เศรษฐศาสตร์จานร้อน/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

เศรษฐศาสตร์จานร้อน/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ ก.ย. 21, 2015 1:45 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

ครั้งที่แล้วผมเขียนถึงทฤษฎีตลาดเสรีของ Adam Smith ซึ่งเป็นพื้นฐานของวิชาเศรษฐศาสตร์ และในมุมมองของผมเป็นเสมือนระบบประชาธิปไตยในทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเป็นการสร้างความชอบธรรมในการกระจายอำนาจ ให้ประชาชนทุกคนมีเสรีภาพในการแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง (เห็นแก่ตัว) ได้อย่างไม่ต้องมี “คนดี” มาบงการ เพราะระบบตลาดเสรีมีมือที่มองไม่เห็น ทำให้ความเห็นแก่ตัวของบุคคลก่อให้เกิดความมั่งคั่ง และผลประโยชน์สูงสุดของส่วนรวม เพราะจะนำมาซึ่งการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ ในโลกที่มีความขาดแคลนอยู่เสมอไป

ทฤษฎีตลาดเสรี รองรับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นจากวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ ที่นำมาซึ่งสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ซึ่งนำประเทศพัฒนาแล้วในยุโรป (และต่อมาอเมริกา) เข้าสู่ยุคที่อุตสาหกรรมขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง ก็หลุดจากมือของเจ้าของที่ดิน (และภาคเกษตร) ไปสู่นายทุนและนักอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ในช่วงที่ต้องมีการถ่ายเทคนงานจากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรม ก็มีการถกเถียงกันมากเกี่ยวกับข้อดี-ข้อเสีย ของระบบการค้าเสรี เพราะเมื่อมีแรงงานเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ก็จำต้องนำเข้าอาหารจากต่างประเทศโดยเสรีเพื่อลดต้นทุน (เงินเดือน) ของแรงงาน ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้คิดค้นทฤษฎีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (comparative advantage) โดย David Ricardo

ซึ่งสรุปได้ว่า ประเทศควรค้า-ขายกันแม้ว่าประเทศหนึ่งจะมีประสิทธิภาพต่ำกว่าอีกประเทศหนึ่ง ในทุกด้าน ตราบใดที่ความสามารถในการแข่งขันแตกต่างกันในเชิงเปรียบเทียบ กล่าวคือขอให้มี Comparative advantage ก็สามารถค้า-ขายกัน โดยทั้งสองประเทศต่างก็จะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แม้ว่าประเทศหนึ่งจะมี absolute advantage ในการผลิตสินค้าทุกประเภทก็ตาม ตรงนี้เข้าใจได้โดยอาศัยตัวอย่างง่ายๆ คือสมมุติว่านายแพทย์มีความเชี่ยวชาญการผ่าตัดมากและพิมพ์ดีดก็เก่งอีกด้วย คือพิมพ์ได้ 80 คำต่อนาที แต่นายแพทย์ก็ยังจะว่าจ้างเลขามาพิมพ์ดีดให้ แม้ว่าเลขาจะพิมพ์ได้เพียง 50 คำต่อนาที เพราะแม้ว่าเลขาจะเก่งไม่เท่ากับนายแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผ่าตัดหรือการพิมพ์ดีด แต่ในเชิงเปรียบเทียบนั้น เลขาพิมพ์ดีดเก่งกว่าการที่จะไปทำการผ่าตัดคนไข้

ทฤษฎี invisible hand และcomparative advantage เปิดโอกาสให้การพัฒนาภาคอุตสาหกรรม และการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจ ไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์กับนายทุน สามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็จะพบเห็นได้ว่า ความร่ำรวยของนายทุนและนักอุตสาหกรรมนั้น มีการเอาเปรียบแรงงาน รวม ทั้งการใช้แรงงานเด็กเยี่ยงทาส ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้เกิดทฤษฎีที่ออกมาต่อต้านระบบนายทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทฤษฎีคอมมิวนิสต์ของ Karl Marx ซึ่งสาระสำคัญคือ ระบบนายทุนนั้นเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเอาเปรียบแรงงานเพื่อให้ ได้มาซึ่งกำไรสูงสุด แต่ประสิทธิภาพของระบบนายทุนที่เกิดการแข่งขันกันทำกำไรนั้นจะฆ่าตัวตายใน ที่สุด เพราะโดยพื้นฐานแล้ว “มูลค่า” (value) นั้น เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของคนงานทั้งสิ้น นาย ทุนเพียงแต่พยายามกดเงินเดือนของคนงานให้ต่ำที่สุด แต่ให้คนงานสร้างมูลค่าเพิ่มให้สูงที่สุด โดยส่วนเกิน (surplus value of labor) ตกเป็นกำไรของนายทุน ประเด็นสำคัญคือ สมมุติฐานว่าคนงานและแรงงานเท่านั้น ที่สร้างมูลค่าให้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่ประดิษฐ์หรือผลิตขึ้นมา ทั้งนี้ แม้ว่าคนงานจะต้องทำงานกับเครื่องจักร แต่ Marx ก็จะบอกว่า เครื่องจักรก็สร้างมาจากน้ำพักน้ำแรงของคนงาน

ตามแนวคิดของ Marx นั้น ในที่สุดภาคอุตสาหกรรมก็จะแข่งกันลงทุน และแข่งกันผลิตสินค้าออกมาเป็นจำนวนมากเกินความต้องการ ทำให้ต้องแข่งขันโดยการลดราคา แต่เพื่อรักษากำไรของนายทุนก็ต้องลดค่าจ้างแรงงานลงไป และเอาเปรียบคนงานมากขึ้นไปอีก จนกระทั่งประชาชนไม่อาจทนกับการกดขี่ได้ จึงต้องลุกฮือขึ้นมาปฏิวัติล้มระบบนายทุนไปในที่สุด และเปลี่ยนเศรษฐกิจมาเป็นระบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งจะจัดสรรทรัพยากรและแบ่งสรรผลผลิตโดยหลักการที่เป็นธรรมคือ “from each according to his ability, to each according to his need” ซึ่งแปลว่า ทุกคนทำงานตามความสามารถ (เก่งมากก็ทำประโยชน์มาก) และนำผลผลิตมาแบ่งตามความจำเป็นของแต่ละคน

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกย่ำแย่หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ก็ได้เกิดการปฏิวัติล้มระบบกษัตริย์ในรัสเซียและต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ สอง พรรคคอมมิวนิสต์ก็เข้ายึดอำนาจในประเทศจีน และยังมีประเทศคอมมิวนิสต์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกหลายประเทศในยุโรปตะวันออก เกาหลีและเวียดนาม เป็นต้น ทำให้โลกแบ่งแยกออกเป็น 2 ค่าย

และแม้แต่ในโลกตะวันตกเองที่เป็นระบบทุนนิยม ก็มีนักคิดและนักศึกษาหลายคนที่มีแนวคิดเอนเอียงไปทางสังคมนิยมและไม่ ชอบ/ไม่ไว้ใจ นายทุนและระบบตลาดเสรี แต่น่าสังเกตว่าระบบคอมมิวนิสต์มิได้กำเนิดขึ้นตามทฤษฎีของ Marx เพราะตามทฤษฎีนั้น การปฏิวัติไปสู่ระบบคอมมิวนิสต์จะต้องผ่านเศรษฐกิจที่มีพื้นฐานทางเกษตร (ที่มีขุนนางปกครอง) ไปสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรม (ที่มีนายทุนเอาเปรียบ) เสียก่อน จึงจะไปสู่ระบบคอมมิวนิสต์ได้ แต่ในกรณีของจีน รัสเซีย เวียดนาม (เหนือ) เกาหลี (เหนือ) และประเทศอื่นๆ นั้น ยังมีความล้าหลังในภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก ตรงกันข้ามเมื่อเปลี่ยนมาเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว จึงเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อแข่งขันกับทุนนิยมในโลกตะวันตก

ในช่วง 1950-1970 นั้น นอกจากจะเป็นช่วงที่มีการแข่งขันกันระหว่างระบบนายทุนกับระบบคอมมิวนิสต์ แล้วก็ยังมีทฤษฎีที่ชี้นำว่า การค้า-ขาย หรือการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจโดยประเทศยากจนกับประเทศพัฒนาแล้วนั้น จะทำให้ประเทศด้อยพัฒนาถูกเอาเปรียบ และจะด้อยพัฒนาตลอดไป เช่นการวิเคราะห์ว่า ประเทศด้อยพัฒนาส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคาตกต่ำต่อเนื่อง แต่ต้องซื้อสินค้าอุตสาหกรรมที่ราคาแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันนำมาสู่การก่อตั้ง UNCTAD โดยหวังจะช่วยไม่ให้ประเทศยากจนต้องถูกเอาเปรียบ นอกจากนั้น ก็ยังมีการเสนอแนวคิดว่า ต้องตั้งกำแพงภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมทารกในประเทศด้อยพัฒนา ให้สามารถเติบใหญ่ได้ (infant industry) ตลอดจนการขยายแขนงวิชาเศรษฐศาสตร์ไปในด้านการพัฒนา (development economics) มิได้ศึกษาเพียงแต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (growth) แต่ครอบคลุมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และความสำคัญของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจอีกด้วย

ระบบทุนนิยมของตะวันตกดู เสมือนว่าจะประสบปัญหาอย่างมากในช่วง 1970-1985 โดยต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อและวิกฤติน้ำมัน ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำอย่างมากในปี 1980-1982 แต่เมื่อประธานาธิบดีเรแกนของสหรัฐฯ ประกาศ “ชน” กับสหภาพโซเวียตในด้านการทหาร โดยแข่งกันสร้างอาวุธนั้น สิ่งที่ตามมาในความเห็นของผมคือ การทดสอบความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม กับเศรษฐกิจคอมมิวนิสต์ ซึ่ง จากการประลองกำลังกันดังกล่าวก็เห็นผลออกมาแล้วว่า ปัจจุบันระบบคอมมิวนิสต์นั้นปิดฉากไปแล้ว เพราะแม้แต่จีนเองก็ยังอาศัยระบบทุนนิยมพัฒนาเศรษฐกิจของตนมาจนเป็นเศรษฐกิจ ที่ใหญ่ที่สุดในโลกรองลงมาจากสหรัฐประเทศเดียว
[/size]



ตอบกลับโพส