หุ้นกู้(ขยะ)/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตอบกลับโพส
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
กระทู้: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 11, 2012 10:42 pm

หุ้นกู้(ขยะ)/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ โดย Thai VI Article » อาทิตย์ ธ.ค. 25, 2016 10:15 pm

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    ผมเป็นคนที่ไม่สนใจและไม่เคยลงทุนในหุ้นกู้เลย  เหตุผลก็เพราะว่าผมคิดว่าผมสามารถลงทุนในตลาดหุ้นและได้ผลตอบแทนที่ดีเกิน 10% ต่อปีในระยะยาวตั้งแต่ 3-5 ปีขึ้นไปในขณะที่การลงทุนในหุ้นกู้ 3-5 ปีนั้นให้ผลตอบแทนไม่เกิน 5% ต่อปี  อย่างไรก็ตาม  “เงินของภรรยา” ซึ่งเป็น “เงินออม” และเป็นเงินที่ “ไม่พร้อมจะรับความเสี่ยง”   ที่ในอดีตเคยฝากประจำหรือออมทรัพย์ในธนาคารนั้น  ในขณะนี้ส่วนใหญ่กลับอยู่ในหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียนที่ผมคิดว่ามั่นคงและให้ผลตอบแทนปีละประมาณ 3-5% สำหรับตราสารที่มีอายุ 3-10 ปี  การลงทุนในหุ้นกู้ของภรรยาผมนั้นต้องถือว่าเป็นที่น่าพอใจ  เพราะหลายปีที่ผ่านมานั้นได้ดอกเบี้ยครบถ้วนและมากกว่าการฝากเงินมาก   ผมเองเชื่อว่าคนที่ทำแบบนี้ในหลายปีที่ผ่านมาก็คงรู้สึกดีเช่นเดียวกัน  และนี่น่าจะเป็นเหตุผลที่ว่าในระยะหลังมีหุ้นกู้เอกชนของบริษัทจดทะเบียนออกมาขายมากมายและคนซื้อก็ตอบรับเป็นอย่างดี   อย่างไรก็ตาม  เมื่อผมมองดูแล้วก็อดวิตกไม่ได้ว่า  วันหนึ่งก็อาจจะมีคนที่จะต้องเสียหายจากการลงทุนเนื่องจากบางบริษัทอาจจะผิดนัดชำระหนี้เนื่องจากบริษัทไม่ได้มั่นคงอย่างที่คิด  ในขณะที่ผลตอบแทนที่ได้ก็ไม่ได้มากจนคุ้มค่าที่จะลงทุน  ว่าที่จริงช่วงเร็ว ๆ  นี้เราก็ได้เห็นการ “ผิดนัดชำระหนี้” เกิดขึ้นบ้างแล้ว

    การวิเคราะห์หุ้นกู้หรือตราสารการเงินที่เป็นหนี้เช่นตั๋วเงินบีอีนั้น  หลายคนอาจจะบอกว่า “ไม่จำเป็น”  เนื่องจากหุ้นกู้ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นกู้ที่มีการ “จัดอันดับ” ความมั่นคงหรือความเสี่ยงที่เรียกว่า  “เรทติ้ง” โดยอันดับสูงมากจะเป็นกลุ่ม A และต่ำลงมาจะเป็นกลุ่ม B ที่เป็นอันดับที่ดีและเป็นเกรดที่  “ลงทุนได้”  ในขณะที่ตั้งแต่ C ลงไปก็จะเป็น “หุ้นกู้ขยะ” ที่มีความเสี่ยงสูงมากไม่เหมาะกับการลงทุน  ซึ่งโดยปกติในวันแรกที่ขาย  หุ้นกู้ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเรทกลุ่ม B ขึ้นไป  แต่ที่เห็นหุ้นกู้เรท C นั้นก็มักจะเป็นเรทที่ได้รับภายหลังที่ฐานะการเงินของบริษัทตกต่ำลงจนทำให้บริษัทที่จัดอันดับลดเรทของหุ้นกู้ลง  ส่วนหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้นั้นจะได้รับเรท D  แต่นั่นก็คือการ “คาดการณ์” ของบริษัทจัดอันดับ  เพราะโดยข้อเท็จจริงก็คือ  หุ้นกู้บางตัวอย่างที่เกิดขึ้นในต่างประเทศนั้นเคยได้รับเรท A  แต่เวลาผ่านไปไม่กี่วันก็ผิดนัดชำระหนี้กลายเป็นเรท D  และก็มีอีกไม่น้อยเช่นกันที่บริษัทที่ออกหุ้นกู้ที่ได้เรท C หรือแม้แต่ D แต่เวลาผ่านไปกลายเป็นบริษัทที่มั่นคงและหุ้นกู้ได้รับการปรับอันดับกลายเป็นเกรด B และ A ได้

    ธรรมชาติของหุ้นกู้โดยเฉพาะที่เป็นหุ้นกู้ระยะยาวนั้น  เวลาที่มีการปรับเรทขึ้นมา  ราคาหุ้นกู้ก็จะเพิ่มขึ้น  แต่เวลาถูกปรับเรทลง  ราคาก็จะตกลง  เช่นเดียวกัน  เวลาอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดลดลง  ราคาหุ้นกู้ก็จะเพิ่มขึ้น  แต่เวลาดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวขึ้น  ราคาหุ้นกู้ก็จะลดลง  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเราไม่ซื้อไม่ขายและบริษัทไม่ได้มีปัญหาทางการเงิน  เราก็จะได้ดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรกจนครบอายุหุ้นกู้   ในต่างประเทศที่ตลาดหุ้นกู้และพันธบัตรพัฒนาแล้ว  ตลาดจะใหญ่ยิ่งกว่าตลาดหุ้น  ราคาของตราสารหนี้ก็จะผันผวนขึ้นลงสูงและก่อให้เกิดกำไรขาดทุนมหาศาลเหมือนตลาดหุ้นเช่นกัน   ดังนั้น  การวิเคราะห์ของนักลงทุนตราสารหนี้จึงเข้มข้นเอาเป็นเอาตายไม่แพ้การลงทุนในตลาดหุ้น

    ตลาดหุ้นกู้ในไทยนั้นต้องถือว่ายังเล็กมากและไม่มีสภาพคล่องเท่าที่ควร  นอกจากนั้นดูเหมือนว่าจะมีคนวิเคราะห์น้อยมากยกเว้นแต่บริษัทจัดอันดับที่ต้องทำตามหน้าที่แต่ไม่ได้เสี่ยงลงเงินของตนเอง  การวิเคราะห์จะถูกหรือผิดจากความเป็นจริงก็ไม่ได้กระทบกับรายได้ของตนเอง  แต่ในฐานะของนักลงทุนที่อาจจะอยากลงทุนในหุ้นกู้นั้น  ผมคิดว่าเราต้องศึกษาและเข้าใจว่าหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ที่จะลงทุนนั้นคุ้มค่าหรือไม่  การวิเคราะห์ที่เราจะต้องดูมีหลายประเด็น

    ประเด็นแรกก็คือ  ผลตอบแทนที่เราจะได้จากหุ้นกู้นั้นมีจำกัดนั่นก็คือ  ไม่ว่าบริษัทจะมีผลประกอบการที่ดีแค่ไหนก็ตามในอนาคตที่เรายังถือหุ้นกู้อยู่  เราก็จะได้แค่ดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตายตัวที่ 3-5% อย่างในช่วงเร็ว ๆ  นี้  แต่ถ้าอนาคตที่ว่านั้นบริษัทเกิดขาดทุนจนล้มละลายไม่มีปัญญาใช้หนี้  เงินเราก็อาจจะสูญหรือได้รับน้อยลงจากเงินที่เราซื้อหุ้นกู้ในวันแรก  ดังนั้น  เวลาเราวิเคราะห์กิจการ  เราจะต้องดู Downside หรือดูโอกาสที่บริษัทจะมีปัญหามากกว่า Upside หรือโอกาสที่บริษัทจะกำไรมาก ๆ   โดยวิธีการอย่างหนึ่งก็คือ  ดูว่าบริษัทมีความมั่นคงของผลประกอบการมากน้อยแค่ไหน  ถ้าอดีตที่ผ่านมาบริษัทมีผลประกอบการขึ้นลงรุนแรง  บางปีดีมากบางปีแย่  แบบนี้ก็อันตราย

    ตัวอุตสาหกรรมเองก็เป็นประเด็นสำคัญ  บางอุตสาหกรรมนั้นมีธรรมชาติที่ผลประกอบการผันผวนเนื่องจากเป็นธุรกิจโภคภัณฑ์ที่เป็นวัฏจักร  แบบนี้ก็อันตรายเนื่องจากอนาคตอุตสาหกรรมอาจจะตกต่ำจนบริษัทล้มละลายได้

    ภาระหนี้ที่บริษัทมีก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ  ถ้าบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สูงมากเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น  แบบนี้บริษัทก็มีโอกาสสูงขึ้นที่จะไม่สามารถจ่ายหนี้ได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าบริษัทก็อยู่ในอุตสาหกรรมที่อาจจะมีความผันผวนสูงในบางช่วง  ยกตัวอย่างธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการเงินที่มักมีหนี้สูงมากและในบางครั้งที่เศรษฐกิจมีปัญหาหรือบริษัทมีปัญหาทางด้านหนี้เสียหรือเกิดปัญหาทางด้านความเชื่อมั่น  บริษัทก็อาจจะล้มละลายได้ง่าย  เหล่านี้ก็คือตัวอย่างของประเด็นที่ต้องระวังเวลาจะลงทุนในหุ้นกู้

    บางคนอาจจะคิดว่าประเด็นต่าง ๆ  ที่กล่าวถึงนั้นบริษัทจัดอันดับน่าจะรวมไว้แล้วในการจัดอันดับเรทติ้ง  ดังนั้นเราไม่ต้องวิเคราะห์  แต่ในความรู้สึกของผมก็คือ  บริษัทเรทติ้งน่าจะเน้นที่ผลประกอบการอดีตและปัจจุบันเป็นหลัก  พวกเขาจะดูว่าบริษัท  “ดี”  หรือไม่ในสภาวะปัจจุบันโดยไม่ได้เน้นหนักไปทางด้านของโครงสร้างของอุตสาหกรรมและของบริษัท  และนั่นทำให้เราเห็นบริษัทการเงินหรือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือแม้แต่บริษัทที่มีความผันผวนสูงอย่างผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์เช่น ปิโตรเคมี  หรือธุรกิจเดินเรือได้รับเรทติ้งที่ดีในยามที่บริษัทเหล่านั้นอยู่ในวงจรที่กำลังรุ่งเรือง  แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปีอาจจะกลายเป็นหุ้นกู้ขยะ เป็นต้น  ดังนั้น  ถ้าจะลงทุนซื้อหุ้นกู้  ก็จงทำเหมือนกับการลงทุนในหุ้น  อย่าเชื่อนักวิเคราะห์หรือนักจัดอันดับ  เชื่อตนเอง
[/size]



ตอบกลับโพส