อาลีบาบา/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

อาลีบาบา/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

โพสต์ โดย Thai VI Article » จันทร์ พ.ย. 21, 2016 9:57 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    ดิฉันยังไม่ได้เขียนถึงหุ้นยักษ์ใหญ่ในวงการไอที “อาลีบาบา” ซึ่งตอนเสนอขายกับประชาชนครั้งแรกมีขนาดใหญ่ที่สุดถึง 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 875,000 ล้านบาท

    เมื่อวันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา อาลีบาบาจัดมหกรรมวันค้าปลีกออนไลน์ และทำยอดขายผ่านเว็ปไซต์ไปถึง 120,700  ล้านหยวน หรือประมาณ 621,600 ล้านบาท ในวันเดียว! โดยยอดขายนี้เพิ่มขึ้นถึง 32%จากปีที่แล้ว

    ดิฉันสนใจจึงเข้าไปหาข้อมูลในบลูมเบิร์กต่อว่า เขาดึงดูดลูกค้าให้มาซื้อของมากมายอย่างนี้ได้อย่างไร ปรากฏว่า ใช้หลักการตลาดแบบจูงใจด้วย โปรโมชั่น จากลูกค้าที่มียอดซื้อขายหรือที่เรียกว่าแอคทีฟ 439 ล้านคนต่อปี เขาจะมีกลุ่มลูกค้าท้อป 100,000 คน ที่จะได้อยู่ในโปรแกรมพาสปอร์ต APASS  คนที่คลั่งไคล้ในการซื้อของจำนวนมาก จึงซื้อทุกอย่างผ่านระบบของอาลีบาบา ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องสำอาง หรือแม้กระทั่งอาหาร ฯลฯ เพื่อให้ยอดซื้อสูง จะได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มนี้

    เขาจูงใจด้วยการให้บริการพิเศษกับลูกค้ากลุ่มนี้ด้วยแต้มสะสม สินค้าพิเศษ กิจกรรมพิเศษ เช่น การพาไปทริปต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งถูกใจชนชั้นกลางจีน ที่เมื่อมีรายได้มากขึ้น ก็มองหาสินค้า และบริการที่ดีขึ้น พิเศษขึ้น

    ผู้หญิงคนหนึ่งที่บลูมเบิร์กไปสัมภาษณ์ ซื้อของในหนึ่งปีผ่านอาลีบาบาถึงประมาณ 3.15 ล้านบาท ในวันที่จัดมหกรรมค้าปลีกเมื่อปีที่แล้ว เธอซื้อจนของกองอยู่ แทบไม่มีทางเดินเข้าอพาร์ทเม้นท์ในเซี่ยงไฮ้ (คาดว่าอีกไม่นานสามีของเธอจะต้องออกมาอาละวาด)

    อย่างนี้ถือว่าไม่ยึดหลักการเศรษฐกิจ“พอเพียง” แม้ว่าเธอจะมีอำนาจซื้อที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ได้กู้ยืมเงินมาซื้อ แต่ก็ไม่ควรซื้อมากจนเกินไปค่ะ

    อาลีบาบากรุ้ป ก่อตั้งในเมืองหังโจว เมืองที่มีเก๊กฮวยและชาอร่อย เมื่อปี 2542 โดยแจ้ค หม่า และเพื่อนๆ รวม 18 คน  หุ้นของบริษัทในหมู่เกาะเคย์แมนที่ถือหุ้นอาลีบาบาในจีน (หรือที่เรียกกันว่า เชลล์คอมพานี) เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์คในวันที่ 19 กันยายน 2557 ใช้ชื่อย่อว่า BABA  

    บริษัททำธุรกิจหลักๆสองด้านคือ อีคอมเมิร์ซ หรือ ธุรกิจค้าขายผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดถึง 80% ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศจีน และด้านที่สอง คือ ธุรกิจการเงินและการลงทุนในธุรกิจอื่น โดยถือหุ้น 37.5% ของกลุ่มการเงิน Ant Financial Service Group ซึ่งทำเรื่องระบบการชำระเงิน Alipay และมีบริษัทจัดการกองทุนชื่อ  หยูเป่า (Yu’E Bao) ซึ่งบริหารกองทุนตลาดเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ด้วย นอกจากนี้ก็มีการลงทุนใน Weibo, Suning, Cainiao Network, YTO, Koubei และ Alibaba Pictures

    ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หลักๆของอาลีบาบามีสองธุรกิจคือ Taobao ซึ่งมีรายได้จากโฆษณา และ TMall ซึ่งมีรายได้จากพ่อค้าที่นำสินค้าไปโพสต์ขาย ซึ่งรายได้ของบริษัท ไม่ได้มาจากยอดขายที่มีการทำการซื้อขายผ่านเว็ปเป็นหลายแสนล้านบาทนะคะ แต่อยู่ที่ค่าโฆษณา และค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากร้านค้า

    หากดูจากแหล่งที่มาของรายได้ อาลีบาบา จะพบว่าธุรกิจส่วนใหญ่ยังอยู่ในจีนค่ะ โดยมีรายได้จากการค้าปลีกในจีน 70% (ภายใต้ชื่อ tmall.com, juhuasuan.com, cun.tao.com, taobao.com) จากการค้าส่งในจีน 4% (1688.com) ค้าปลีกในต่างประเทศ 4% (AliExpress, Lazada) ค้าส่งในต่างประเทศ 5% (alibaba.com) รายได้จากธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้ง ภายใต้ชื่อ Aliyun 4%  จากสื่อดิจิตอลและบันเทิง 11% (UC Web, YOUKU, Alisports, Alibaba Music, Tmall TV) และจาก นวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ 2% เช่น AutoNavi, YUNOS เป็นต้น

    รายได้ของบริษัทอาลีบาบากรุ้ป ในไตรมาสสิ้นสุด 30 กันยายน 2559 เท่ากับ 34,942 ล้านหยวน หรือประมาณ 180,000 ล้านบาท กำไรสุทธิ 7,075 ล้านหยวน หรือประมาณ 36,435 ล้านบาท และกำไรในรอบหกเดือน (เมษายน ถึง กันยายน) เท่ากับ 14,217 ล้านหยวน หรือประมาณ 73,215 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 5.91 หยวน

    หากกำไรต่อหุ้นทั้งปีเป็นสองเท่าของรอบหกเดือน จะเท่ากับ 11.82 หยวน หรือประมาณ 1.72 เหรียญสหรัฐ ต่อหุ้น ณ ราคาปิดในตลาดหุ้นนิวยอร์คเมื่อวันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน เท่ากับ 93.39 เหรียญสหรัฐ คิดเป็น P/E 54.3 เท่าของกำไร แต่นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรจะก้าวกระโดดในช่วงครึ่งหลังของปีการเงินและทำให้ P/E ลดลงมาเป็น 29 เท่าค่ะ

    ราคาหุ้นตอนเสนอขายครั้งแรกในปี 2557 คือ 68 เหรียญ ขึ้นไปสูงสุดปลายปีที่เข้าตลาดที่ 119.15 เหรียญ ลงไปต่ำสุดเมื่อเดือนกันยายน 2558 ที่ 57.39 เหรียญ ราคา 93.39 เหรียญในตอนนี้ก็ถือว่าแพงนิดหน่อยค่ะ

 

    หมายเหตุ : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง บทความนี้เป็นการนำเสนอกรณีศึกษา มิได้มุ่งหวังชี้ชวนให้ลงทุนหรือไม่ลงทุนแต่อย่างใด
[/size]



ตอบกลับโพส