รวยได้ไม่ง้อมรดก 2/วิบูลย์ พึงประเสริฐ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

รวยได้ไม่ง้อมรดก 2/วิบูลย์ พึงประเสริฐ

โพสต์ โดย Thai VI Article » อังคาร ม.ค. 27, 2015 9:06 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    บทความคราวที่แล้วกล่าวถึงขั้นตอนแรกในการสร้างความมั่งคั่งด้วยตนเองโดยไม่ต้องไปตัดพ้อต่อว่าพ่อแม่หรือบรรพบุรุษที่ไม่ได้ทิ้งเงินไว้ให้จนลูกหลานต้องลำบากทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียว หรือคิดว่าชาตินี้ไม่มีวันร่ำรวยได้เพราะไม่มีบุญวาสนาอย่างคนอื่นเหมือนคนที่เกิดมาในกองเงินกองทอง จริงๆแล้วการมีทัศนคติที่ถูกต้องน่าจะเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าชาติกำเนิดหรือมรดกที่มีในการสร้างความร่ำรวยด้วยตนเอง เงินที่หามาได้จากลำแข้งจะไม่ถูกนำไปใช้อย่างง่ายๆเหมือนเงินที่ได้มาจากคนอื่นให้อย่างเสน่หาหรือโชคลาภ 

    สำหรับคนที่ไม่มีมรดกหรือพ่อแม่ไม่มีเงินลงทุนก้อนแรกให้จะสามารถร่ำรวยจากตลาดหุ้นได้โดยเริ่มต้นจากขั้นตอนแรกคือ ทำงานเก็บเงิน การเก็บเงินที่จะสร้างความมั่งคั่งได้นั้นควรจะเก็บอย่างน้อย 50 เปอร์เซนต์ของเงินที่ได้รับในแต่ละเดือน 

    สมมุติว่าพนักงานคนหนึ่งได้เงินเดือนเดือนละ 3 หมื่นบาท โบนัสปีละ 3 เดือน ถ้าเก็บเงินได้ครึ่งหนึ่งคือ 1.5 หมื่นบาทและโบนัสเก็บเข้าบัญชีทุกปี ภายในเวลา 4 ปีจะมีเงินเก็บถึง 1,080,000 บาท นั่นคือ 1 ล้านบาทแรกจากการทำงานโดยเริ่มต้นจากศุนย์และไม่ต้องขอเงินจากพ่อแม่แต่อย่างใด ซึ่งเงินก้อนนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่ำรวยโดยไม่ต้องง้อมรดก การจะทำเช่นนี้ได้ต้องมีวินัยในตนเองเรื่องของการใช้ชีวิตและเก็บเงิน ระยะเวลาเพียง 4 ปีในการเก็บเงินให้ได้หนึ่งล้านนั้นถือว่าไม่นานเพราะสำหรับคนที่จบการศึกษามาใหม่ถึงเวลานั้นยังอายุไม่ถึง 30 ปีด้วยซ้ำไป

    ขั้นตอนที่สอง คือการหาความรู้ในการลงทุนระหว่างที่กำลังเก็บเงิน

    หลายคนเพียงแค่มีเงินและอยากรวยจึงนำเงินมาลงในตลาดหุ้น ซึ่งในความเป็นจริงการมีเงินแค่อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอต่อการสร้างความร่ำรวยในตลาดหุ้นอย่างแน่นอน เพราะคนที่ทำเงินจากตลาดหุ้นได้ในช่วงเวลาสั้นๆนั้นอาจเกิดจาก”โชค”หรือ”ฟลุ๊ค”ก็เป็นได้ ในช่วงที่ตลาดกำลังเป็นขาขึ้นนั้น กลยุทธการลงทุนแบบไหนก็ทำกำไรได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคัลหรือซื้อลงทุนระยะยาวหรือแม้แต่ซื้อมาขายไปโดยใช้“สัญชาตญาน”เพียงอย่างเดียว 

    ในความเป็นจริง ตลาดหุ้นไม่ได้ขึ้นไปตลอดเสมอไป ถ้าลงทุนในระยะสิบปีขึ้นไปในตลาดหุ้น นักลงทุนจะต้องเจอกับภาวะตลาดตกต่ำอย่างแรงอย่างน้อยหนึ่งถึงสองครั้ง การเอาตัวรอดจากภาวะตลาดหุ้นถดถอยนั้นต้องอาศัย”ความรู้ในการลงทุน”เป็นหลัก มีนักลงทุนจำนวนมากเข้ามาในตลาดหุ้นเพียงเพราะความอยากรวยเหมือนคนอื่นๆ แต่ไม่ได้ศึกษาหลักการหรือวิธีการในการลงทุน ในช่วงแรกๆอาจได้กำไรเพียงแค่ซื้อหุ้นมาขายไป เพราะตลาดหุ้นกำลังไปได้ดี แต่เมื่อตลาดกลับเป็นขาลง หลายคนอาจต้องถอดใจเลิกเล่นหุ้นไปเลยก็มี 

    ในช่วงที่กำลังเก็บเงินอยู่นั้นควรใช้เวลาให้เป็นประโยชน์โดยการศึกษาหลักการลงทุนที่ถูกต้อง ซึ่งอาจทำได้หลายทางไม่ว่าจะเป็นการซื้อหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนมาอ่าน เข้าอบรมเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นซึ่งมีการจัดอบรมทั้งฟรีและเสียค่าใช้จ่าย นอกเหนือจากนั้นอาจเข้าฟังการบรรยายของนักลงทุนที่เชื่อถือได้ การเข้าสมาคมหรือกลุ่มนักลงทุนก็ช่วยให้เปิดความคิดทางด้านการลงทุนได้ด้วยเช่นเดียวกัน

    ระยะเวลา 4 ปีในการเก็บเงินให้ได้หนึ่งล้านบาทนั้น หลายคนคิดว่านานเกินไป แต่ในความเป็นจริงอาจทำได้เร็วกว่าที่ตั้งใจไว้ก็เป็นได้ เช่น ได้เลื่อนตำแหน่งมีเงินเดือนมากขึ้น หรือได้โบนัสมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องไม่นำเงินที่เก็บได้ไปใช้ในการบริโภคอย่างการซื้อรถยนต์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆที่ทำให้การเก็บเงินไม่บรรลุเป้าหมาย

    ถ้าการศึกษาหาความรู้ในการลงทุนแล้วรู้สึกว่าอยากทดลองวิชาว่าได้ผลจริงหรือไม่ อาจนำเงินที่เก็บได้ส่วนหนึ่งนำมาลงทุนในตลาดหุ้นดูบ้าง เพื่อเป็นการหาความรู้ในการลงทุนจริงๆ เงินที่นำมาลงทุนนั้นอาจจะเป็นเพียง 10 เปอร์เซนต์ของเงินที่มีอยู่ เพื่อเวลาเกิดความผิดพลาดจะได้ไม่เสียหายต่อเงินก้อนใหญ่ที่กำลังสะสมเป็นทุน หลายคนนำเงินที่มีมาลงทุนในตลาดหุ้นเต็มตัวในช่วงแรกๆซึ่งเป็นความเสี่ยงพอสมควร เพราะในช่วงต้นถือว่าเป็นการลองผิดลองถูก

    การหาความรู้ในการลงทุนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติรวมถึงการเก็บเงินตามเป้าหมายในระยะเวลา 4 ปีนั้นน่าจะเพียงพอที่ทำให้นักลงทุนเรียนรู้หลักการลงทุนที่ถูกต้องและมีความรอบคอบต่อตลาดหุ้นมากยิ่งขึ้น หลังจากนี้เงิน 1 ล้านบาทที่เก็บได้และความรู้ที่มีจะไปให้ถึงจุดหมายในการสร้างความร่ำรวยโดยไม่ง้อมรดก ได้อย่างไรโปรดติดตาม
[/size]



ตอบกลับโพส