บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
-
Thai VI Article
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- กระทู้: 1243
- ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm
โพสต์
โดย Thai VI Article » จันทร์ พ.ย. 24, 2014 2:44 pm
จากบทความตอนที่ผ่านมา เรื่องของ 3 บทเรียนธุรกิจที่ “บิล เกตส์” เรียนรู้จาก “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านที่ไม่ได้ติดตามเรื่องของ “บิล เกตส์” และ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” อย่างต่อเนื่อง อาจไม่ทราบว่า อภิมหาเศรษฐีระดับโลกทั้งสองคนนี้รู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้จักกันได้อย่างไร และสนิทสนมกันขนาดไหน บทความนี้จะนำเรื่องราวแห่งมิตรภาพของทั้งคู่มาเล่าสู่กันฟังครับ
เป็นที่ทราบกันดีว่าทั้ง “บิล เกตส์” และ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ต่างอยู่ในอันดับต้นๆ ของ “ทำเนียบบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก” ต่อเนื่องกันมาหลายต่อหลายปี แต่ทั้งสองก็ไม่เคยได้พบปะพูดคุยกันมาก่อน จนกระทั่งในปี 1991 คุณแม่ของ “บิล เกตส์” ได้ชวนให้ลูกชายของเธอหยุดงานสักหนึ่งวันมาร่วมงานกินเลี้ยงที่บ้านพักของครอบครัวในซีแอตเทิล เพื่อจะแนะนำให้เขารู้จักกับ “วอร์เรน บัฟเฟตต์”
ตอนแรก “เกตส์” ปฏิเสธคำชวนของแม่ เพราะเขาคิดว่าไม่อยากจะเสียเวลาทั้งวันมาคุยกับคนที่วันๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากง่วนอยู่กับการเลือกหุ้นลงทุน แต่ “เกตส์” เปลี่ยนใจมางานเนื่องจากทราบว่า “แคทเธอรีน เกรแฮม” ซึ่งเป็นผู้บริหารของ “วอชิงตันโพสต์” ที่เขาประทับใจในการทำงาน จะมาร่วมงานเลี้ยงด้วย (“แคทเธอรีน เกรแฮม” เป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนสนิทของ “บัฟเฟตต์”)
“เกตส์” ตั้งใจว่าเขาจะอยู่ร่วมงานเลี้ยงไม่นานก็จะขอตัวกลับ แต่ปรากฏว่าหลังจากได้พบและพูดคุยกับ “บัฟเฟตต์” เพียงไม่เท่าไหร่ เขาก็รู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน และยอมรับว่าเขาไม่เคยเจอใครที่คิดและวิเคราะห์ธุรกิจได้ชัดเจนเหมือนอย่าง “บัฟเฟตต์” นั่นเป็นเหตุให้เขาตัดสินใจใช้เวลาอยู่ที่นั่นร่วมกันตลอดทั้งวัน ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนที่ “บัฟเฟตต์” และเพื่อนๆ จะกลับ “เกตส์” ยังตกลงว่าจะบินไปเนบราสก้าเพื่อจะไปดูฟุตบอลกับ “บัฟเฟตต์” อีกด้วย
ไม่ใช่ว่า “เกตส์” จะรู้สึกชื่นชม “บัฟเฟตต์” แต่เพียงฝ่ายเดียว “บัฟเฟตต์” เองก็รู้สึกชื่นชม “เกตส์” ถึงความหลักแหลมในการดำเนินธุรกิจเช่นกัน “ผมยอมรับว่าความสามารถของเขาในการดำเนินธุรกิจนั้นหาตัวจับยาก ถ้าหากบิลเปิดร้านขายฮอตดอก เขาก็คงจะกลายเป็นราชาฮอตดอกของโลก เขาสามารถจะเอาชนะในแทบทุกการแข่งขัน เขาคงจะทำได้อย่างยอดเยี่ยมในธุรกิจของผม แต่ตัวผมเองคงไม่สามารถไปทำธุรกิจของเขาได้”
มิตรภาพของอภิมหาเศรษฐีคู่นี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง พวกเขามีโอกาสได้พบปะกันในหลายๆ วาระสำคัญ อย่างเช่น “บัฟเฟตต์” ไปร่วมพิธีแต่งงานของ “เกตส์” ที่ฮาวายในปี 1994 ต่อมา “บัฟเฟตต์” พาภรรยา “ซูซาน บัฟเฟตต์” ร่วมเดินทางไปประเทศจีนกับ “เกตส์” ในปี 1995 และทั้งคู่ยังเคยไปร่วมบรรยายที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันด้วยกันในปี 1998
นอกจากวัยที่ต่างกันกว่า 20 ปีแล้ว สิ่งที่ดูเหมือนจะแตกต่างกันคนละขั้วของบุคคลทั้งสองก็คือ ธุรกิจของพวกเขา “เกตส์” เป็นเจ้าของบริษัท “ไมโครซอฟท์” ซึ่งถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเทคโนโลยี ในขณะที่ “บัฟเฟตต์” เป็นนักลงทุนที่ไม่มีความถนัดในธุรกิจด้านนี้ “เกตส์” ให้ความเห็นว่า “วอร์เรนชอบอยู่ห่างๆ ธุรกิจเทคโนโลยี เพราะเขาชอบการลงทุนที่สามารถคาดการณ์ผู้ชนะล่วงหน้าได้เป็น 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้เลยในโลกของเทคโนโลยี”
อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่มีความเชื่อเช่นเดียวกันว่า การส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกๆ จะไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งลูกของพวกเขา และไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม พวกเขาจึงมีความคิดที่จะคืนความมั่งคั่งให้กับสังคม โดยในปี 2000 “เกตส์” ได้เปิดมูลนิธิ “Bill and Melinda Gates” เพื่อช่วยเหลือสังคมในด้านของสุขภาพ เทคโนโลยี และการศึกษา ต่อมาในปี 2006 “บัฟเฟตต์” ก็ประกาศบริจาค 85% ของหุ้นส่วนทั้งหมดที่เขาถืออยู่ในบริษัท “เบิร์กไชร์ ฮาธาเวย์” ให้กับการกุศลโดยผ่านมูลนิธิของ “เกตส์” เป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านเหรียญ โดยจะทยอยบริจาคให้ปีละ 5% ต่อเนื่องไปทุกๆ ปี และอีกส่วนหนึ่งยังบริจาคให้กับมูลนิธิของภรรยา และมูลนิธิของลูกๆ ทั้ง 3 คนอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น “เกตส์” กับ “บัฟเฟตต์” ยังร่วมออกเดินสายเพื่อรณรงค์ให้มหาเศรษฐีทั่วโลกช่วยกันบริจาคทรัพย์สินให้กับการกุศล รวมทั้งยังเป็นผู้เสนอแนวความคิดให้มีการจัดเก็บภาษีคนรวยในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นด้วย
ทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องราวแห่ง “มิตรภาพต่างวัย” ของ “บิล เกตส์” กับ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ที่ไม่เพียงงอกงามระหว่างคน 2 คนเท่านั้น แต่ยังผลิดอกออกใบแผ่ประโยชน์ไปสู่สังคมในวงกว้างอีกด้วย