โค้ด: เลือกทั้งหมด
สัปดาห์ที่ผ่านมาดิฉันไปดูงานด้านกิจการเพื่อสังคมในลอนดอนกับบริติชเคาน์ซิล โดยดิฉันแจ้งว่ามีความสนใจไปดูงานในเรื่องการให้ความรู้ทางการเงินเป็นพิเศษ
มีสององค์กรที่อยากเขียนถึงในวันนี้คือ Enabling Enterprise (ee) กับ MyBnk ซึ่งอ่านว่า “มายแบงก์” หรือ ธนาคารของฉัน
ทั้งสององค์กรมีความเหมือนกันคือ เป็นกิจการเพื่อสังคมที่ทำในเรื่องการให้ความรู้ทางการเงินและการพาณิชย์แก่เด็กและเยาวชน โดย ee จะเน้นให้ความรู้กับเด็กอายุ 5 ถึง 18 ปี ในขณะที่ มายแบงก์จะเน้นกลุ่มอายุ 11- 25 ปี
ee อธิบายว่า เขาสอนทักษะที่ทำให้เด็กรู้จักธุรกิจจากชีวิตจริง โดยสอนสัปดาห์ละเพียงหนึ่งชั่วโมง และมีการออกไปดูงานนอกสถานที่ เช่นไปเยี่ยมชมธนาคาร หรือไปเยี่ยมชมธุรกิจ เพื่อให้เด็กเห็นว่าวิชาต่างๆที่เรียนไปนั้น เรียนไปเพื่ออะไร
และโดยวิธีการเน้นฝึกทักษะมากกว่ารู้วิชาการนี้ นอกเหนือจากทักษะที่ได้แล้ว ยังทำให้เด็กมีความรู้เพิ่มขึ้นโดยปริยาย
ทักษะที่ท้าทาย เหล่านี้ประกอบด้วย การทำงานเป็นทีม การแก้ไขปัญหา การแบ่งปันความคิด การฟังอย่างตั้งใจ รวมถึงทักษะในการตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย ใช้จินตนาการ มองโลกในแง่ดี ไม่ท้อถอยง่ายๆ ไม่ยอมแพ้ และทักษะในการเป็นผู้นำ
ทอม ราเวนสครอฟท์ บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ผู้ก่อตั้งกิจการ ee เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เริ่มจากการเป็นครูสอนวิชาพาณิชย์ พบว่าการสอนให้เด็กมีทักษะ จะทำให้เด็กสามารถเติบโตก้าวหน้าได้
เมื่อถามว่าทำไมจึงต้องสอนทักษะการทำธุรกิจ หากเด็กไม่สนใจทำธุรกิจจะทำอย่างไร ทอมตอบว่า นักเรียนอาจไม่สนใจทำธุรกิจหลังจากเรียนจบออกไป แต่เขาก็มีทักษะที่จะสามารถเป็นผู้บริหาร เป็นพนักงาน เป็นลูกจ้าง เป็นพลเมืองที่ดีในอนาคต ด้วยทักษะต่างๆที่เรียนและฝึกฝนมา
มีเด็กนักเรียนผ่านการอบรมไปแล้วประมาณ 35,000คน มีครูที่ไดรับการฝึกอบรมไปแล้วกว่า 1,400 คน
สำหรับ MyBnk นั้น มีหลักสูตรหลายประเภท ทั้งแบบที่คล้ายกับ ee คือ สอนให้เด็กเรียนรู้การทำธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการจัดทำงบประมาณ การจ้างงาน ค่าแรงขั้นต่ำ การแยกแยะความต้องการออกจากความจำเป็น การออม ความเสี่ยง ดอกเบี้ย การเลือกซื้อ และค่าของเงินในปัจจุบันและอนาคต. โดยจัดทำเป็นกรณีศึกษา
ให้เยาวชนรู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องเรื่องเงินๆทองๆ ให้รู้เรื่องภาษี การทำประกันภัย เรื่องบำนาญ โดยเรียนรู้ในรูปแบบของกรณีศึกษา
นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรเตรียมพร้อมสำหรับการออกไปอยู่ด้วยตนเอง เพราะเยาวชนฝรั่ง พออายุ 17-18 ปี บางคนก็ต้องหาเลี้ยงตัวเอง แยกออกไปอยู่เอง จึงต้องเรียนรู้เรื่องการจัดการงบประมาณ ค่าจ้าง การกู้ยืมเงิน และผลของการกู้ยืม ภาษี บัญชีธนาคาร บัตรเครดิต การจัดลำดับความสำคัญ การรู้จักมองไปข้างหน้า และการตั้งเป้าหมาย
เขาบอกว่าการเรียนรู้กับมายแบงก์นั้นต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างคือ ต้องสนุก เพื่อให้เยาวชนรู้สึกผูกพัน ต้องมีความเกี่ยวข้องเพื่อให้ไม่เบื่อ ต้องเป็นกลางไม่ลำเอียง เข้าข้างหน่วยงานใดๆ ไม่มีอคติ และต้องเป็นการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ
หลักสูตรนี้ไม่ได้ตั้งเป้าหมายสอนเยาวชนที่อยู่ในระบบโรงเรียนอย่างเดียว ตรวกันข้ามคืนมีเยาวชนที่อยู่นอกระบบโรงเรียนเข้ามาร่วมหลักสูตรถึง 42% และเป็นเยาวชนที่มาจากโรงเรียนทางเลือก 14% ส่วนผู้เรียนที่มาจากระบบโรงเรียนหลักสูตรปกตินั้น มีสัดส่วน 44%
ได้ทราบอย่างนี้ ดิฉันก็เริ่มเห็นแล้วว่า การจะผลักดันให้คนมีความรู้เรื่องการเงิน มีทัศนคติที่ดี และมีการนำไปปฏิบัตินั้น อาจจะต้องพิจารณาให้อยู่ในหลักสูตรอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องแยกออกมาโดยเฉพาะ ทั้งนี้ อาจจะทำให้กระทรวงศึกษาธิการยอมรับง่ายขึ้นที่จะนำเข้าไปบรรจุเป็นวิชาบังคับ เพื่อให้เยาวชนไทยมีความรู้ด้านการจัดการการเงินได้ดีขึ้น
ดูๆไปแล้ว การรู้เรื่องการค้าขายและการจัดการองค์กร มีผลสัมฤทธิ์ที่ตามมาคือ เยาวชนจะสนใจเรื่องการเงินมากขึ้น จากที่เห็นว่าไกลตัว จากที่เห็นว่ายาก ก็จะรู้สึกว่าใกล้ตัว และไม่ยากดังที่เคยคิดไว้
นอกจากนี้ก็จะได้รับทราบบทบาทของแต่ละหน้าที่ในองค์กร เข้าใจการไหลเวียนของเงินในการทำธุรกิจ ฯลฯ
เมื่อรู้เรื่องการเงิน มีการจัดการการเงินดีขึ้น ก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี และน่าจะทำให้ช่องว่างของรายได้ลดลง
อยากให้คนไทยมีความรู้การเงินมากขึ้นค่ะ