การใช้บริการขนส่งสาธารณะ/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

การใช้บริการขนส่งสาธารณะ/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ ก.ย. 05, 2016 8:49 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

เมื่อวันก่อนเพื่อนร่วมงานที่บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร แนะนำให้ผมอ่านความเห็นในพันทิพย์ ซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์จึงขอนำมาสรุปให้อ่านกันและขอขอบคุณคุณท่านที่เขียนรีวิวการ นั่งรถไฟฟ้าสายสีม่วงจากตลาดบางใหญ่ไปทำงานที่นานา (อโศก) โดยเล่าว่าขึ้นรถไฟฟ้าสีม่วงมาต่อรถใต้ดินที่เตาปูน/บางซื่อ มาต่อรถไฟฟ้า BTS ที่อโศกจนถึงสถานีนานา รวมเวลา 1 ชม. กับ 50 นาที บวกเวลาออกจากบ้านมาจอดรถที่บางใหญ่ ใช้เวลา 2 ชม. 10 นาที และค่าโดยสารรวม 96 บาท แต่หากรวมค่าจอดรถอีก 12 ชม. คือ 60 บาท และค่าน้ำมันไป-กลับบ้านกับที่จอดรถที่สถานีบางใหญ่อีก 20 บาท ก็จะรวมทั้งสิ้น 272 บาทต่อวัน (ใช้บัตรเติมเงิน MRT ก็จะลดค่าโดยสารลงได้อีก เหลือ 250 บาทต่อวัน)ในกรณีที่ขับรถยนต์ส่วนตัวไปทำงาน ค่าน้ำมัน กม.ละ 2 บาท บวกค่าทางด่วนเฉพาะขากลับรวม 202 บาท สำหรับเวลาที่ใช้นั้น ตอนเช้าไม่ติดมาก ใช้เวลาน้อยกว่าคือ 1 ชม. 30 นาที แต่ขากลับใช้เวลามากกว่าคือ 2 ชม. ถึง 2 ชม. 30 นาที แต่รวมแล้วแตกต่างกันไม่มาก ระหว่างการขับรถยนต์หรือขึ้นรถไฟฟ้า

ข้อสรุปคือหากต้องการให้มีคนใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น ก็ควรพิจารณาลดค่าโดยสารลงไปอีก รัฐบาล ก็ลดลงให้แล้วแต่ผมจึงเกรงว่าอีกวิธีการหนึ่งที่ภาครัฐอาจเลือกใช้ในระยะยาว คือการทำให้การใช้รถยนต์ส่วนตัวแพงขึ้นกว่าปัจจุบัน เช่นขึ้นค่าจดทะเบียนประจำปีอีกเป็นสิบเท่าตัวสำหรับรถยนต์ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะกำลังขยายเครือข่ายรถไฟฟ้าไปอีกหลายสายต้องใช้เงินลง ทุน หลายแสนล้านบาท แต่หากไม่มีผู้โดยสารมากเพียงพอก็ทำให้ประสบปัญหาขาดทุนอย่างมากมายและยืด เยื้อได้

นอกจากนั้น การคำนวณค่าใช้รถยนต์นั้นย่อมจะต้องคำนวณค่าบำรุงรักษารถยนต์ ต้นทุนทางการเงิน (ดอกเบี้ย) และค่าเสื่อมสภาพอีกด้วย เช่น รถยนต์ราคา 600,000 บาท ค่าเสื่อม 3 ปีแรก สมมุติว่าปีละ 70,000 บาท คือประมาณวันละ 200 บาท ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการใช้รถไฟฟ้าสาธารณะราคาถูกกว่า เพียงแต่ว่ารถยนต์ส่วนตัวมีข้อดีอื่นๆ โดยเฉพาะความสะดวกสบายและในหลายกรณีก็มีมูลค่าด้านการโอ้อวดสถานะ (status symbol) อีกด้วย

แต่หากคิดต่อไปอีกในอนาคตก็ทำให้ผมอดห่วงไม่ได้ว่า วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีจะยิ่งทำให้ต้นทุนของการใช้รถส่วนตัวถูกลงไปอีกอย่างต่อเนื่อง ยก ตัวอย่างเช่น บริษัทรถยนต์เยอรมันและสหรัฐต่างประกาศว่าจะขายรถไฟฟ้า (ไม่ใช่รถไฮบริดหรือไฟฟ้าผสมกับเครื่องยนต์) เต็มรูปแบบตั้งแต่ปลายปี 2018 เป็นต้นไป บริษัทจีเอ็มกำลังจะผลิตรถ Chevy Bolt ซึ่งเป็น EV ออกมาขายภายในปลายปีนี้แล้ว

ดังนั้น หากมีรถไฟฟ้าออกมาใช้ก็แปลว่าต้นทุนในส่วนของการใช้รถไป-กลับที่ทำงานจะต่ำ ลงไปอีก ดังนั้นรถไฟฟ้าส่วนตัวจึงจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญและ รัฐบาลอาจต้องตกอยู่ในฐานะลำบากคือต้องพิจารณาเก็บภาษีการใช้รถยนต์ส่วนตัว เพิ่มขึ้น รวมถึงการกีดกันรถไฟฟ้าส่วนตัว แต่ก็จะเป็นการปฏิเสธสิ่งที่ดีกว่าที่ควรเป็นทางเลือกของประชาชน

รถไฮบริดปัจจุบันมีการขายที่แพร่หลายมากขึ้นและโฆษณาจุดเด่นว่าเครื่อง มอเตอร์ไฟฟ้าทำให้ประหยัดและใช้น้ำมันเพียง 25 กม./ลิตร ทั้งนี้หากใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวก็จะขับได้ 15 กม. ซึ่งยังน้อยเกินไปเพราะส่วนใหญ่น่าจะใช้รถยนต์วันละ 50-100 กม. แต่เทคโนโลยีที่เพิ่มศักยภาพของมอเตอร์ไฟฟ้า มีขายอยู่ในตลาด (ต่างประเทศ) แล้วเช่น รถ EV ของ Nissan Leaf ซึ่งวิ่งได้ 150 กม.ต่อการเติมไฟหนึ่งครั้ง และ รถ Chevy Volt ซึ่งมีเครื่องเบนซิน 1.5 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้า (แตกต่างจาก Chevy Volt ซึ่งเป็น EV 100%) ทำให้สามารถใช้ไฟฟ้าวิ่งได้กว่า 100 กม.เช่นกัน

ทำให้จีเอ็มโฆษณาได้ว่าในระยะยาวนั้น Chevy Volt จะกินน้ำมันประมาณ 42 กม./ลิตร กล่าวโดยสรุปคือการซื้อรถยนต์มาใช้ส่วนตัวนั้น ค่าเติมน้ำมัน (หรือเติมไฟฟ้า) น่าจะไม่สูงมากนัก และเนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์กล้ารับประกันซ่อมฟรี 5 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง (Tesla รับประกัน 8 ปีโดยไม่จำกัดระยะทางสำหรับแบตเตอรี่และชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับการขับเคลื่อน) ก็แปลว่าเจ้าของรถก็จะมีภาระด้านการบำรุงรักษาต่ำอีกด้วย ทำให้ภาระหลักของผู้ซื้อรถยนต์ส่วนตัวคือค่าเสื่อมของรถยนต์และดอกเบี้ยผ่อน ส่ง

ในระยะต่อไปข้างหน้าจึงเป็นไปได้ว่า บริษัทเช่น Uber นำเสนอขายบริการขนส่งอย่างเป็นรายบุคคล กล่าว คือผู้ใช้สามารถทำสัญญาเช่าบริการขนส่ง เช่นให้ Uber นำรถไฟฟ้าส่วนบุคคลมารับ-ส่งทุกวัน ในเวลาที่กำหนดตายตัว บวกกับรายจ่ายเพิ่มเติมหากต้องการบริการเพิ่มเติมเหตุที่จะมีการนำเสนอ บริการดังกล่าว เพราะว่าปัจจุบันรถยนต์ที่เราซื้อใช้กันอยู่นั้นจอดอยู่เฉยๆ วันละ 20-22 ชม. กล่าวคือใช้รถวันละ 2-4 ชม. แต่เสียค่าเสื่อมทุกวัน

ดังนั้น หากมีบริษัทเช่น Uber สามารถใช้รถได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน (เช่นที่สายการบิน Low cost อยู่ในขณะนี้) ก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนต่อการขายบริการต่อ 1 กม.ถูกลงไปอีก
[/size]



ตอบกลับโพส