โชคดีฝีมือหรือกลโกง/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

โชคดีฝีมือหรือกลโกง/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ โดย Thai VI Article » อาทิตย์ ก.ย. 25, 2016 9:26 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    กว่าสิบปีที่ผ่านมาเราได้พบนักลงทุนทั้ง VI และ  “รายใหญ่” แนวทางอื่น ๆ ที่ร่ำรวยมีพอร์ตเป็นสิบ ร้อยหรือพันล้านบาทจำนวนไม่น้อยที่ปรากฏขึ้นบน  “ยุทธภพ” ของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์  เรามักจะสรุปว่าพวกเขาเป็น  “เซียน”  ที่มีฝีมือระดับ “เทพ” ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงลิบเป็นหลายสิบหรือบางทีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อปีแบบทบต้นต่อเนื่องกันหลาย ๆ  ปี  ผู้ประสบความสำเร็จเหล่านั้นบางคนก็เขียนหนังสือเปิดเผยหรืออธิบายถึงหลักการที่ตนเองใช้ในการเอาชนะตลาดอย่างงดงามและหลักการเหล่านั้นบ่อยครั้งก็เป็นหลักการที่เป็น “เอกลักษณ์” ของตนเองหรือประยุกต์จากหลักการที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก  ผลงานการลงทุนที่อ้างว่ามาจาก  “ฝีมือ” ของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาถ้าเป็นความจริงก็น่าจะเรียกว่าเป็น “สุดยอดนักลงทุนของโลก”  เพราะผลตอบแทนที่ได้นั้นสูงกว่าของปีเตอร์ลินช์ จอร์จโซรอส  และวอเร็นบัฟเฟตต์ที่มีสถิติสร้างผลตอบแทนแบบทบต้นได้ปีละ 20-30 กว่าเปอร์เซ็นต์ต่อปี  ไม่ต้องพูดถึงจอห์นเนฟเซียน VI แนวอนุรักษ์ ที่อาจจะได้แค่ 15-18% ต่อปีซึ่ง  “ไม่น่าเป็นไปได้”  และนี่ก็คือเหตุผลที่ผมคิดว่าผลงานของ VI ไทยซึ่งรวมถึงตัวผมเองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้น  เป็นผลงานที่ส่วนใหญ่แล้วมาจาก “โชคดี” หรือปัจจัยอื่น ๆ  ส่วนเรื่องของ “ฝีมือ” นั้น  เป็นส่วนประกอบที่อาจจะมีผลไม่มากนัก

    บางคนอาจจะเถียงว่าถ้าเป็นเรื่องของ “โชค”  จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนเราจะโชคดีติดต่อกันเป็นหลาย ๆ  ปีหรือเป็นกว่าสิบปีและก็เกิดขึ้นกับคนจำนวนไม่น้อย?  คำตอบของผมก็คือ  เป็นไปได้!   ลองมาดูว่าบางทีเรื่องของโชคก็สามารถสร้างคนให้รวยขึ้นมาได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ   สมมุติว่าเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมามีคน 200,000 คน เอาเงินมาพนันด้วยเม็ดเงินเท่ากันที่คนละ 100,000 บาท  ดังนั้นเงินที่เข้ามาอยู่ในวงก็เท่ากับ 20,000 ล้านบาท  พอสิ้นปีแรกเราก็จับคู่คนที่เข้าแข่งและ  “ปั่นแปะ” ว่าใครจะชนะ  คนที่ชนะก็จะได้เงินของคนแพ้ทั้งหมดซึ่งจะต้องออกจากการแข่งขันไป  ส่วนคนชนะจะมีเงิน 200,000 บาทซึ่งก็จะนำไปเล่นต่อในปีต่อไป  ซึ่งก็จะเหลือคนแข่งในปีที่สองเพียง 100,000 คน   พอสิ้นปีที่สอง  คนชนะก็จะเหลือ 50,000 คนและแต่ละคนก็จะมีเงินคนละ 400,000 บาท   เราจะทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ  จนครบ 10 ปี ก็จะพบว่าเหลือคนเพียงประมาณ 200 คน และแต่ละคนจะมีเงินคนละ 100 ล้านบาท หรือเงินเพิ่มขึ้น 1,000 เท่าในเวลา 10 ปี  ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจาก  “โชค”  หรือความบังเอิญทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวกับฝีมืออะไรเลย  ตัวอย่างที่ผมยกมานั้นก็อาจจะคล้าย ๆ  กับว่ามีนักลงทุนหรือคนเล่นหุ้นเข้ามาเล่นสองแสนคนซึ่งก็ใกล้เคียงกับคนเล่นหุ้นปัจจุบันซึ่งเวลาผ่านไปส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่ได้กำไรหรือขาดทุน  คนที่รวยถึง 100 ล้านบาทจำนวนประมาณ 200 คนก็อาจจะคล้าย ๆ  กับจำนวน  “เซียน” ที่มีอยู่ในปัจจุบันหลังจากที่ลงทุนผ่านมา 10 ปี  อย่างไรก็ตาม  ผมไม่ได้บอกว่าคนที่รวยทุกวันนี้ในตลาดหุ้นได้มาเพราะโชค  ผมเพียงแต่อยากจะบอกว่า  อย่าคิดว่าทุกคนที่รวยนั้นมาจากฝีมือล้วน ๆ

    การที่คนมีพอร์ตเงินลงทุนเป็นเงินจำนวนมากและเราคิดว่าเขาประสบความสำเร็จอย่างสูงและมาจากฝีมือในการลงทุนของเขาเองนั้น  บางทีก็อาจจะไม่เป็นอย่างนั้น  ข้อแรกก็คือ  เขาอาจจะไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลยเพราะเราอาจจะไม่รู้ว่าเขาเริ่มนำเงินเข้ามาลงทุนเท่าไร  เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะลงทุนด้วยเงิน 50 ล้านบาทและกำไรเป็นเท่าตัวหลังจากผ่านไปหลาย ๆ  ปีซึ่งก็ไม่ได้ให้ผลตอบแทนมากนัก  หรือที่อาจจะแย่กว่ามากก็คือ  เขาลงทุนด้วยเงินเริ่มต้น 200 ล้านบาท  แต่ตอนที่เราเห็นนั้นเหลือเพียง 100 ล้านบาท  ดังนั้น  ขนาดของพอร์ตจึงบอกไม่ได้ว่านักลงทุนประสบความสำเร็จในการลงทุนจริง  อย่างไรก็ตาม  คนที่พอร์ตมีขนาดเล็กนั้น  ต่อให้พอร์ตเติบโตเร็วแค่ไหนก็ไม่มีใครยกย่อง  คนมักจะให้ค่ากับคนที่รวยและพอร์ตใหญ่

    ข้อที่สองก็คือ  คนที่มีพอร์ตที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและมีขนาดใหญ่จนคนทั้งหลายเห็นและยอมรับอย่างกว้างขวางเองนั้น  บางทีก็ไม่ได้มาจาก  “ฝีมือ”  การลงทุนแบบ “สุจริต”  นั่นคือ  เขาอาจจะใช้วิธีการที่ “ฉ้อฉล”  เช่น  “ปั่นหุ้น” หรือใช้ “ข้อมูลภายใน” ในการซื้อขายหุ้นเอาเปรียบโดยที่คนอื่นไม่รู้  นอกจากนั้น  การซื้อขายหุ้นโดยใช้วิธีที่ต้องรับความเสี่ยงมหาศาล  เช่น  เล่นหุ้นโดยมาร์จินเต็มที่และ/หรือซื้อขายตราสารอนุพันธ์เป็นนิจสินก็ถือว่าไม่ได้เกิดจาก “ฝีมือ” ในการเลือกหุ้นลงทุนเท่าที่ควรและมีโอกาสสูงที่อาจจะพลาดและขาดทุนหนักมากได้เพียงแต่ในวันที่เห็นนั้น  “หายนะ”  ยังไม่เกิดขึ้น

    การที่จะดูว่าใครซึ่งรวมถึงตัวเราเองด้วยว่าประสบความสำเร็จแค่ไหนในช่วงที่ผ่านมาและความสำเร็จนั้นมาจากโชคหรือฝีมือหรือจาก “กลโกง” นั้น  ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจว่าพอร์ตที่ยังเล็กมากนั้น  มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงลิ่วโดยที่ไม่เกี่ยวกับฝีมือนั้นมีมาก  สาเหตุก็คือ  เราสามารถหาหุ้นลงทุนได้ง่ายและเราจะกล้าเสี่ยงมากกว่าเนื่องจากเราพร้อมที่จะเสียได้มากกว่า  ว่าที่จริงเราจะเสียจนหมดก็ยังได้   ดังนั้น  เราจึงไม่ต้องกระจายความเสี่ยงโดยการถือหุ้นหลายตัวหรือถือหุ้นที่ปลอดภัย  การวัดผลตอบแทนในช่วงแรกจึงอาจจะไม่มีความหมายมากนัก  ยิ่งพอร์ตเราใหญ่มากขึ้นเท่าไร  การสร้างผลตอบแทนสูงมาก ๆ  ก็มักจะทำได้ยากขึ้น  โอกาสที่จะทำกำไรเป็นเท่าตัวในปีเดียวนั้นแทบเป็นไปไม่ได้  คำถามว่าจะเริ่มวัดผลตอบแทนเมื่อไรนั้นผมคิดว่าอยู่ที่แต่ละคน  หลักการก็คือ  ในวันนั้นพอร์ตควรจะมีขนาดที่เราคิดว่าความเสียหายหนัก ๆ  จะกระทบกับชีวิตตนเองอย่างแรง  และสำหรับคนกินเงินเดือนและไม่มีทรัพย์สินจากพ่อแม่  พอร์ตที่จะเริ่มนับผลตอบแทนเป็นเรื่องเป็นราวควรจะมีมูลค่าอย่างน้อยเท่ากับรายได้จากแรงงานของตน 3-4 ปีขึ้นไป

    ความสามารถในการลงทุนนั้น  ปกติต้องเปรียบเทียบกับผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเวลาเดียวกัน  และเราจะต้องใช้ผลตอบแทนรวมของเงินทั้งหมดที่สามารถลงทุนได้ของเรา  ตัวอย่างเช่น  ถ้าเงินที่เราสามารถนำมาลงทุนได้เท่ากับ 1 ล้านบาท  เราต้องคิดว่าผลตอบแทนที่ได้ทั้งหมดเท่ากับเท่าไร  ไม่ใช่คิดเฉพาะเงินลงทุนในหุ้นเท่านั้น  ตัวอย่างเช่น  ถ้าเรามีหุ้น 5 แสนบาท  ได้ผลตอบแทน 10% เราจะได้เงิน 5 หมื่นบาท  ในขณะที่เงินอีก 5 แสนบาทนั้นเราฝากออมทรัพย์ได้ 1% ต่อปีซึ่งจะทำให้เราได้ดอกเบี้ย 5,000 บาท  รวมแล้วเราได้ผลตอบแทน 55,000 บาทหรือคิดเป็น 5.5% ของเงิน 1 ล้านบาทเท่านั้น  กฎเกณฑ์ข้อนี้เพื่อที่จะบังคับให้เราต้องคิดถึงการเลือกลงทุนในเครื่องมือหรือตราสารการเงินที่ถูกต้องและให้ผลตอบแทนสูงและในความเสี่ยงที่ยอมรับได้

    ผลการลงทุนที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์นั้นจะต้องเป็นผลงานระยะยาวและคิดค่าเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น  โดยสถิติระยะยาวผลตอบแทนของตลาดจะเท่ากับปีละประมาณ 10% แบบทบต้น  แต่ในบางช่วงเวลา  เช่น  10 ปีที่ผ่านมานั้นตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนประมาณ 11% ต่อปีโดยเฉลี่ยแบบทบต้น  แต่ถ้ามองย้อนหลังไปแค่ประมาณ 8 ปี คือนับจากหลังวิกฤติตลาดหุ้นที่ดัชนีตลาดตกลงมาเหลือเพียง 400 จุดในเดือนพฤศจิกายน 2551 มาถึงปัจจุบัน  ตลาดหลักทรัพย์ก็ให้ผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 21%  ดังนั้น  ถ้าเราเริ่มลงทุนหลังวิกฤติและเราได้ผลตอบแทนสูงมากถึง 20% ต่อปีแบบทบต้น  เราก็ไม่ถือว่าทำผลงานได้ดีเลยเมื่อเทียบกับคนที่ลงทุนมา 10 ปี และได้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นปีละ 15%

    นอกจากผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดในระยะยาวแล้ว  คนที่ทำผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดปีต่อปีก็ต้องถือว่ามีผลงานที่ดี  ตัวอย่างเช่น  ถ้าใน 10 ปีเราสามารถเอาชนะได้ 8 ปี  แบบนี้ก็ต้องถือว่าผลงานน่าประทับใจ  นอกจากนั้น  ผลงานที่ผมคิดว่าสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ผลตอบแทนปีต่อปีควรจะเป็นบวกมากกว่าเป็นลบมาก ๆ  โดยที่ตลาดหลักทรัพย์โดยเฉลี่ยแล้วมีผลตอบแทนเป็นบวกประมาณ 6-7 ปีในขณะที่ผลตอบแทนติดลบประมาณ 3-4 ปีในช่วงเวลา 10 ปี  ถ้าผลงานของเราติดลบแค่ 1-2 ปีใน 10 ปีแบบนี้ก็ต้องถือว่าเราทำผลงานการลงทุนได้ดี

    ทั้งหมดนั้นพูดถึง “ผลงาน”  การลงทุนที่จะต้องวัด “ระยะยาว”  อย่างต่ำน่าจะต้อง 10 ปีขึ้นไป ยิ่งยาวยิ่งดี  แต่การที่จะสรุปว่าเป็นเพราะ “ฝีมือ”  นั้น  เราจะต้องพิจารณาอย่างไม่ลำเอียงโดยเฉพาะในกรณีที่สถิติของเรายังไม่ยาวพอ  อย่างไรก็ตาม  คนที่สร้างสถิติผลตอบแทนที่สูงมาก ๆ  แบบเหนือกว่าผลตอบแทนตลาดระดับ 10-20% ขึ้นไปต่อปีแบบทบต้นนั้น  ผมคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่จะมาจากฝีมือทั้งหมด  โชคน่าจะมีส่วนที่สำคัญ  เช่นเดียวกับ  “กลโกง”  ซึ่งทั้งสองอย่างนั้น  ไม่จีรัง  และเราจะหวังให้เป็นอย่างนั้นต่อไปเรื่อย ๆ  ไม่ได้  วอเร็นบัฟเฟตต์นั้นลงทุนมานานถึง 60 ปีซึ่งน่าจะตัดเรื่องของโชคไปได้ทั้งหมด ผลงานของบัฟเฟตต์จึงน่าจะเกิดขึ้นจากฝีมือเพียงอย่างเดียว  ซึ่งสถิติก็คือ  สามารถเอาชนะผลตอบแทนของตลาดได้ประมาณ 10% ต่อปีโดยเฉลี่ยแบบทบต้น  และนี่ก็คือสิ่งที่เราจะต้องตระหนัก
[/size]



ตอบกลับโพส