในไตรมาส 2 ของปีหน้า

5. ผมมีความเห็นว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองจะเป็นปัจจัยที่จะฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้ในปี 2015 ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นช่วงที่จะได้เห็นร่างแรกของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งน่าจะมีประเด็นให้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง อันจะเป็นการสะท้อนให้ผู้ประกอบการมองเห็นถึงความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นเมื่อประเทศจะต้องรับ (หรือไม่รับ) กฎกติกาทางการเมืองฉบับใหม่และเมื่อรับแล้วก็จะต้องมีการเปลี่ยนผ่านและมีกลุ่มใหม่และรัฐบาลใหม่มารับช่วงอำนาจต่อในปลายปีหน้าหรือหากการเลือกตั้งจะต้องเลื่อนออกไป 3-6 เดือนก็จะมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้เกิดการรีรอในการตัดสินใจลงทุนและขยายกิจการมากกว่าการเร่งตัดสินใจ เพราะน่าจะอยากเห็นความชัดเจนก่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวการณ์ที่การใช้กำลังการผลิตนั้นอยู่ที่ระดับต่ำเพียง 60%

6. สหรัฐยกเลิกคิวอี มีความเป็นไปได้สูงว่าเมื่อธนาคารกลางสหรัฐปิดฉากการพิมพ์เงินมาซื้อพันธบัตร (คิวอี) แล้วในปีนี้ ก็จะตามมาด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้า ซึ่งจะทำให้สภาวะทางการเงินของโลกตึงตัวขึ้น แม้ว่าจะคาดการณ์ได้ว่าธนาคารกลางอีซีบีจะเพิ่มนโยบายคิวอี และญี่ปุ่นก็จะยังดำเนินนโยบายคิวอีต่อไป กล่าวคือสภาพคล่องของโลกน่าจะตึงตัวขึ้นและต้นทุนทางการเงินก็จะเพิ่มขึ้น จึงจะเป็นแรงต้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอีกปัจจัยหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากธนาคารกลางสหรัฐไม่สามารถสื่อสารนโยบายและมาตรการในการถอยออกจากคิวอีและปรับขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างมีประสิทธิผลก็มีความเป็นห่วงว่าจะส่งผลให้เกิดความผันผวนอย่างมากในราคาหุ้น ราคาพันธบัตรและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ

ในสัปดาห์หน้าผมจะมองภาพเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาว ซึ่งผมเห็นว่า ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายของปัจจัยรอบด้าน แต่ก็มีปัจจัยบวกคือภูมิภาคมีศักยภาพสูง ซึ่งไทยน่าจะได้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงกับภูมิภาคด้วย
[/size]



ตอบกลับโพส