ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังแก้ไม่ตกของจีน/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังแก้ไม่ตกของจีน/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ ก.พ. 15, 2016 5:22 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

จีนกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่แก้ไม่ตกเพราะโยงใยและแย้งกันเองอยู่ 3 เรื่องพร้อมๆ กันคือจำเป็นต้องผ่อนคลายทางการเงิน (ลดดอกเบี้ย/เพิ่มสภาพคล่อง) เพราะเศรษฐกิจชะลอตัวและอุตสาหกรรมมีหนี้สินมากแต่ยอดขายและกำไรลดลง ในขณะเดียวกันก็มีการเก็งกันว่าจีนจะต้องลดค่าเงินหยวนจึงมีความพยายามทั้ง เก็งกำไร ขนเงินออกและรีบใช้หนี้ที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศ ทำให้ทุนสำรองของประเทศร่อยหรอลดลงหลายแสนล้านดอลลาร์และไม่มีแนวโน้มว่าจะ บรรเทาลงในอนาคต จึงได้พยายามจับกุมการขนเงินออกอย่างผิดกฎหมายและเข้มงวดกับการนำเงินออกนอกประเทศ

แต่การควบคุมไม่ให้เงินทุนไหลเข้า-ออกอย่างเสรี ก็ขัดแย้งกับความพยายามของจีนที่ต้องการให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักของโลก ที่ได้รับความเห็นชอบจากไอเอ็มเอฟในการนำเอาเงินหยวนเข้าไปคิดคำนวณค่าของ เงินไอเอ็มเอฟคือเอสดีอาร์เมื่อปลายปีที่แล้ว ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า impossible trinity กล่าวคือทางการจีนจะไม่สามารถสร้างเงื่อนไขทางนโยบายให้บรรลุวัตถุประสงค์ 3 ประการพร้อมกันได้คือ การผ่อนคลายนโยบายการเงิน (เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจ) และตรึงค่าเงินหยวนไม่ให้อ่อนค่าลง (เพื่อให้เกิดความมั่นใจและหยุดขนเงินออก) พร้อมกับการปล่อยให้เงินทุนไหลเข้า-ออกโดยเสรี

ผมเห็นว่าควรตั้งต้นจากการตอบคำถามว่าต้นตอของปัญหาเศรษฐกิจของจีนนั้น อยู่ที่จุดใด ซึ่งคำตอบคือการที่รัฐบาลผลักดันให้ธนาคาร (ซึ่งเป็นของรัฐ) เร่งปล่อยสินเชื่ออย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2008 ที่วิกฤติซับไพร์มทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่สภาวะถดถอยอย่างรุนแรงและส่งผล กระทบต่อเศรษฐกิจและการส่งออกของจีน ทางการจีนจึงเร่งรัดการลงทุนทั้งในภาคอุตสาหกรรม (โดยรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่) และการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่นผ่านการขอสินเชื่อจากธนาคาร ทำให้สินทรัพย์ของธนาคาร (ซึ่งส่วนใหญ่คือสินเชื่อที่ปล่อยออกไป) เพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านล้านหยวนมาเป็น 32 ล้านล้านหยวนในช่วง 2008 ถึง 2015 กล่าวคือปัจจุบันนั้นสินทรัพย์ของธนาคารมีมูลค่าสูงกว่าจีดีพีของจีนกว่า 3 เท่าตัว

ในส่วนของสินเชื่อเอกชน (ครัวเรือนและบริษัท) นั้น สินเชื่อก็สูงกว่า 2 เท่าของจีดีพีแล้ว การ ปล่อยกู้จำนวนมากมายดังกล่าวในระยะเวลาอันสั้น แปลว่ามีการปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการลงทุนเป็นจำนวนมากที่ไม่มีคุณภาพ กล่าวคือมีผลตอบแทนไม่คุ้มค่าและเสี่ยงที่จะเป็นหนี้เสีย เพราะไม่มีรายได้เพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีนที่ผู้ประกอบการมักจะเน้นปริมาณการผลิตเพื่อ ช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดมากกว่าการให้ความสำคัญกับอัตรากำไรที่คุ้มค่า

ในภาพใหญ่นั้นโครงสร้างของจีดีพีจีนจึงแตกต่างจากโครงสร้างจีดีพีของ ประเทศอื่นๆ ที่จะมีสัดส่วนของการบริโภคเอกชนประมาณ 55-65% และการลงทุนประมาณ 15-25% ซึ่งจะเป็นสัดส่วนที่มีดุลยภาพในระยะยาวเพราะการลงทุนคือการเพิ่มการผลิตใน อนาคต ดังนั้นการบริโภคเอกชนจะต้องขยายตัวเพียงพอที่จะรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้น จากการลงทุน แต่จะเห็นว่าสัดส่วนการลงทุนที่สูงเกินพอของจีนนั้น แม้จะเป็นการสร้างความต้องการวัตถุดิบในระยะแรก แต่ต่อมาก็จะทำให้เกิดปัญหากำลังการผลิตที่มีส่วนเกินเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก พร้อมกับปัญหาหนี้เสียซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอยู่ในขณะนี้

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าปัญหาพื้นฐานของจีนคือการสร้างหนี้ที่กำลังจะเป็นปัญหาหนี้เสีย และที่สำคัญคือแม้ในขณะนี้ปัญหาก็ยังขยายตัวอยู่เรื่อยๆ กล่าว คือสินเชื่อยังเพิ่มขึ้นประมาณ 15% ต่อปี แต่เมื่อสินเชื่อคิดเป็นสัดส่วนกว่า 200% ของจีดีพี ก็แปลว่าสินเชื่อเพิ่มขึ้นเท่ากับ 30% ของจีดีพี ในขณะที่จีดีพีขยายตัวประมาณ 8% (รวมเงินเฟ้อประมาณ 1.4% ด้วย) เปรียบเทียบได้ว่ายอดขายเพิ่มขึ้นปีละ 8% แต่ยอดหนี้เพิ่มขึ้นปีละ 30% แปลว่าธุรกิจต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์ได้ทำการสำรวจบริษัทจีนในตลาดหลักทรัพย์ (เซี่ยงไฮ้และเสินเจิ้น) 1,200 บริษัท

พบว่าโดยเฉลี่ยบริษัทดังกล่าวต้องรอนานถึง 59 วันก่อนจะได้รับเงินชำระค่าสินค้าหลังการขายเพิ่มขึ้นจาก 37 วันในปี 2011 บริษัทด้านพลังงานต้องรอนานถึง 80 วัน เพิ่มขึ้นจาก 24 วันในปี 2011 ในขณะที่บริษัทภาคอุตสาหกรรมต้องรอนานถึง 94 วัน (จาก 61 วัน) และบริษัทด้านไอทีรอนานที่สุดคือ 112 วัน (จาก 76 วัน) แปลว่าบริษัทหลายแห่งในจีนขาดสภาพคล่องเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงทำให้ทางการน่าจะต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยลงอีก 1-2 ครั้งและxปรับลดสำรองสินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคาร (RRR) ลงอีก 1-2 ครั้งเช่นกัน

แต่การผ่อนคลายทางการเงินย่อมทำให้เงินไหลออก เพราะในต่างประเทศอาจให้ผลตอบแทนสูงกว่าและการลดดอกเบี้ยย่อมจะทำให้การเก็ง กำไรค่าเงินมีต้นทุนต่ำลง ทำให้เสี่ยงกับการถูกโจมตีค่าเงิน ซึ่งผลที่ตามมาจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของจีนในอดีตคือการที่ค่าเงิน หยวนมีแนวโน้มจะอ่อนค่า เพราะมีคนต้องการนำเงินหยวนมาแลกเป็นเงินดอลลาร์มากกว่าคนที่มีเงินดอลลาร์ อยากแลกเป็นเงินหยวน ทำให้ธนาคารกลางจีนต้องยอมนำทุนสำรอง (ดอลลาร์) ออกมาแลกเปลี่ยนเพื่อตรึงค่าเงินหยวนเอาไว้ แต่การทำเช่นนั้นก็จะเห็นได้จากการลดลงของทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งลดลง 1 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2015 และอีกเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2016 ซึ่งยิ่งทำให้เกิดความกังวลมากยิ่งขึ้น เงินในประเทศจึงมีแนวโน้มจะไหลออกอีก ในขณะที่เงินที่จะนำเข้ามาก็คงจะรีรอดูสถานการณ์ก่อน

ที่สำคัญคือการขายเงินทุนสำรองของธนาคารกลางเพื่อซื้อเงินหยวน (และตรึงเงินหยวนไม่ให้อ่อนค่า) ทำให้ปริมาณเงินหยวนในระบบลดลง คือการทำให้สภาพคล่องลดลงและกดดันดอกเบี้ยให้สูงขึ้นนั่นเอง ซึ่งจะเป็นผลเสียกับธุรกิจ ทำให้ธนาคารกลางต้องอัดฉีดสภาพคล่องกลับเข้าไปในระบบ ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขให้เกิดการไหลออกของเงินในรอบต่อไป กล่าวคือการจะปกป้องค่าเงินนั้นต้องทำให้ปริมาณเงินในระบบลดลง แต่จะไปกระทบกับธุรกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว นักเก็งกำไรจึงคาดการณ์กันอย่างแพร่หลายว่าในที่สุดทางการจีนคงจะเลือกลดค่า เงินเพราะการปกป้องค่าเงินน่าจะยืดเยื้อและมีโอกาสสำเร็จต่ำและจะมีผลเสีย กับเศรษฐกิจมากกว่า

ส่วนการจะปิดกั้นไม่ให้เงินไหลออกนั้นก็จะต้องไล่ตามปิดรูรั่วต่างๆ โดยการเพิ่มมาตรการควบคุมที่เข้มข้นและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งขัดความต้องการของจีนและไอเอ็มเอฟที่อยากเห็นเงินหยวนเป็นเงินสกุลหลัก ของโลก จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาในระยะยาว ดังนั้นจึงได้มีการคาดการณ์กันอย่างแพร่หลายว่าในที่สุดจีนจะต้องยอมลดค่าเงินหยวน ซึ่ง หากพยายามลดอย่างค่อยเป็นค่อยไปและลดน้อยเกินไปก็จะทำให้สถานการณ์ที่ตึง เครียดยืดเยื้อได้อีกนาน แต่หากลดค่าเงินหยวนลงอย่างฉับพลัน ก็จะส่งผลกระทบในทางลบอย่างมากทั้งกับเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลก จึงเกิดการคาดหวังกันว่าการประชุมของรัฐมนตรีคลังของกลุ่มจี 20 ที่นครเซี่ยงไฮ้ในวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ นี้อาจมีการออกมาตรการร่วมกันที่จะประสานการปรับค่าเงิน เพื่อลดความผันผวนและผลกระทบในเชิงลบกับเศรษฐกิจและตลาดโลกก็เป็นได้ครับ
[/size]



ตอบกลับโพส