อนาคตเศรษฐกิจไทย : ก้าวต่อไป (3)/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

อนาคตเศรษฐกิจไทย : ก้าวต่อไป (3)/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ พ.ย. 24, 2014 2:50 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

หากจะประเมินเศรษฐกิจไทยในระยะกลางหรือ 2-5 ปีจากข้อมูลที่มีอยู่ก็จะเห็นได้ว่าในเชิงการเมืองนั้นเรายังไม่มีกรอบ (รัฐธรรมนูญ) ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าการเมืองจะมีความชัดเจนและมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด แต่ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจในส่วนของเศรษฐกิจนั้นก็ต้องยอมรับว่ายุทธศาสตร์ของไทย (หากพิจารณาจากข้อมูลที่มีอยู่) คือการเร่งสร้างและต่อเติมถนน รถไฟ ท่าเรือและท่าอากาศยานเพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกและเพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยให้แนบแน่นยิ่งขึ้นกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง (ภาคใต้ของจีน พม่า อินโดจีนและต่อไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์)

ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีอย่างยิ่ง เพราะผมเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยที่จะเร่งให้การรวมตัวทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเกิดขึ้นตามกลไกตลาดอยู่แล้วจะเข้มข้นและขยายตัวอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ผมเชื่อว่าในระยะยาวนักลงทุนและผู้ประกอบการจะมิได้มองประเทศไทยว่ามีประชากร 67 ล้านคน แต่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคทางเศรษฐกิจที่มีประชากรรวมกันถึง 200 ล้านคนและอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรต่างๆ รวมทั้งแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์กลางของการขยายตัวของไทยก็จะมิได้กระจุกอยู่ที่กรุงเทพฯและปริมณฑลเป็นหลัก แต่จะเป็นหัวเมืองตามเขตชายแดนที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน

แต่อีกด้านหนึ่งก็สามารถมองได้ว่าไทยมิได้มีการปรับปรุงหรือปฏิรูปเศรษฐกิจในมิติอื่นๆ แต่อย่างใด กล่าวคือ ยังพึ่งพาการส่งออกที่ขับเคลื่อนจากการที่ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม (เช่น รถยนต์ คอมพิวเตอร์) ให้บริษัทข้ามชาติ นอกจากนั้นก็มีการส่งออกสินค้าเกษตรและการท่องเที่ยวควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) ส่วนการส่งออกที่อาศัยแรงงานเช่นสิ่งทอ เครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ รองเท้า ฯลฯ ก็เป็นอุตสาหกรรมที่หดตัวลงไปเรื่อยๆ และย้ายฐานไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนต่ำกว่า จึงดูเสมือนว่าประเทศไทยยังไม่มียุทธศาสตร์ที่จะตอบตัวเองได้ว่าในระยะกลางและระยะยาวนั้นเราจะ “ทำมาหากิน” อะไรให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งประเทศอื่นๆ ได้ตอบโจทย์แล้ว เช่นสิงคโปร์นั้นต้องการเป็นกรุงลอนดอนของเอเชียและเกาหลีใต้ก็กำลังแข่งขันเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ชั้นนำของโลกและในส่วนขอโทรศัพท์มือถือก็พิสูจน์แล้วว่ามีศักยภาพในการแข่งขันกับไอโฟนของแอ๊ปเปิ้ล เป็นต้น

หากประเทศไทยจะเดินตามยุทธศาสตร์เดิมที่วางเอาไว้เมื่อ 30 ปีที่แล้วต่อ คือการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยอาศัยให้บริษัทข้ามชาติมาเป็นกลไกขับเคลื่อน เราก็จะต้องตอบโจทย์สำคัญ 2 ประการคือจะต้องเร่งพัฒนาแหล่งพลังงานเพื่อมิให้ต้นทุนด้านนี้เพิ่มขึ้นและจะต้องมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่รองรับอุตสาหกรรมหนักเพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ โดยผมเห็นว่าพลังงานจะเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะเราพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลักแต่คงจะมีก๊าซธรรมชาติเหลือใช้อีกไม่เกิน 10 ปี จึงคงจะต้องเร่งเจรจาทางเศรษฐกิจและการทูตเพื่อพัฒนาพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชา เพราะจะทำอย่างอื่นอาจไม่ทันการยกเว้นการเพิ่มการใช้ถ่านหิน ซึ่งรัฐบาลก็ได้ประกาศออกมาเป็นนโยบายแล้วว่าถ่านหินจะเป็นพลังงานหลักที่จะลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าลงจากปัจจุบัน 70% เป็น 30% ใน 20 ปีข้างหน้า แต่ก็จะยังต้องซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านถึง 30% ของความต้องการทั้งหมด

อย่างไรก็ดี อาจมีความเสี่ยงว่าถ่านหินจะถูกต่อต้านสำหรับพลังงานทดแทนอื่นๆ นั้นก็น่าจะมีส่วนช่วยลดการนำเข้าพลังงานได้เป็นบางส่วนเท่านั้น แต่โดยรวมแล้วผมสรุปว่าจุดอ่อนหลักของเศรษฐกิจไทยคือเราต้องนำเข้าพลังงาน (ส่วนใหญ่คือน้ำมันดิบ) คิดเป็นมูลค่าสูงเกือบ 9% ของจีดีพี ซึ่งน่าจะเป็นสัดส่วนที่เกือบจะสูงที่สุดในโลกและยังต้องซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

หากถามว่าจะมีทางเลือกอื่นๆ ให้กับเศรษฐกิจหรือไม่ก็ต้องตอบว่าน่าจะมี แต่เรายังมิได้ระดมสมองคิดกันอย่างเป็นระบบ แต่ก็มีการกล่าวถึงการพัฒนา Digital Economy ซึ่งก็ควรศึกษาให้ถ่องแท้ต่อไปว่าหากทำได้แล้วจะเป็นการชี้นำการพัฒนาเศรษฐกิจไทยไปในรูปแบบใดหรืออีกนัยหนึ่งคือจะใช้ “หากิน” อย่างใด เราจะอยากเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคแข่งกับสิงคโปร์หรือไม่ เป็นต้น

อีกทางเลือกหนึ่งคือการพัฒนาภาคเกษตรกรรมของไทยให้เป็นผู้ผลิตอาหารที่ครบถ้วนและโดดเด่นที่สุดของโลก ทั้งนี้ มิได้หมายถึงการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ข้าวสารและยางพาราเช่นปัจจุบัน แต่เป็นการส่งออกอาหารที่ต้องสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าอาหารที่ผลิตจากประเทศไทยนั้นสะอาดปราศจากสิ่งปนเปื้อนเป็นอาหารที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูงที่สุดในโลก จนกลายเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกไปยังประเทศจีนซึ่งมีความต้องการอาหารที่ “ไว้ใจได้” เป็นต้น

ในอีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นการขยายบริการด้านการรักษาพยาบาลที่เรียกว่า Medical tourism ให้ทำรายได้ให้กับประเทศไทยไม่น้อยไปกว่าการส่งออกสินค้าหลักของไทย เช่น รถยนต์ เป็นต้น เพราะจะเป็นบริการที่อาศัยความเชี่ยวชาญของบุคลากรมากกว่าและใช้พลังงานน้อยกว่าอุตสาหกรรมหนัก แต่หากต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้มีความสมดุลมากขึ้นคือเน้นการส่งออกอาหารและให้บริการด้านสุขภาพมากขึ้นก็จะต้องมีการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมดังกล่าวอีกมาก รวมทั้งการแก้กฎหมายการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาด้านการศึกษาและบุคลากรด้านสาธารณสุขและเทคโนโลยีด้านอาหาร แต่การดำเนินการดังกล่าวจะเริ่มต้นไม่ได้เพราะเรายังมิได้มีการระดมสมองเพื่อประเมินกันอย่างถ่องแท้ว่าประเทศไทยมีทางเลือกใดบ้างในการพัฒนาเศรษฐกิจและคนไทยจะตกลงและสามารถสรุปกันได้หรือไม่ว่าเราจะต้องการให้เศรษฐกิจไทยพัฒนาและเจริญก้าวหน้าไปในทิศทางใด ในลักษณะที่มีความชัดเจนทั้งในเชิงของวัตถุประสงค์และแผนดำเนินการที่เป็นขั้นเป็นตอน

ซึ่งบางคนอาจบอกว่าเรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอยู่แล้ว แต่ผมเห็นว่าควรจะมีความชัดเจนในการตอบคำถามว่าประเทศไทยจะ “ทำมาหากิน” อะไรและอย่างไรใน 10 ปีข้างหน้าและจะตอบว่าจะทำทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้ แต่ต้องตอบว่าอาชีพหลักหรือความชำนาญของประเทศไทยในเศรษฐกิจโลกคืออะไร (เช่นปัจจุบันคือการรับจ้างเป็นฐานการผลิตให้บริษัทข้ามชาติส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม) ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์อื่นๆ เช่น การเกษตร (ซึ่งผลผลิตต่ำ) และการท่องเที่ยว ตลอดจน medical tourism นั้นจะมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยมากน้อยเพียงใดและรัฐบาลจะมีบทบาทในการสนับสนุนพัฒนาการดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมในระยะกลางและระยะยาวอย่างไรบ้าง เป็นต้น

ในขณะนี้ดูเสมือนว่าแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจนั้นจะให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเพราะมองว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการลดความแตกแยกทางการเมือง ทั้งนี้ ยังมีนโยบายที่จะลดส่วนต่างดังกล่าวโดยการเก็บภาษีคนรวยเพิ่มขึ้น ในความเห็นของผมนั้นน่าจะให้ความสำคัญกับนโยบายที่จะทำให้ “เค้ก” “ใหญ่ขึ้น” มากกว่าหาทาง “แบ่งเค้ก” ให้ยุติธรรมมากขึ้น ทั้งนี้ โดยสร้างกฎเกณฑ์ให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการศึกษาและแข่งขันกันทำให้ตัวเองและเศรษฐกิจมั่งคั่งมากขึ้น โดยลดการผูกขาดของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในระบบเศรษฐกิจไทย
[/size]



ตอบกลับโพส