โค้ด: เลือกทั้งหมด
ในยุคที่การเดินทางท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายขึ้น เพราะราคาตั๋วโดยสารเครื่องบินถูกลงจากการเข้ามาแข่งขันของสายการบินต้นทุน ต่ำและการลดลงของราคาน้ำมัน ผู้ลงทุนก็อาจจะมองหาการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง
นอกเหนือจากสายการบินต้นทุนต่ำที่นักลงทุนชื่นชอบกันแล้ว ธุรกิจกระเป๋าเดินทางก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามอง และเมื่อกล่าวถึงธุรกิจกระเป๋าเดินทาง คนจำนวนมากคงนึกถึงยี่ห้อ “แซมโซไนท์” (Samsonite)
บริษัท แซมโซไนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอส.เอ. (Samsonite International S.A.) เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายกระเป๋าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งโดย เจสซี ชเวเดอร์ (Jesse Shwayder) ในเมืองเดนเวอร์ มลรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1910 ทำธุรกิจผลิตหีบใส่ของ(trunk)สำหรับเดินทาง และพัฒนามาเป็นกระเป๋ารูปแบบต่างๆ
กระเป๋าเดินทางยี่ห้อแซมโซไนท์ เริ่มออกวางตลาดครั้งแรกในปี 1941 และขายดีเรื่อยมา เพราะเป็นที่รู้จักกันว่าทนทาน เหมือนชื่อยี่ห้อที่แปลงมาจากจอมพลัง”แซมชั่ม”ในคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งได้รับพลังอันแข็งแกร่งเหนือมนุษย์จากพระเจ้า
แซมโซไนท์เป็นคู่แข่งตัวต่อตัวกับอเมริกันทัวริสเตอร์ (American Tourister) บริษัทผลิตและจำหน่ายกระเป๋าในลักษณะเดียวกัน ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1933 ในมลรัฐโรดไอแลนด์ ขายสินค้าแข่งกัน เจาะกลุ่มลูกค้าเดียวกันมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งในปี 1993 ทั้งสองบริษัทจึงเลิกแข่งขันกัน เพราะแซมโซไนท์เข้าซื้อกิจการของอเมริกันทัวริสเตอร์ และปรับการวางตำแหน่งสินค้าของอเมริกันทัวริสอตอร์ให้อยู่ต่ำกว่าแซมโซไน ท์เล็กน้อย เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าในวงกว้างขึ้น
นอกจากอเมริกันทัวริสเตอร์แล้ว บริษัทแซมโซไนท์ยังได้ซื่อกิจการกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าเอกสาร และกระเป๋าเป้ อีกหลายแห่ง เช่น ในปี 2012 เข้าซื้อบริษัททำเป้แบบสมบุกสมบัน ยี่ห้อ High Sierra และซื้อ Hartmann บริษัทเก่าแก่ซึ่งทำกระเป๋าเดินทางระดับสูง ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1877 ซื้อยี่ห้อ Lipault ของฝรั่งเศส และจะยี่ห้อ Speck ซึ่งทำกระเป๋าใส่โน้ตบุ้คและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัว ซึ่งตั้งอยู่ในแคลิฟอร์เนียในปี 2014 เพื่อให้มีสินค้าครอบคลุมในวงกว้างขึ้น และจับตลาดที่มีการเติบโตเร็ว
ปัจจุบัน สินค้าของบริษัทแซมโซไนท์มีจำหน่ายอยู่ใน 46,000 จุด ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก
จากผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2016 ที่เพิ่งประกาศไปเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม บริษัทมียอดขายรวม 1,209.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 41,728 ล้านบาท เติบโต 4.1% จากช่วงเดียวกันของปี 2015 และมีกำไรสุทธิ 100.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,467 ล้านบาท
ทั้งนี้เครดิตสวิส ประมาณว่า ยอดขายทั้งปีของปี 2016 จะเท่ากับ 2,766 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 95,427 ล้านบาท และประมาณการกำไรสุทธิของปี 2016 เอาไว้ที่ 229.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7,904 ล้านบาท
หุ้นของแซมโซไนท์ จดทะเบียนซื่อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์ค ใช้สัญญลักษณ์ย่อว่า SMSOF ราคาปิด ณ วันที่ 1 กันยายน 2016 เท่ากับ 3.34 เหรียญสหรัฐ และจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกง ใช้รหัส 1910 ราคาปิด ณ 1 กันยายน เท่ากับ 25.75 เหรียญฮ่องกง
จากข้อมูลของบลูมเบิร์ก ราคาต่อกำไรต่อหุ้น(P/E) ของหุ้นแซมโซไนท์ ประมาณ 21.9 เท่า อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 1.97%
จากการวิเคราะห์ยอดขายของแซมโซไนท์ทำให้เห็นแนวโน้มการค้าปลีกของโลกด้วยค่ะ ในครึ่งปีแรกนี้ แม้ว่ายอดขายจะเติบโต 1.1% จากครึ่งแรกของปีก่อน แต่ยอดขายในหลายๆช่องทางลดลงไป เช่นในสหรัฐอเมริกา ยอดขายของบริษัทผ่านช่องทาง e-commerce ของบริษัทโดยตรงเพิ่มขึ้น ในขณะที่ยอดขายผ่าน e-commerce อื่นลดลง
สำหรับยอดขายในประเทศจีนค่อนข้างทรงตัว เพียงแต่เปลี่ยนจากการซื้อผ่านตัวกลางใน TV home shopping ไปเป็นการซื้อผ่าน e-commerce อย่างเห็นได้ชัดเจน
สำหรับในประเทศไทยนั้น ถือว่าเป็นตลาดที่มียอดขายเป็นอันดับที่สองในบรรดาตลาดเกิดใหม่ โดยมียอดขายในครึ่งปีแรก 13.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 462.3 ล้านบาท เป็นรองเพียงเม็กซิโก และไทยยังมีอัตราการเติบโตของยอดขาย 11.6% นับเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดอันดับสี่ ของตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด รองจากมาเลเซีย เม็กซิโก และบราซิล
ล่าสุด เมื่อ 1 สิงหาคม 2016 แซมโซไนท์ ได้เข้าซื้อ Tumi ผู้ผลิตสินค้ากระเป๋าแบบนิ่ม หรือซอฟเคสระดับสูง ที่วัสดุหลักมักทำจากผ้าใบ ทำให้สินค้าของแซมโซไนท์ครบวงจรมากขึ้น
กล่าวได้ว่าตั้งแต่เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ แซมโซไนท์ ได้ใช้ประโยชน์จากตลาดทุนในการขยายกิจการอย่างเต็มที่ โดยการใช้ทุนที่ระดมได้เข้าไปซื้อกิจการเพื่อเพิ่มยอดขายและกำไร
หมายเหตุ: การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน บทความนี้มิได้เขียนเพื่อเชิญชวนลงทุนแต่เขียนเพื่อเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น