โค้ด: เลือกทั้งหมด
หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่นลดอัตราดอกเบี้ยเงินสำรองที่ธนาคารฝากกับธนาคารกลางลงเป็นอัตราติดลบ 0.1% ในวันที่ 29 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ค่าเงินเยนก็อ่อนไปสมความตั้งใจของธนาคารญี่ปุ่น ตลาดหุ้นก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น ดูเสมือนว่านโยบายที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นตั้งใจทำจะสัมฤทธิ์ผล
แต่ผลที่เป็นไปตามที่ตั้งใจ เกิดขึ้นเพียงสองสามวัน หลังจากนั้น ผลก็กลับตรงกันข้าม สิ่งที่เคยใช้ได้ผลเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในซีกโลกตะวันตก และมีการลดดอกเบี้ย ล้วนส่งผลให้สกุลเงินของประเทศนั้นๆอ่อนค่าลง อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ทำให้ธุรกิจต่างๆมีผลกำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อตลาดทุน ทำให้หุ้นในช่วง 2-5 ปีก่อนอยู่ในขาขึ้น
อย่างไรก็ดี ตอนนี้โลกเริ่มอยู่ในช่วงของการคาดการณ์ไม่ถูก การลดอัตราดอกเบี้ย ณ ขณะนี้ กลายเป็นการส่งสัญญาณว่า ธนาคาร “สิ้นหวัง” ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ กลายเป็นนักมายากล ที่ไม่มีกลใหม่ๆมาเล่น
ตลาดเกิดอาการไม่ชอบดอกเบี้ยติดลบเอามากๆ จนถึงกับมีนักเศรษฐศาสตร์ออกมาประณามธนาคารกลางของประเทศที่ลดดอกเบี้ยจนต่ำกว่าศูนย์ว่า เป็น”ผู้ทำลายเสถียรภาพของตลาดการเงินและเศรษฐกิจ” เพราะเกรงว่าเศรษฐกิจจะ “ถดถอย” และพากันขายสินทรัพย์เสี่ยง และนำเงินไปไว้ในที่ปลอดภัย คือ เงินสด และ ทองคำ
บังเอิญเงินเยน ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “สินทรัพย์ปลอดภัย” อันดับต้นๆของโลก พอเงินเยนอ่อนค่า นักลงทุนต่างก็กรูกันเข้าไปซื้อ กองทุนส่วนบุคคลใหญ่ๆในโลก ต่างก็แนะนำมหาเศรษฐี ให้เข้าไปถือเงินเยน จนทำให้เงินเยน กลับแข็งค่าขึ้นภายใน 3 วัน เล่นเอาเซียนทั้งหลายปากกาหักกันหมด
เมื่อศึกษาถึงเหตุผลของการไม่ชอบอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำจนติดลบ อาจพบว่านักลงทุนเป็นห่วงผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยติดลบ ส่งผลให้หุ้นธนาคารพาณิชย์ในญี่ปุ่นและยุโรปปรับตัวลดลงมากันโดยถ้วนหน้า ส่งผลทางจิตวิทยาต่อเนื่องถึงบรรยากาศทางธุรกิจด้วยว่า ชะรอยปีนี้เศรษฐกิจและธุรกิจของโลก จะไม่ได้เติบโตอย่างที่คาดการณ์กันไว้แล้วหรือไร
ราคาน้ำมันก็เลยปักหัวลงอีกครั้งหนึ่ง จริงๆแล้วไม่ได้เกิดจากความกลัวว่าความต้องการจะลดลง เพราะจากข้อมูล ปริมาณการใช้น้ำมันในช่วงที่ผ่านมาที่ราคาตกต่ำ กลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่ผลผลิตกลับออกมามากมาย เพราะประเทศผู้ผลิตน้ำมันต่างมีปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณ เนื่องจากราคาน้ำมันตกต่อเนื่องยาวนานเกือบสองปีแล้ว ต้องขายน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกเกือบสองเท่าตัวเพื่อให้ได้เงินเท่าเดิม
ตอนนี้ผลผลิตน้ำมันดิบ เกินความต้องการไปวันละ 1-2 ล้านบาร์เรลเลยทีเดียว
ราคาน้ำมันดิบ เวสต์เท็กซัส ในวันพฤหัสที่ 11 กุมภาพันธ์ แตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 12 ปี ที่บาร์เรลละ 26.14 เหรียญสหรัฐ และค่าความผันผวนของราคาน้ำมัน เพิ่มขึ้นสูงที่สุด ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ 2552
สวีเดน ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยติดลบ (ญี่ปุ่น เดนมาร์ก สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์) ก็ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยอีก จาก -0.35% เป็น -0.50%
ประมาณกันว่า มีพันธบัตรรัฐบาลในโลกนี้ มูลค่ารวมมากกว่า 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่าศูนย์
นักวิเคราะห์กลยุทธ์จากซิตี้กรุ๊ป ทำนายว่า ภายในสามเดือนนี้ อิสราเอลจะเป็นประเทศถัดไปที่ใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ และภายใน 1-2 ปีข้างหน้า สาธารณรัฐเชค นอร์เวย์ และแคนาดา จะหันมาใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบบ้าง
ความเสียหายเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด?
เพียงหนึ่งเดือนเศษของปีนี้ มูลค่าตลาดหุ้นทั่วโลกก็หดหายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 284 ล้านล้านบาท
ดิฉันมองว่าตลาดการเงินของโลกในปัจจุบันตอบสนองต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากไปหน่อย หรือ ภาษาอังกฤษใช้ว่า “Overreact” อาจจะเป็นเพราะว่าทุกอย่างเคลื่อนไหวรวดเร็ว นักลงทุนกลัวไม่ทัน จึงแห่กันเข้าไปทำในสิ่งเดียวกันอย่างรวดเร็ว จนทำให้ราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้น และกลยุทธ์ที่ต้องการจะทำนั้น แทบจะไม่เหลือผล
วันก่อนยังคุยกับอดีตเพื่อนร่วมงานว่า ไม่เคยมีช่วงใดที่ตลาดการเงินผันผวนมากเหมือนช่วงนี้ คือถ้าถามว่าตลาดตกแรงๆ ต่อเนื่องยาวนาน เคยเห็นไหม ก็ต้องบอกว่า เคยเห็นมาแล้ว ขึ้นแรงๆก็เคยเห็น แต่เหตุการณ์ ขี้นแรงสองวัน ตกแรงสามวัน ขึ้นแรงอีกหนึ่งวัน ตกแรงอีกหนึ่งวัน เหมือนที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปีนี้ พบไม่มากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา
ทุกวันนี้ นักลงทุนมองคล้ายๆกันไปหมด และตอบสนองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยอารมณ์และสัญชาตญาณ คนมองไกลๆ วางนโยบายระยะยาว เหลือน้อยเต็มทีในโลกของการลงทุนขณะนี้
เข้าใจว่า มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้ความผันผวนของราคาสินทรัพย์ลงทุนต่างๆเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
ประการแรก นักลงทุนมีสภาพคล่องสูง และมีต้นทุนที่ต่ำ เพราะค่าเสียโอกาสต่ำ ค่าเสียโอกาสซึ่งวัดจากอัตราดอกเบี้ยของสินทรัพย์ไม่เสี่ยง (risk-free rate) ซึ่งโดยทั่วไปใช้อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาล อยู่ในระดับต่ำอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้น จะย้ายเงินไปที่ไหน ก็ล้วนแต่มีต้นทุนน้อย
ประการที่สอง นักลงทุนมีความกลัวขาดทุนเพิ่มขึ้น ท่านลองนึกถึงสมัยที่อัตราดอกเบี้ยสูงๆ หากจัดพอร์ตให้มีพันธบัตรหรือตราสารหนี้ 80%ของพอร์ต และนำเงินที่เหลืออีก 20% ไปลงในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นทุนหรือทองคำ แม้สินทรัพย์เสี่ยงจะมีราคาตกลงไป พอร์ตโดยรวมก็อาจจะไม่ขาดทุน แต่ตอนนี้ พันธบัตรหรือตราสารหนี้ของประเทศพัฒนาแล้วในโลก แทบจะไม่มีผลตอบแทน ดังนั้น ผลขาดทุนที่มาจากสินทรัพย์เสี่ยง จะทำให้พอร์ตโดยรวมขาดทุนทันที เพราะไม่มีดอกเบี้ยจากพันธบัตรมาชดเชย
ประการสุดท้าย ที่ผ่านมาในตลาดขาขึ้นรอบนี้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่หลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่ธนาคารกลางต่างอัดฉีดสภาพคล่องกันอย่างมากมาย นักลงทุนได้กำไรกันพอสมควร แม้ราคาสินทรัพย์จะตกลงมา ก็ยังมีกำไรอยู่ ตอนนี้จึงอยากจะรักษากำไรนี้ไว้ จึงหันเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย
ตอนนี้ ธนาคารกลางของญี่ปุ่นก็ยังมึนอยู่ค่ะ และคาดว่าคงจะยังไม่มีมาตรการอะไรเพิ่มเติม รอจนกว่าฝุ่นจะหายตลบ และนักลงทุนรู้สึกตัวก่อนดีกว่าว่า ที่ตื่นตกใจทำไป ออกจะ overreact มากไปหน่อยค่ะ