การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยนโยบายเศรษฐกิจมหภาค/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยนโยบายเศรษฐกิจมหภาค/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ ม.ค. 26, 2015 12:36 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

หากอ่านข้อมูลและการประเมินของภาครัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็จะสรุปได้ว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัว 4% (ภัทรคิดว่าขยายตัว 3.7% ซึ่งใกล้เคียงกัน) แต่ที่สำคัญคือ ธปท.มองว่าปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโตดีกว่าคาดคือการใช้จ่ายของภาครัฐที่จะขยายตัวสูงกว่าคาด (หรือส่งผลดีเกินคาดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ) และปัจจัยเสี่ยงในด้านลบคือภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะทำให้การส่งออกขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ ทั้งนี้ ธปท.คาดการณ์ว่าการส่งออกจะขยายตัวเพียง 1% (แต่ก็กลัวว่าจะทำได้น้อยกว่านี้อีก) ในขณะที่ภัทรคาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัว 3% ในปีนี้ ซึ่งก็คงต้องยอมรับว่าหน่วยงานของรัฐจะมีข้อมูลและวิธีการประเมินที่ละเอียดรอบคอบได้มากกว่าบริษัทเอกชน แต่ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อยเพราะเสียงส่วนใหญ่ดูเสมือนว่าจะหวังพึ่งพาแรงกระตุ้นจากภาครัฐเป็นหลักเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในปีนี้

เป็นไปได้ว่าการคาดการณ์ส่วนใหญ่ที่ให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในปีนี้เพียง 4% นั้นเป็นการคาดการณ์เชิงอนุรักษ์อย่างยิ่ง เพราะจีดีพีในปี 2014 ที่ผ่านมานั้นคงจะขยายตัวได้ไม่ถึง 1% ดังนั้น หากปีนี้จีดีพีขยายตัวเพียง 4% ก็แปลว่าจีดีพีไทยใน 2 ปีคือ 2014 และ 2015 จะขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2.5% ต่อปี ซึ่งต่ำมากและน่าจะเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติเสียด้วยซ้ำเพราะสมัยก่อนวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 1997 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ย 7% ต่อปีหลังจากนั้นก็ยังขยายตัวได้ประมาณ 3-5% ต่อปี ดังนั้น การขยายตัวที่ 2.5% ต่อปี ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐกำลังไปได้ดีและดอกเบี้ยโลกต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ก็จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากในปีนี้

แต่ผมก็ยังมีข้อสงสัยอยู่บางประการโดยเฉพาะการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งเป็นการใช้เงินของคนอื่นเพื่อคนอื่น จึงมักจะมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพต่ำ (ดังตาราง) ซึ่งผมเคยเขียนถึงในอดีตแต่ขอนำมาเล่าซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

กล่าวคือ การใช้เงินที่ได้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุดคือการใช้เงินของตัวเองซื้อของให้ตัวเอง รองลงมาคือเอาเงินคนอื่นมาซื้อของให้ตัวเอง เพราะในบางครั้งสมมุติว่าได้เงินจากคุณพ่อหรือคุณแม่มาก็อาจรู้สึกว่าได้มาง่าย (หรือโดยไม่ได้คาดคิด) จึงอาจนำไปใช้อย่างระมัดระวังน้อยกว่าเงินที่ตัวเองอุตส่าห์หามา ในกรณีที่ 3 คือความพยายามหาซื้อของขวัญ (วันเกิดหรือวันแต่งงาน) ให้เพื่อน อันนี้เรามักจะระมัดระวังการใช้เงินเพราะเป็นเงินของเราแต่ก็มีปัญหาเพราะแม้จะสนิทสนมอย่างไร เราก็จะไม่สามารถรู้ใจเพื่อนของเราได้ 100% ว่าเขาจะอยากได้ของขวัญอะไร การให้บัตรกำนัลของขวัญห้างสรรพสินค้าจึงได้รับความนิยมในระดับหนึ่ง ส่วนกรณีสุดท้ายคือการที่เพื่อนฝากเงินให้ซื้อของขวัญให้เพื่อนอีกคน การใช้เงินดังกล่าวน่าจะมีความคุ้มค่าต่ำสุดเพราะเงินก็ไม่ใช่ของเราและต้องหาซื้อของขวัญให้คนอื่นอีกด้วย

กรณีหลัง (4) นี้เทียบเคียงได้กับการที่ภาครัฐเก็บภาษีจากประชาชนเพื่อนำไปใช้จ่ายในการช่วยเหลือประชาชนและพัฒนาประเทศ (ซึ่งเป็นของประชาชน) มากที่สุด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง (สำหรับทุกๆ ประเทศไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียว) ในการทำให้การเก็บภาษีและการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย) และมีประสิทธิผล (ให้ผลตามเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้) ผมจึงเชื่อว่าด้วยเหตุนี้ประเทศที่มีการเก็บภาษีเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีสูงจึงต้องเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านประชาธิปไตย ซึ่งหมายความถึงการมีผู้แทนราษฎรมาเป็นผู้ที่มีอำนาจเก็บภาษีจากประชาชนและใช้ภาษีเพื่อประโยชน์ของประชาชน เพราะเป็นการเก็บภาษีจากประชาชนมาใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน ที่เราเรียกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส. ซึ่งเป็นคำย่อที่ผมเห็นว่าผิดความหมายที่แท้จริงเพราะความหมายที่แท้จริงน่าจะหมายถึงความเป็นผู้แทนของราษฎรที่เข้ามาเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของราษฎรอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ความสามารถในการดูแลผลประโยชน์ของราษฎร จึงน่าจะประเด็นหลักในการกำหนดว่าประเทศไทยควรจะเก็บภาษีมากหรือน้อยเพียงใดเมื่อคิดเป็นสัดส่วนของจีดีพี

ทิศทางของนโยบายการคลัง (การเก็บภาษีและนำเอาภาษีจากประชาชนมาใช้) จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผมจะกล่าวถึงในตอนต่อไป โดยในตอนนี้จะขอกล่าวถึงนโยบายการเงินก่อนแต่สำหรับคนที่รอไม่ไหวผมขอให้อ่านบทสัมภาษณ์รัฐมนตรีคลังของทีมเศรษฐกิจหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อวันที่ 5 ม.ค. เพราะผมคิดว่าสาระสำคัญอยู่ที่บทสัมภาษณ์ดังกล่าวทั้งหมด

สำหรับนโยบายการเงินนั้นเสียงส่วนใหญ่ 5 เสียงในคณะกรรมการนโยบายการเงินเห็นชอบให้คงดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ที่ 2% ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. โดยรายงานการประชุมดังกล่าวระบุว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายการเงินมีความผ่อนปรนเพียงพอและไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ “ขณะที่แรงกระตุ้นจากภาคการคลังควรเป็นปัจจัยหลัก” ในการฟื้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้เสียงส่วนใหญ่ยังมองว่า “การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมอาจไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก ขณะที่อาจมีผลกระทบข้างเคียงต่อเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวต่อไป” ซึ่งน่าสนใจว่าผลกระทบข้างเคียงดังกล่าวคืออะไร แต่เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.ได้มีการประกาศข้อมูลว่าหนี้ครัวเรือนปรับเพิ่มขึ้นจาก 83.5% ในไตรมาส 2 ของปี 2014 มาเป็น 84.7% ของจีดีพีในไตรมาส 3 ปี 2014 กล่าวคือหากลดดอกเบี้ยก็อาจทำให้ส่งสัญญาณที่ผิดให้ครัวเรือนเพิ่มหนี้สินก็เป็นไปได้ แต่ผมเชื่อว่าหนี้สินที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นเพราะรายได้ของครัวเรือนเพิ่มน้อยกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

ขณะที่เสียงข้างน้อย 2 ท่านเห็นว่าควรลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ฟื้นช้ากว่าที่คาดและมองว่าเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงสูง นอกจากนั้นเงินเฟ้อซึ่ง “อาจต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของอัตราเงินเฟ้อเป้าหมาย” ก็ยังเปิดโอกาสให้ลดดอกเบี้ยได้อีกด้วย ซึ่งต่อมาเงินเฟ้อในเดือนธ.ค. อยู่ที่ 0.6% ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธปท. (ที่ 1%) และน่าจะต่ำต่อไปอีกหลายเดือน แต่เสียงส่วนใหญ่ก็ยังน่าจะยืนยันท่าทีเดิมครับ
[/size]



ตอบกลับโพส