โค้ด: เลือกทั้งหมด
ราคาหุ้นโลกปรับตัวลดลงมากในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่เปิดทำการในต้นปี 2016 ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะตลาดหุ้นต้องพยายามคาดการณ์อนาคต กล่าวคือราคาหุ้นจะปรับตัวจากการคาดการณ์กำไรของบริษัทในอนาคตเป็นหลัก ซึ่งหากหุ้นราคาตกก็อาจมองได้ว่าตลาดคิดว่ากำไรของบริษัทจะตกต่ำลงในอนาคต ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็อาจตีความได้ว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมเสี่ยงที่จะตกต่ำใน อนาคตเช่นกัน ในอดีตนั้นได้มีการประเมินว่าตลาด หุ้นคาดการณ์ความถดถอยทางเศรษฐกิจได้ถูกต้องประมาณ 75-80% กล่าวคือมีน้อยครั้งที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงไปมากๆ แล้วเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่สดใสใน 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้า แต่ตลาดหุ้นก็สามารถผิดพลาดได้ เช่นในอดีตตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะธนาคารกลางหลักของโลกพิมพ์เงินออกมาซื้อพันธบัตร (คิวอี) เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเข้าไปเสี่ยงลงทุนในหุ้นและตราสารอื่นๆ ที่มีความเสี่ยง ทำให้ราคาหุ้นทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวอย่างเปราะ บางในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา
ดังนั้นจึงอาจมองได้ว่า การปรับตัวลดลงของราคาหุ้นในต้นปีนี้ เป็นผลมาจากการยกเลิกคิวอีของธนาคารสหรัฐที่เนิ่นนานมากว่า 1 ปีแล้ว และยังได้เริ่มเปิดฉากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐแสดงท่าทีว่า อาจต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นต่อไปอีก 4 ครั้งในปีนี้ และอีก 4 ครั้งในปีหน้า แปลว่าสภาวการณ์ทางการเงินไม่ได้เอื้ออำนวยกับตลาดหุ้นเช่นแต่ก่อน อย่างไรก็ดีนักวิเคราะห์หลายรายก็ยังมองว่าธนาคารกลางสหรัฐมีท่าทีแข็งกร้าว เกินไป โดยฟันธงว่าดอกเบี้ยน่าจะปรับขึ้นเพียง 2 ครั้งเท่านั้นในปีนี้ เพราะหากทำไปมากกว่านั้นก็ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเกินไป และส่งผลกระทบในทางลบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะนี้ตลาดล่วงหน้าให้โอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐในเดือน มี.ค.เพียง 51% และมองว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐครั้งต่อไปในปลายเดือน ม.ค.นี้
ผมมีความเห็นว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารสหรัฐนั้นน่าจะไม่ใช่ปัจจัยหลักในการทำให้ตลาดหุ้นหวั่นไหว จริง อยู่การปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐเป็นการนำพาให้นโยบายการเงินเริ่มกลับเข้า สู่สภาวะปกติ และจริงที่เศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่งกว่าเศรษฐกิจของประเทศหลักอื่นๆ ดังนั้นเงินดอลลาร์สหรัฐจึงจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทำให้สภาพคล่องในที่อื่นๆ ต้องลดลง แต่คณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐนั้นได้กล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า จะปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป (gradual) โดยจะปรับเปลี่ยนท่าทีได้ตามสภาวการณ์และข้อมูลเศรษฐกิจ แปลว่าหากตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มมีแนวโน้มที่ “ไม่ดี” ก็คงจะยุติการปรับขึ้นดอกเบี้ยและยังเปิดทางว่าหากจำเป็นก็ยังสามารถลด ดอกเบี้ยได้อีกด้วย (แม้ว่าในความเป็นจริงนั้นหากจะต้องหันมาปรับลดดอกเบี้ย ก็คงจะ “เสียหน้า” อย่างยิ่ง)
กล่าวโดยสรุปคือการปรับนโยบายการเงินของสหรัฐเข้าสู่สภาวะปกติมากขึ้น นั้นจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจะพิจารณาจากการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นหลัก
ตรงนี้อาจมีคำถามตอบมาอีก 2 ข้อคือ 1. หากยังไม่มั่นใจ 100% แล้วทำไมจึงต้องรีบปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น และ 2. ดอกเบี้ยนโยบายระดับที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ระดับใด คำตอบข้อแรกคือการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็เพื่อควบคุมไม่ให้เงินเฟ้อปรับสูงเกิน 2% ในอนาคต กล่าวคือแรงกดดันจากเงินเฟ้อนั้นจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นและหากรอปรับดอกเบี้ยในวันที่เงินเฟ้อขึ้นๆ ไปที่ 2% แล้ว ก็คงจะสายเกินไป เพราะจะมีแรงเหวี่ยง ทำให้เงินเฟ้อขยับขึ้นไปที่ 2.5%, 3% และ 3.5%
กล่าวคือมีความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับดอกเบี้ยช้าเกินไป (behind the curve) ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือดอกเบี้ยระยะยาว (เช่นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 5ปี 10ปี หรือ 30ปี) จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำความเสียหายอย่างมากต่อเศรษฐกิจได้ เพราะดอกเบี้ยระยะยาวนั้นมีความสำคัญอย่างมากในการกู้ยืมเงินของรัฐบาล (การออกพันธบัตร) และของเอกชนในการลงทุนและซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยธนาคารกลางสหรัฐกลัวว่าจะมีแรงกดดันเงินเฟ้อในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ เพราะอัตราการว่างงานในขณะนี้ (5%) ค่อนข้างจะต่ำมาก แปลว่าตลาดแรงงานตึงตัวและมีความเป็นไปได้สูงว่าเงินเดือนจะต้องปรับตัวสูง ขึ้นอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะเป็นชนวนของการกระตุ้นเงินเฟ้อให้สูงขึ้นในวงกว้าง
ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐจึงอาศัยสภาวะตลาดแรงงานเป็นปัจจัยหลักในการ ปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา และหากอัตราการว่างงานปรับลงไปต่ำกว่า 5% อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นเดือนละ 200,000 ตำแหน่งเช่นที่ผ่านมา ก็จะเป็นการยืนยันว่าดอกเบี้ยนโยบายจะต้องปรับตัวขึ้นไปตลอดปีนี้และปีหน้า เพราะการจ้างงานเพิ่มขึ้นเกินกว่า 180,000 ตำแหน่งต่อเดือนนั้น จะทำให้อัตราการว่างงานลดลงไปอีกอย่างแน่นอน
ส่วนเรื่องที่เงินเฟ้อในสหรัฐในปัจจุบันต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2% อย่างมากนั้น คณะกรรมการนโยบายการเงินเสียงส่วนใหญ่มองว่าเป็นปัจจัยชั่วคราวเท่านั้น โดยมองว่าราคาน้ำมันคงจะมีแนวโน้มสูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปีนี้เป็นต้นไป
จริงอยู่ที่หลายฝ่าย (รวมทั้งผมด้วย) คาดการณ์ราคาน้ำมันผิดพลาดมาโดยตลอด ว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่กลางปี 2015 และมาแตะที่ 60-70 ดอลลาร์ในต้นปี 2016 แต่ความจริงคือราคาน้ำมันตกลงมาที่ 34-35 ดอลลาร์ และมีความเป็นไปได้ว่าราคาน้ำมันอาจปรับลดลงไปต่ำกว่า 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วง ก.พ.-มี.ค.นี้ แต่ส่วนใหญ่ก็คาดการณ์ว่าหลังจากนั้นราคาน้ำมันก็จะมีแนวโน้มสูงขึ้นดัง นั้นจึงอาจมองได้ว่าความหวั่นไหวของตลาดหุ้นนั้นมิได้เป็นผลมาจากการปรับ ขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐเป็นหลัก เพราะธนาคารกลางสหรัฐนั้นได้ส่งสัญญาณว่าจะปรับดอกเบี้ยขึ้นให้ตลาดได้รับ รู้ล่วงหน้ามานานหลายเดือนแล้ว
แต่ในระยะหลังนี้เสมือนว่าราคาหุ้นทั่วโลกจะ ปรับตัวไปในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมัน ราคาหุ้นจึงได้ปรับตัวลงไปพร้อมกับการปรับตัวลงของราคาน้ำมัน แต่ ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเพราะการปรับลดลงของราคาน้ำมันนั้นยืนยันได้ว่า เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม เพราะเมื่อราคาน้ำมันลดลงผู้บริโภคได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า ในขณะที่ผู้เสียประโยชน์คือผู้ขายน้ำมัน แม้จะได้รับผลกระทบและชะลอการใช้จ่าย แต่ก็ไม่น่าจะชะลอการใช้จ่ายเต็มจำนวนของรายได้ที่หายไป (โดยปกติน่าจะนำเอาทรัพย์สมบัติเก่ามาใช้เพื่อลดผลกระทบ) นอกจากนั้นน้ำมันยังเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ จึงย่อมเป็นการลดต้นทุนการผลิตสำหรับสินค้าและบริการในหลายรูปแบบ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจทั้งสิ้น
แต่การปรับตัวลงของราคาน้ำมันนั้นแม้ส่วนสำคัญจะเป็นเพราะมีอุปทานมาก เกินความต้องการ แต่ในระยะหลังนี้ตลาดมองการปรับลดของราคาน้ำมันว่าเป็นการสะท้อนความอ่อนแอ ของอุปสงค์ กล่าวคือกำลังซื้อของโลกกำลังขาดแคลนอย่างมาก ดังนั้นจึงมีการติดตามดูปริมาณสต็อกน้ำมันอย่างใกล้ชิด
ในครั้งต่อไปผมจะเขียนถึงปัญหาทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงครับ