โค้ด: เลือกทั้งหมด
ผิดคาดอีกครั้ง (หลังจาก Brexit) เมื่อโดนัล ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งและจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 20 มกราคม 2017 นอกจากนั้นพรรครีพับลิกันก็ยังรักษาเสียงข้างมากเอาไว้ได้ในทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรอีกด้วย
ชัยชนะของนายทรัมป์ ผมมองว่าเป็นผลเสียต่อโลกอย่างชัดเจนและหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในระยะข้างหน้านี้ ตลาดทุนและตลาดเงินจะผันผวนอย่างมาก หมายความว่าปรับขึ้นวันนึง แต่วันต่อไปปรับลงอย่างรุนแรง ทั้งนี้เพราะจากวันนี้จนกระทั่งวันที่ 20 มกราคม ทุกคนจะพยายามจับความและวิเคราะห์ความหมายของทุกคำพูดนายทรัม ทั้งๆ ที่เขาจะยังไม่ได้เข้าบริหารประเทศและกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีและมีนโยบายออกมาอย่างชัดเขน ก็จะต้องรอดูกันต่อไปอีก 3-6 เดือน โดนส่วนใหญ่ผู้ที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีจะแถลงนโยบายเร่งด่วนสำหรับ 100 วันแรกของการเข้าบริหารประเทศโดยเร็ววันหลังจากการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในปลายเดือนมกราคม
ผมมีความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจากผลการเลือกตั้งของสหรัฐดังนี้
1. เป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 86 ปี กล่าวคือครั้งสุดท้ายที่สหรัฐดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าคือการผ่านกฎหมาย SmootHawley Tarift (SHT) Act ในปี 1930 ซึ่งเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรประมาณ 50% สำหรับสินค้านำเข้าไปยังสหรัฐประมาณ 20,000 รายการ Smoot เป็นวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันและ Hawley ก็เป็นสส.พรรครีพับลิกันเช่นกัน หลังจากที่ SHT ผ่านออกมาเป็นกฎหมาย ก็ทำให้เกิดสงครามการค้าขึ้นทั่วโลก ตามมาด้วยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหลังจากนั้นสหรัฐเปลี่ยนท่าทีมาสนับสนุนการเปิดเสรีการค้าโลก เป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดตั้ง GATT (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น WTO หรือองค์กรการค้าโลก) ธนาคารโลกและไอเอมเอฟ และขับเคลื่อนการเจรจาเปิดตลาดโลกการค้าเสมอมา จนกระทั่งการเจรจาข้อตกลงทีพีพี ซึ่งนายทรัมคงจะยกเลิกอย่างแน่นอนและได้กล่าวหลายครั้งว่าจะขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากจีน (อีก 45%) และจากเม็กซิโก (อีก 30%) ตรงนี้ผมมองว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้สูงมากดังที่เคยเขียนประเมินมาแล้วก่อนหน้านี้
2. เปลี่ยนแปลงนโยบายการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 100 ปี กล่าวคือเมื่อ 100 ปีก่อนหน้านี้สหรัฐดำเนินนโยบายโดดเดี่ยวตัวเอง (isolationism) หมายความว่ายุโรปจะทะเลาะกันหรือรบกันอย่างไร สหรัฐก็ขอไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย เพราะมีมหาสมุทรแอตแลนติกขวางกันและปกป้องสหรัฐเอาไว้อยู่แล้ว แต่ต่อมาตัดสินใจเข้ารบเคียงข้างอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่ 1 และเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อฮาวายถูกญี่ปุ่นโจมตี ทำให้สหรัฐเห็นว่าต้องมีบทบาทนำในการกำหนดโครงสร้างของภูมิศาสตร์การเมืองของโลก จึงก่อให้เกิดสนธิสัญญาทางความมั่นคงมากมาย เช่น นาโต้ ซีโต้ ฯลฯ แต่นายทรัมบอกว่าต้องการให้ประเทศที่ได้รับประโยชน์ทางความมั่นคงจากสหรัฐจะต้องจ่ายเงินค่าดำเนินการทางการทหารของสหรัฐอย่างเป็นธรรม ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับยุโรปและเอเชีย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์) เพราะประเทศที่เป็นปรปักษ์กับสหรัฐคือรัสเซียและจีน ย่อมจะมีบทบาทในการชี้นำการเมืองและความมั่นคงของโลกมากขึ้นเมื่อสหรัฐลดบทบาทของตนลงไป
3. กล่าวโดยสรุปในความเห็นของผมคือนายทรัมป์เป็นนักธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จึงมองว่าในด้านการค้าและความมั่นคงนั้นสหรัฐได้ทำข้อตกลงที่ตัวเองเสียเปรียบมาโดยตลอด จึงคิดง่ายๆ ว่าจะเจรจาใหม่ให้เสียเปรียบน้อยลง เช่น กรณีการค้านั้น สหรัฐขาดดุลการค้าปีละ 4 ถึง 6 แสนเหรียญ จึงน่าจะมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าที่เกินดุลกับสหรัฐมากๆ เช่น จีนและเม็กซิโกในการลดการนำเข้าจากประเทศดังกล่าว และจะยังนำไปหาเสียงว่าเป็นการสร้างงานภาคการผลิตที่ถูกทำลายลงไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาด้วย ในส่วนของนโยบายการทหารและความมั่นคงก็เช่นเดียวกันคือประเทศพันธมิตรน่าจะต้องช่วยจ่ายเงินเพื่อลดภาระทางการทหารของสหรัฐอีกทางหนึ่งด้วย กล่าวโดยสรุปคือภายใต้ประธานาธิบดีทรัม โลกาภิวัตน์คงจะถอยหลังลง ดังนั้นประเทศที่มีเศรษฐกิจเปิดอย่างประเทศไทยก็คงจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญอย่างแน่นอน ในอนาคตนั้นเศรษฐกิจไทยจึงน่าจะขยายตัว 3% ต่อปีมากกว่า 5% ต่อปี
4. ในช่วงนี้หลายคนจะพยายามคาดการณ์ว่านโยบายเรื่องใดของนายทรัมป์จะถูกนำมาปฏิบัติก่อนและนโยบายใดจะไม่นำมาปฏิบัติ ซึ่งคนที่มองในแง่ดี ก็จะมองว่าเขาจะลดภาษีรายได้บุคคลและภาษีรายได้นิติบุคคล (จาก 35% เป็น 15-20%) และจะส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและภาคพลังงาน และเชื่อว่าน่าจะทำได้ เพราะพรรครีพับลิกันมีเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภา ดังนั้นจึงจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลังที่ทรงพลังและสามารถลบล้างผลเสียจากนโยบายกีดกันการค้าได้ทั้งหมด แต่ทั้งนี้หมายถึงเศรษฐกิจสหรัฐจะได้ประโยชน์ แต่เศรษฐกิจโลกนั้นย่อมจะได้รับผลกระทบทั้งจากการกีดกันการค้าและการที่ดอกเบี้ยสหรัฐจะปรับสูงขึ้น (โดยเฉพาะดอกเบี้ยระยะยาว) ซึ่งจะกระทบกับเศรษฐกิจโลกในเชิงของการทำให้ภาวะการเงินของโลกตึงตัวมากขึ้น