โค้ด: เลือกทั้งหมด
ครั้งที่แล้วผมกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ประเทศเล็กๆ 4 ประเทศ คือ บรูไน นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และชิลีเป็นกลุ่มประเทศที่มีประชากรรวมกันไม่ถึง 30 ล้านคน เป็นผู้ริเริ่มการเจรจาเปิดเสรีทางการค้าจนประสบความสำเร็จ มาเป็นข้อตกลงทีพีพี และล่าสุดประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ก็ได้ประกาศระหว่างการเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการว่า อินโดนีเซียนั้นมีประชากรเกือบ 260 ล้านคน ดังนั้น หากรวมทีพีพีเข้าไปก็จะทำให้เป็นการรวมตัวทางเศรษฐกิจที่มีประชากรรวมทั้ง สิ้นกว่า 1 พันล้านคน และมีจีดีพีกว่าครึ่งหนึ่งของจีดีพีโลก
จากการติดตามข่าวคราวของประเทศในกลุ่มทีพีพีนั้น เชื่อว่าประเทศที่จะมีปัญหาในการให้ความเห็นชอบทีพีพีมากที่สุด น่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ทั้งๆ ที่อเมริกาน่าจะได้ผลประโยชน์มากที่สุด เพราะเป็นการเขียนกฎเกณฑ์ที่ครอบคลุมมากกว่าการค้า (คือรวมถึงการลงทุนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การค้า e-commerce การลดการคุ้มครองรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ) ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของสหรัฐเป็นหลัก ทั้งนี้ การเลือกตั้งล่าสุดของแคนาดา ซึ่งพรรคอนุรักษ์นิยมแพ้การเลือกตั้ง ทำให้แคนาดาได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งมิได้คัดค้านทีพีพีแต่อย่างใด
สำหรับไทยนั้น ผมเข้าใจว่าคงจะยังพยายาม “ศึกษา” การเข้าทีพีพีต่อ ไปอีก เพราะกลัวผลเสียมากกว่าผลได้ ทราบกันดีว่ายังมีเวลาให้คิดไตร่ตรองได้ในระดับหนึ่ง เพราะขั้นตอนต่อไปคือกระบวนการขอความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศ ภาคีทั้ง 12 ประเทศ ซึ่งน่าจะใช้เวลาอีกเกือบ 1 ปี โดยยังมีความเป็นไปได้ว่า ประเทศที่จะไม่ยอมรับทีพีพีอาจเป็นสหรัฐอเมริกาก็ ได้ เพราะเป็นปีแห่งการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งพรรครีพับลิกันอาจไม่ต้องการให้ความร่วมมือกับประธานาธิบดีโอบามา (ซึ่งเป็นพรรคเดโมแครต) ได้รับชัยชนะทางการเมืองจากน้ำพักน้ำแรงของฝ่ายรีพับลิกัน
แม้ว่าพรรครีพับลิกันนั้น ในอดีตจะเป็นฝ่ายให้ที่การสนับสนุน และส่งเสริมการค้าเสรีมาโดยตลอด ในขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตซึ่งมีฐานเสียงสำคัญคือ สหภาพแรงงาน และเอ็นจีโอก็คัดค้านการเปิดเสรีการค้าโดยเสมอมา และตัวเต็งผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี คือนางฮิลลารี คลินตัน ก็ ยอมจำนนต่อแรงกดดันดังกล่าว โดยประกาศไม่สนับสนุนทีพีพี แม้ว่าจะเคยผลักดันทีพีพีเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐ อย่างแข็งขันเมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้า
โดยกล่าวว่า ทีพีพีนั้นเปรียบเสมือนบรรทัดฐานทางการค้าระหว่างประเทศที่สูงส่ง เปรียบได้กับทองคำ (gold standard of international trade) กล่าวคือเป็นไปได้ว่าโอบามาจะไม่สามารถหาจังหวะ ที่จะผลักดันให้รัฐสภาสหรัฐเห็นชอบทีพีพีได้ในปีหน้า (เพราะเป็นปีหาเสียงเลือกตั้งทั้งปี) และหากฮิลลารี คลินตัน ชนะการเลือกตั้ง ก็ยากที่จะกลับตัวกลับใจมาสนับสนุนทีพีพีได้อีก หรือหากจะขอแก้ไขและเปิดการเจรจาใหม่ เพื่อเพิ่มเติมประโยชน์ให้กับสหรัฐ ก็คงจะต้องเผชิญกับแรงต่อต้านอย่างรุนแรงจากประเทศภาคีอีก 11 ประเทศอย่างแน่นอน
ในความเห็นของผม ประธานาธิบดีโอบามาคงจะต้องรีบเร่งขับเคลื่อนให้รัฐสภาสหรัฐ ลงคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบทีพีพีภายใน 6-9 เดือนข้างหน้า เพราะหากรีรอเกินไปกว่านั้น คือหลังกลางปีหน้าไปแล้ว ก็คงจะยิ่งขาดความชอบธรรมที่จะผลักดันกฎหมายสำคัญฉบับนี้ และต้องยอมให้เป็นภารกิจของประธานาธิบดีคนใหม่ที่จะเข้ามารับตำแหน่งในต้นปี 2017
หากมองในแง่นี้ ก็อาจอ้างได้ว่า ไทยมีเวลาศึกษาทีพีพีไปจนกระทั่งปี 2017 ซึ่งหากรอถึงช่วงต้นปี 2017 แล้ว ก็คงต้องรอต่อไปอีก เพราะน่าจะใกล้มีการเลือกตั้งของไทยเองประมาณไตรมาส 3 ของปีเดียวกัน และหากรอให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมาตัดสินใจ ก็คงต้องรอไปอีกจนกระทั่งปี 2018 จึงจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ มีการแต่งตั้ง ครม.และมีการแถลงนโยบายต่อสภา ฯลฯ
ทำไมจึงต้องรอกันนานขนาดนั้น? ผมคิดว่ามี 2 เหตุผลหลักคือ 1.ผู้ที่ได้รับผลกระทบในเชิงลบ เพราะแข่งขันไม่ได้กับการเปิดเสรีทางการค้า (และการเปิดเสรีอื่นๆ) ย่อมคัดค้านอย่างเต็มที่ เพราะเป็นกลุ่มที่รู้ตัวอย่างชัดเจนว่า กลุ่มของตนจะเสียประโยชน์อย่างมาก หากไทยเข้าร่วมทีพีพี ซึ่งจะมีหลากหลายกลุ่ม ทั้งอุตสาหกรรมและภาคเกษตร
ขณะเดียวกัน กลุ่มที่น่าจะได้ประโยชน์จากทีพีพี ยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรม แต่จะเป็นเรื่องของการคาดการณ์ และในหลายกรณีประโยชน์ที่พึงได้ มักจะเป็นการทำให้สินค้าราคาถูกลง ซึ่งเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคหลายสิบล้านคน แต่เป็นผลประโยชน์ที่มีมูลค่าเล็กน้อยต่อคน (แม้ว่าเมื่อรวมกันแล้วจะเป็นผลประโยชน์มากของคนส่วนมาก) จึงไม่สามารถเกิดพลังในการรวมตัวกันผลักดันสนับสนุนทีพีพี จึงสรุปได้ว่ารัฐบาลถูกกดดันจากฝ่ายที่ค้านทีพีพี มากกว่ากลุ่มที่สนับสนุนทีพีพี แม้จะรู้ดีว่าทีพีพีนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาของเศรษฐกิจในระยะยาว
อีกกลุ่มที่จะออกมาคัดค้านทีพีพีอย่างเต็มที่คือ กลุ่มเอ็นจีโอ โดยเฉพาะเรื่องการคุ้มครองสิทธิบัตรยา โดยเฉพาะการต้องการเพิ่มระยะเวลาการผูกขาดตำรับยา เรื่องนี้ผมเห็นด้วยว่า มีโอกาสทำให้ราคายาสำคัญเพื่อรักษาโรคร้ายแพงขึ้น แต่ที่พูดกันว่าแพงขึ้น จนไม่มีใครจะมีเงินซื้อได้นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะหากเราซื้อไม่ได้ คนขายก็จะไม่มีรายได้เช่นกัน กล่าวคือผู้ขายที่มีอำนาจผูกขาดนั้น จะขายสินค้าในราคาที่ทำให้มีกำไรสูงสุด ไม่ใช่ตั้งราคาที่ไม่มียอดขายเลย แต่ก็จะเป็นภาระที่ภาครัฐอาจต้องพิจารณาหางบประมาณ มาช่วยลดภาระให้กับประชาชน ผู้ต้องเข้าถึงยาดังกล่าว และนำไปชั่งน้ำหนักกับผลประโยชน์โดยรวมที่จะได้รับ จากการเข้าร่วมทีพีพี
ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่า ในก้าวต่อไปจะมีการเจรจากับยุโรป และหากประสบความสำเร็จก็แปลว่าประเทศที่ประวิงเวลาตัดสินใจ จะไม่ได้ประโยชน์อะไรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะระหว่างที่รอ “ศึกษา” ผลดีผลเสียนั้น การค้าการลงทุนก็จะย้ายฐานไปที่ประเทศในกลุ่มทีพีพีทั้งหมด แต่ในที่สุดอีก 4-5 ปีให้หลัง ประเทศไทยก็จะต้องยอมรับเงื่อนไขทีพีพีอยู่ดี เพราะประเทศที่สำคัญทั้งหมดเข้าไปร่วมในทีพีพีกันหมดแล้ว
ในระหว่างมีการไตร่ตรองว่า ไทยควรจะเข้าร่วมทีพีพีหรือไม่ คงจะมีการกล่าวอ้างถึงภัยอันตรายของทีพีพีอย่างกว้างขวาง เช่น รัฐบาลไทย (หรือแม้กระทั่งรัฐบาลท้องถิ่น) อาจถูกบริษัทข้ามชาติฟ้อง หากดำเนินการที่กระทบต่อผลประกอบการและกำไรของบริษัท เป็นต้น ผมเชื่อว่าจะมีข้อมูลประเภทนี้ออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อโน้มน้าวไม่ให้สนับสนุนการเข้าร่วมทีพีพี โดยการเข้าร่วมจะถูกกล่าวโจมตีว่า เป็นการทำเพื่อประโยชน์ของบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทข้ามชาติ กล่าวคือ ทีพีพีเป็นประโยชน์ต่อนายทุน แต่เป็นผลร้ายต่อประชาชนนั่นเอง
ผมเห็นด้วยว่าการไม่ยอมตัดสินใจทำอะไรใหม่ๆ การอยู่เฉยๆ ไม่ยอมเสี่ยงนั้นเป็นทางเลือกที่ดู “ง่าย” ในระยะสั้น แต่มักจะไม่เป็นประโยชน์ในระยะยาว แต่เนื่องจากประเทศไทยคงจะเผชิญกับอุปสรรคและปัญหาอื่นๆ ทั้งด้านการเมือง และเศรษฐกิจ อีกมากใน 1-2 ปีข้างหน้า ผมจึงสงสัยว่าไทยคงจะไม่ตัดสินอะไรเกี่ยวกับทีพีพี จนกว่าทีพีพีจะประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และทำให้ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า ไทยจะสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ จึงจะเริ่มพิจารณาเข้าร่วมทีพีพี เพราะไม่มีทางเลือกอื่นใด
ทั้งนี้ ยังมีความเป็นไปได้ว่า ทีพีพีอาจประสบความล้มเหลวในอนาคต ทำให้ประเทศไทยไม่สูญเสียผลประโยชน์อันใดจากการที่มิได้เข้าร่วมทีพีพี ทั้งนี้ บางคนกล่าวถึงการเร่งรัดการรวมตัวกันของ RCEP เพื่อมาทดแทนทีพีพี ซึ่งผมมองว่า RCEP จะขับเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า และจะไม่สามารถเป็นทางเลือกเพื่อทดแทนทีพีพี หากรัฐสภาสหรัฐให้ความเห็นชอบทีพีพีด้วย